วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม มอบนโยบาย พัฒนาเรือนจำ-ทัณฑสถาน เป็นสถานที่พัฒนาพฤตินิสัย มอบโอกาสทางการศึกษาผู้ต้องราชทัณฑ์

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการปฏิบัติราชการหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดสงขลา พัฒนาเรือนจำ-ทัณฑสถาน เป็นสถานที่พัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องราชทัณฑ์ มอบโอกาสทางการศึกษา

(5 พฤษภาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ห้องประชุมเรือนจำกลางสงขลา ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมามอบนโยบายการปฏิบัติราชการหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงยุติธรรม  และเครือข่ายภาคประชาชนให้การต้อนรับ 

สำหรับนโยบายสำคัญของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แก่ 1) การแก้ไขปัญหายาเสพติด 2) การแก้ไขปัญหาความยากจน หนี้สินครัวเรือน 3) การขจัดผู้มีอิทธิพล 4) การทำให้คนมีการศึกษา โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรม 3 หน่วยงาน คือ เรือนจำ สำนักงานคุมประพฤติ และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้ความสำคัญในการดำเนินการเรื่องนี้

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า จากข้อมูลสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ พบว่า สาเหตุจากการไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นปัจจัยให้เกิดปัญหายาเสพติด และกฎหมายกำหนดให้เรือนจำจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานผู้ต้องขัง เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด จึงมีแนวทางให้เรือนจำ ดำเนินการ ดังนี้

1) ให้สำรวจผู้ต้องขังที่เรียนไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.6 / ปวช.) 

2) ให้สำรวจว่าเรือนจำมีครูผู้สอนหรือไม่ ? 

3) ให้เรือนจำจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ผู้ที่เรียนต่ำกว่า ม.6 / ปวช. โดยให้เรือนจำจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ 

4) ให้เรือนจำในพื้นที่จังหวัดสงขลา จัดทำหลักสูตรการศึกษาในจังหวัดสงขลา โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ คือ อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น มีความสามารถทางภาษาอย่างน้อย 2 ภาษา และมีวิชาชีพ และกำหนดเป็น Quick win ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย ภายใน 3 เดือน 

และภารกิจของเรือนจำ/ทัณฑสถาน ในปัจจุบัน คือ เป็นสถานที่พัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องราชทัณฑ์ โดยการให้โอกาสทางการศึกษา

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง​ รมว.ยุติธรรม เผย พร้อมรับมือศึกอภิปราย​ฯ เชื่อมั่นประธานสภาฯ ควบคุมการประชุมได้

พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เผย พร้อมรับมือศึกอภิปราย​ฯ หลัง ‘ฝ่ายค้าน’ ล็อกเป้า อดีตนายกฯ ทักษิณ​ ชินวัตร เชื่อมั่นประธานสภาฯ ควบคุมการประชุมได้ 

(วันที่ 2 เมษายน 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีการเตรียมความพร้อมรับมือพรรคฝ่ายค้าน ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป​ตามมาตรา 152​ ระหว่างวันที่ 3-4 เมษายนนี้ ว่า​ “การอภิปรายเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เพราะไม่ได้มีการลงมติ ว่าจะไว้วางใจหรือไม่ แต่เป็นเวลาให้รัฐบาลตอบคำถามหลังจากบริหารประเทศได้ 6 เดือน ซึ่งอาจจะมีบางส่วนที่เรายังมองไม่รอบด้านหรือซุกไว้ใต้พรม​ จึงเป็นเรื่องที่ดี

พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม นายกรัฐมนตรีได้ประกาศ จะสร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม ให้มีประสิทธิภาพโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ แต่อาจจะมีบางอย่างที่เป็นช่วงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือบางอย่างเป็นความคาดหวังของประชาชน จึงเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องสื่อสารสร้างความเข้าใจให้กับสังคม พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีความหนักใจแต่อย่างใด เพียงแต่อย่าไปพาดพิงในส่วนที่ผิดข้อบังคับ เท่าที่ทราบทุกกระทรวงพร้อมชี้แจง

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า การไม่ให้เอ่ยชื่อถึง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในสภาฯ เกิดความวุ่นวายหรือไม่ นั้น ? พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง ระบุว่า​ ตนยังไม่ได้ยินเรื่องนี้​ แต่มีข้อบังคับการประชุมในสภาฯ อยู่แล้ว มีการเอ่ยถึงโดยไม่ผิดข้อบังคับ ซึ่งรู้เจตนาอยู่แล้ว และมองว่าฝ่ายค้านยุคนี้พัฒนาไปเยอะ และเชื่อว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร​ จะสามารถควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมกับมองว่าการอภิปรายในครั้งนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือประชาชน เพราะตอนนี้ประชาชนเราตื่นรู้ และคนที่เป็นรัฐบาล ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ประชาชนอยู่รับใช้รัฐบาล​ แต่รัฐบาลต้องรับใช้ประชาชน​

“ผ่านมามีกระบวนการยุติธรรมย่อยเยอะและต่างคนต่างอยู่ จึงต้องเชิญองค์กรต่างๆมาพูดคุยกัน เพื่อเป้าประสงค์เดียว คือ ความยุติธรรมของประชาชน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลพยายามจะแก้ไข เราต้องมีมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานทางกฎหมาย ถ้ามันไม่ดีก็ต้องไปแก้กฎหมาย” พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง กล่าว

พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง กล่าวเพิ่มเติมว่า ”รัฐบาลนี้ยังไม่เคยแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม อะไรที่ประชาชนเสียโอกาส หรือเลือกปฏิบัติ ก็จะแก้ไขให้มันมีมาตรฐาน ก่อนจะย้ำว่ากฎหมายต้องปกป้องคุ้มครองคนทุกคน หากใครไปสั่งการเกินกฎหมาย ผู้นั้นก็ต้องถูกดำเนินคดี“

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร บ้างหรือไม่ ? พันตำรวจเอกทวี​ สอดส่อง กล่าวว่า ได้พบกันที่งานพระราชทานเพลิงศพ​ บิดาของ คุณจตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งตนไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปด้วย เพียงแต่ไปพบกันที่งานเท่านั้น และไม่ได้พูดคุยอะไรกัน ซึ่งเรื่องของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เราใช้ความเห็นของคณะแพทย์ ทั้งนี้ รัฐบาลเปิดกว้างในการรับฟังหากต้องแก้ไขกฎหมาย

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2567

“คลัง” สั่ง 4 แบงค์รัฐ ทำ 4 มาตรการ ส่วนลดเงินเข้ากองทุน SFI ทุกบาท ต้องตรงเข้าช่วยประชาชน

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงการคลังได้สั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ทั้ง 4 แห่ง ที่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และ ธอท. ที่ต้องการขยายเวลาปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ จากร้อยละ 0.25 ต่อปี เป็นร้อยละ 0.125 ต่อปี ต้องมีมาตรการใหม่ที่สะท้อนว่า “เงินนำส่งกองทุนฯที่ลดลงนั้นได้นำไปช่วยเหลือลูกหนี้อย่างแท้จริง” โดยเฉพาะรายย่อยที่เป็นกลุ่มเปราะบาง กลุ่มฐานราก ลูกหนี้นอกระบบ โดยต้องมีมาตรการตามแนวทาง ดังนี้

1) ลดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราผ่อนปรนพิเศษให้แก่ลูกหนี้เป็นการทั่วไป เช่น ลดดอกเบี้ยลูกหนี้รายย่อยชั้นดี (MRR) ลดดอกเบี้ยลูกหนี้รายใหญ่ชั้นดี (MLR) เป็นต้น 

2) นำเงินนำส่งกองทุนฯที่ลดลงไปดำเนินโครงการใหม่ ที่มีการชดเชยความเสียหายที่เกิดจาก NPLs หรือชดเชยความเสียหายเพิ่มเติมจากโครงการหรือมาตรการของรัฐที่ได้รับการชดเชยไปแล้ว 

3) ลดอัตราดอกเบี้ยหรือเงินต้นตามสัญญา หรือ

4) เปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ที่ทำให้เงินต้นของลูกหนี้ปรับลดลงในทุกงวดที่ผ่อนชำระ 

“โดยการช่วยเหลือลูกหนี้จะต้องมากกว่าหรือเท่ากับเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ ที่ลดลง”

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เยือนเรือนจำชาย HMP Chelmsford ศึกษาแนวทางตรวจเรือนจำ และพัฒนาการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำของสหราชอาณาจักร

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงยุติธรรม ว่า ระหว่างเวลา 10.30-15.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายณรงค์ จุ้ยเส่ย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ โดยมีสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสหราชอาณาจักร และสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยให้การต้อนรับ ในการเข้าร่วมศึกษาดูงานการตรวจเรือนจำ และมาตรการดูแลผู้ต้องขัง ณ เรือนจำชาย HMP  Chelmsford กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีอายุมากกว่า 200 ปี 

การศึกษาดูงานฯ ดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก Mr. Martin Lomas , Deputy Chief Inspector of His Majesty’s Inspectorate of Prisons (HMIP) และ Ms Sara Pennington , Inspector of HMIP บรรยายสรุปเกี่ยวกับองค์กร HMIP วิธีการตรวจเรือนจำ ประโยชน์จากการตรวจเรือนจำ การตรวจความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง  นอกจากนั้น ยังได้เข้าร่วมตรวจเรือนจำ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการรับตัว การคัดแยก การดูแลผู้ต้องขัง การฝึกทักษะอาชีพ การเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม โดยยึดหลักการประเมิน 4 ข้อ ประกอบด้วย ความปลอดภัย (Safety) การเคารพ (Respect) การจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผูัต้องขัง (Purposeful activity) การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย (Preparation for release) รวมถึงการประเมินภาวะผู้นำในทุกระดับชั้นของผู้บริหารเรือนจำ ตลอดจนบรรยายสรุปกิจกรรม แนวทางในการฟื้นฟูผู้ต้องขัง เช่น การจัดกิจกรรมกระชับสัมพันธ์และเรียนรู้ทักษะด้านกีฬาฟุตบอล ระหว่างผู้ต้องขังกับ กับทีมฟุตบอลอาชีพที่มาช่วยเรือนจำแห่งนี้คือทีมจากสโมสรฟุตบอลเวสต์แฮมยูไนเต็ด (Westham United ) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ มีฉายาในภาษาไทยว่า "ทีมขุนค้อน"เป็นต้น



ทั้งนี้ การศึกษาดูงานฯ ดังกล่าว เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนามาตรการเพิ่มประสิทธิภาพงานราชทัณฑ์ในประเทศไทย อาทิ การสร้างระบบตรวจเยี่ยมเรือนจำของประเทศไทย การอบรมทักษะการตรวจเยี่ยมให้แก่ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม การพัฒนาการเรียนการสอนในเรือนจำ การจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะและเชื่อมสัมพันธ์กับผู้ต้องขังด้วยความร่วมมือกับสมาคมกีฬา การพัฒนาระบบและมาตรการดูแลผู้ต้องขัง เป็นต้น รวมถึงเป็นรากฐานในการจัดโครงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบุคลากรระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร เพื่อพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับหลักนิติธรรมของไทยในภาพรวมต่อไป













วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวขอบคุณนายกฯ แทนประชาชน ลงพื้นที่ภาคใต้ สร้างความเชื่อมั่นแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกมิติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวขอบคุณนายกฯ แทนประชาชน ลงพื้นที่ภาคใต้ สร้างความเชื่อมั่นแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกมิติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความสนใจแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นำทุกมิติ ซึ่งคณะพูดคุยสันติภาพและสันติสุขยืนยันว่ามีความก้าวหน้ามากกว่ายุคก่อนๆ แม้เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศ ณ สำนักงาน ป.ป.ส. (ดินแดง) 


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ผมขอขอบคุณนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี อาจเป็นคำขอบคุณแทนประชาชนที่ท่านได้กรุณาลงพื้นที่ภาคใต้ และได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งการไปครั้งนี้ จะไม่มีด่าน อาจเห็นตำรวจบ้าง แต่ไม่มีทหารสวมเครื่องแบบ รวมถึงการเดินไปยังพื้นที่ต่างๆ ไม่มีการรักษาความปลอดภัย เพราะนายกฯเศรษฐาต้องการไปแบบประชาชนธรรม แสดงถึงความกล้าหาญของนายกรัฐมนตรี 


บางฝ่ายตั้งคำถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีไม่มีการพูดคุยเรื่องสันติภาพและสันติสุข แต่เท่าที่ถามหัวหน้าคณะพูดคุยพบว่า การพูดคุยในช่วงรัฐบาลชุดนี้มีความก้าวหน้ามากที่สุดแล้ว ที่สำคัญ การไปมัสยิดกรือแซะ สถานที่ที่มีบาดแผลมีการเสียชีวิต 34 คน และการเสียชีวิตรอบมัสยิดอีกนับร้อย ซึ่งการเข้าไปในสถาน่ที่แห่งนี้แสดงถึงความกล้าหาญอย่างมาก ยิ่งกว่าการพูดคุยสันติภาพและสันติสุขเพราะสันติภาพและสันติสุข คือ การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีความหวัง ผมจึงไม่อยากให้วาทะกรรม ให้คนแก้แค้นกันซึ่งเป็นภาวะตรงข้ามกับคำว่า สันติภาพ ซึ่งจะพัฒนาอย่างไรให้เสมอภาคเท่าเทียมเกิดขึ้น และขอยืนยันการพูดคุยสันติภาพและสันติสุข นายกฯเศรษฐา ให้การสนับสนุนฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มที่ 


“เราเชื่อมั่นว่าการพูดคุยจะยังมีอีก โดยเฉพาะอีกไม่กี่วันพี่น้องประชาชนจะถือศีลอด หรือ รอมฎอน เป็นช่วงเวลาอันประเสริฐของพี่น้องชาวมุสลิมในการปฏิบัติภารกิจทางศาสนา ฝ่ายรัฐจะอำนวยความสะดวกในการถือศีลอด และก่อนเข้าสู่การเข้าพรรษาซึ่งเชื่อว่าพี่น้องชาวมุสลิมให้การสนับสนุนชาวพุทธด้วย ฉะนั้น เดือนรอมฎอน จึงไม่ใช่ช่วงเวลาที่น่าเป็นห่วง แต่เป็นช่วงเวลาของความปลอดภัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

\\






วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดกิจกรรมการประชุมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ประจำปี 2567 เพื่อให้ปัญหายาเสพติดหมดไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

วันนี้ (2 มีนาคม 2567) พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดกิจกรรมการประชุมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำศาสนา ผู้แทนภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม PENDULA CONVENTION HALL โรงแรมปาร์คอินทาวน์ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี


โอกาสนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหายาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะยาบ้าที่เป็นยาเสพติดหลักที่แพร่ระบาดในไทยที่มีสัดส่วนเป็นร้อยละ 80 ของการใช้ยาเสพติดในประเทศ ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และสังคมเป็นมูลค่ามากมายมหาศาล รวมถึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตของผู้เสพ ผู้ติดยาบ้า และครอบครัว คนใกล้ชิดชุมชน เพราะปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคมเป็นอย่างมาก โดยได้มอบนโยบายเน้นย้ำ ขอให้ทุกภาคส่วนเอาจริงเอาจัง ในการช่วยเหลือลูกหลาน ให้พ้นจากยาเสพติดให้ได้ ซึ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติด จะกระทำโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะไม่สำเร็จ จะต้องมีการบูรณาการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาชน อันจะเป็นแนวทางที่จะได้รับความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น แม้ปัญหายาเสพติดอาจไม่หมดไปในสังคมและในโลกนี้ แต่พวกเรา พี่น้องประชาชน จะต้องเข้าใจ และอยู่กับมันให้ได้โดยไม่มีผลกระทบในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากการดำเนินงานของภาครัฐ ซึ่งมีท่านแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามนโยบายของรัฐบาลที่จะลดความเดือดร้อนของประชาชนจากผลกระทบของยาเสพติด โดยมุ่งเน้น การจับกุมผู้ค้ารายย่อยในชุมชน การค้นหาผู้ป่วยจิตเวชเข้ารับการรักษา และขยายผลจับกุมไปยังผู้ค้า ผู้บงการและนายทุน อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมออยู่แล้วนั้น ในวันนี้ ถือเป็นมิติใหม่ ของการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เราจะนำพลังความเข้มแข็งของภาคประชาชน ความเข้มแข็งของศาสนา ความมั่นคงในอัตลักษณ์ ความสามัคคีของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ของพี่น้องจังหวัดชายแดนใต้ เราจะใช้พลังแห่งความดีงามที่มีอยู่มาช่วยเหลือพี่น้อง ลูกหลาน ในชุมชนของเราให้ปลอดภัยจากยาเสพติด ด้วยตัวเราเอง



ทางด้าน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวว่า กิจกรรมการประชุมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในมิติของศาสนา การพัฒนา และชุมชนพหุวัฒนธรรม ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 ในวันนี้ ศอ.บต. ร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการจัดตั้ง "ศูนย์ประสานงานการแก้ไขปัญหายาเสพติดในมิติของศาสนา และภาคประชาสังคม จังหวัดชายแดนภาคใต้" (ศปส.ศส.จชต.) พร้อมทั้งแต่งตั้ง คณะผู้บริหารศูนย์ฯ และ คณะกรรมการศูนย์ฯ เพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยให้ความสำคัญกับลักษณะ อัตลักษณ์ และจุดแข็งของสังคมที่ยึดหลักศาสนาดำเนินวิถีชีวิต จึงกำหนดกรอบแนวคิดของการแก้ไขปัญหายาเสพติด รวม 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. มิติทางศาสนาและพหุวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มบทบาทผู้นำสถาบัน องค์กรทางศาสนา 2. มิติการพัฒนา เพื่อเพิ่มบทบาทการพัฒนาและแก้ไขปัญหาพื้นฐาน และ 3. มิติชุมชน เพื่อเพิ่มจิตอาสาในชุมซนและเพิ่มบทบาทกลไกนอกภาครัฐ รวมพลังป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านชุมชน ร่วมกับของกลไกภาครัฐในวันนี้


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ การบรรยายพิเศษในหัวข้อ การรวมพลังชุมชนเข้มแข็ง ด้วยธรรมนูญหมู่บ้าน “ฮูกุมปากัต” การบรรยาย ในหัวข้อ ข้อคิดเห็นในงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยพลังชุมชน และการบรรยายในหัวข้อ การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด โดยได้รับเกียรติจาก นายมูฮัมมัดซูวรี สาแล  นายกสมาคมสถาบันปอเนาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย นายเสรี ศรีหะไตร อตีด ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงและจังหวัดบุรีรัมย์ และพลโทสุวรรณ เชิดฉาย  ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ร่วมบรรยายพิเศษในครั้งนี้ด้วย โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย ผู้นำศาสนา ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน สมาคมป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สมาคมเมืองดาหลาพัฒนาพี่น้องไทย ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด จิตอาสา อาสาสมัครภาคประชาสังคมและภาคประชาชน ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และจังหวัดสงขลา) รวมจำนวนทั้งสิ้น 750 คน 



วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์พัฒนาพฤตินิสัยปัตตานี ให้กำลังใจผู้เข้าร่วมโครงการ DRIP MODEL ค่ายสานพลังใจ ละเลิกยาเสพติด

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ศูนย์พัฒนาพฤตินิสัยปัตตานี กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ว่า เมื่อเวลา 14.45 น. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยม และติดตามการพัฒนาศักยภาพ ผู้เข้าร่วมโครงการ DRIP MODEL "ค่ายสานพลังใจ" โปรแกรมการแก้ไขฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดในรูปแบบค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระยะยาว 60 วัน พร้อมพบปะพูดคุยให้กำลังใจแก่ผู้ถูกคุมความประพฤติ โดยมี นายยู่สิน จินตภากร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท พัฒนวุธ อังคะนาวิน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางธาริณี แสงสว่าง รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ และคณะ ให้การต้อนรับ 

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า "มนุษย์ทุกคนมีคุณค่ามีความสำคัญ การจะพัฒนาคนต้องพัฒนาตามศักยภาพ ภาษากายที่ทุกคนแสดงออกมาบ่งบอกถึงความจริงใจและบ่งบอกถึงพลัง โครงการนี้เกิดขึ้นจากคนที่หวังดี ไม่หวังผลตอบแทน แต่มีความหวังเพียงอย่างเดียว คือ ขอให้พวกเราผู้เข้าร่วมโครงการฯ มีชีวิตที่ดี โดยชีวิตที่ดีนั้น ประกอบด้วย 1) พวกเราออกไปต้องมีอาหารกินและต้องไม่ยากจน 2) ต้องมีอาชีพที่ดีสุจริต 3) มีสุขภาพอนามัยที่ดี โดยข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญตอนนี้เพราะพวกเราขณะนี้เหมือนได้รักษาสุขภาพจากการก้าวพลาดไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ต้องขอให้คิดเสมอว่ายาเสพติดเป็นอันตราย พวกเราทุกคนต้องใจแข็ง และ 4) ต้องมีโอกาส โดยในวันนี้ทุกคนทั้ง 104 คน มีโอกาสจากการได้รับการศึกษาและเข้าร่วมโครงการฯ นี้ ผู้จัดโครงการฯ พยายามหาโอกาสให้กับทุกคน และสิ่งหนึ่งที่เป็นโอกาสที่สำคัญ คือ โอกาสกับตัวเราและครอบครัว ครอบครัวจะได้รับสิ่งที่ครอบครัวฝันกลับคืนสู่ครอบครัว พร้อมทั้งขอให้กำลังใจ และขอขอบคุณโครงการที่ดี มีคุณค่า และได้ให้ความสำคัญแก้ไขฟื้นฟูเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ถูกคุมความประพฤติในคดียาเสพติด และขอฝากกับทุกคนว่า เราต้องรับผิดชอบต่อสังคม โดยการนำประสบการณ์ที่ได้รับมาเจอ มาบอกเล่า และมาให้คำแนะนำกับรุ่นน้อง ท้ายสุดนี้ ขอให้ทุกคนคิดว่า ในเวลาที่เราถูกตราหน้าว่าคุมประพฤติหรือคนราชทัณฑ์ที่เป็นดินแดนของคนต้องห้ามนั้น พวกเราต้องเปลี่ยนความคิดว่าเป็นดินแดนของการสร้างคน เพื่อให้คนไปสร้างชาติ และขอให้สันติสุขบังเกิดแก่ทุกคน"

ทั้งนี้ โครงการค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ระยะยาว เป็นการเปลี่ยนจากโทษจำคุกไปเป็นการคุมความประพฤติ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยใช้โปรแกรมการแก้ไขฟื้นฟูเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ถูกคุมความประพฤติในคดียาเสพติด ผ่านกระบวนการเข้าค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ระยะ 60 วัน มีผู้เข้าร่วมครั้งนี้ จำนวน 104 คน มุ่งเน้นพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาความคิด 2) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3) ควบคุมและจัดการอารมณ์ 4) การพัฒนาจิตวิญญาณ 5) การพัฒนาอาชีพและการศึกษา และ 6) การพัฒนาทักษะการดำรงชีวิต โดยใช้วิธีการสร้างแรงจูงใจในการเลิกยาเสพติด การใช้กระบวนการกลุ่ม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการสร้างงานสร้างอาชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงยุติธรรม ภายใต้การดำเนินงานของกรมคุมประพฤติ มีกระบวนการติดตามผ่านการให้คำปรึกษา ช่วยเหลือสงเคราะห์ เฝ้าระวังโดยการตรวจหาสารเสพติด/ความเจ็บป่วยโดย พนักงานคุมประพฤติ อาสาสมัครคุมประพฤติ ครอบครัว และชุมชน โดยออกเยี่ยมเยียนสอดส่อง พูดคุย ติดตามผ่านผู้นำชุมชน ในระยะเวลา 3 เดือนหลังออกจากค่าย ติดตามทุก 5 วัน จากนั้นติดตามจนพ้นคุมความประพฤติเดือนละ 1 ครั้ง และติดตาม 1 ปี หลังพ้นคุมความประพฤติ จำนวน 7 ครั้ง

โครงการดังกล่าวสนับสนุนให้ผู้ถูกคุมความประพฤติสามารถปรับตัวเข้าสู่ครอบครัว ชุมชน และมีอาชีพผ่านการพัฒนาทักษะฝีมือ ให้มีงานทำ มีรายได้ สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และนำไปสู่การเลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสามารถกลับไปอยู่ในสังคมได้ โดยไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก

ทั้งนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มอบนโยบายเรื่องยาเสพติด ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้ให้ความสำคัญและเน้นย้ำขอให้ ทุกภาคส่วน เอาจริงเอาจัง ในการช่วยเหลือลูกหลาน ให้พ้นจากยาเสพติดให้ได้ โดยต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาด การจัดการยาเสพติด ต้องเริ่มที่แหล่งต้นตอ ซึ่งมีการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดน การจับกุมยึดทรัพย์เครือข่ายกลุ่มนักค้า การจัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาด้านจิตเวชจากยาเสพติด และการจัดการแหล่ง แพร่ระบาดในหมู่บ้าน/ชุมชน การเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ให้เข้ารับการบำบัดรักษา และการป้องกันในกลุ่มต่าง ๆ ทุกระดับ