วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565

"ทวี" ประกาศปักธง อ.แว้ง มุ่งเป้าเป็นรัฐบาล-แก้ปัญหาภาคใต้

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 4 นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส เขต 3 นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ส.ส.ปัตตานี เขต 4 พร้อมคณะ เดินทางมาพบปะผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ตัวแทนครูตาดีกา ณ โรงเรียนรอมาเนีย อ.แว้ง

พันตำรวจเอก ทวี กล่าวว่า อยากมาทำให้ อ.แว้งมีความเจริญก้าวหน้า เพราะเรารู้ว่าวิธีแก้ปัญหาที่ดีทำยังไง ผมจึงอยากจะเรียนว่าพรรคประชาชาติแม้จะเป็นพรรคของคนทั้งประเทศ แต่พรรคประชาชาติเราได้ก่อตั้งและกำเนิดโดยพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้พรรคประชาชาติมีพื้นที่ในสภา เพราะเรามี ส.ส.อยู่ 7 คน ส.ส.ที่มาจากเขตในปีที่มีการเลือกตั้งมี 11 เขต เราได้ ส.ส.เขตถึง 6 เขต เราเป็นส่วนใหญ่ของ 3 จังหวัด ดังนั้นเราก็สรุปได้ว่าเราเป็นตัวแทนของคน 3 จังหวัด อย่างมีความถูกต้อง แม้แต่ในอำเภอแว้งจะไม่มี ส.ส.ของพรรคประชาชาติโดยตรง แต่พรรคประชาชาติมองว่าทุกคนเป็นพี่น้องกันพรรคประชาชาติต้องเข้ามาดูแล 

ผมเชื่อมั่นว่าจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ในส่วนของพรรคประชาชาติก็มีความหวังว่า ถ้าเราจะเป็นรัฐบาล ถ้าเราจะเข้ามาบริหารประเทศ ปัญหาภาคใต้มันเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ เราต้องทำให้ภาคใต้เป็นโอกาสของประเทศไทยแก้ปัญหาวิกฤตในประเทศให้ได้ 

ที่มาในโรงเรียนแห่งนี้ คือ มาในที่การสร้างอนาคต อดีตปัจจุบันอนาคตเขาอยู่ที่ไหน เขามองถ้าจะดูอดีตสังคมใดให้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์ แต่เขาบอกถ้าจะดูอนาคตให้ดูที่สถานศึกษา วันนี้ผมมานั่งกับอนาคตคนที่นั่งอยู่ในที่นี้จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ คุณครูที่กล่าวต้อนรับท่านจะต้องรับผิดชอบผู้รับใบอนุญาตก็ต้องรับผิดชอบ เพราะการสร้างมนุษย์ให้มีความรู้ให้มีศักยภาพผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของพวกเรา แล้วในส่วนของพรรคประชาชาติก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้มี พวกเราลองรวบรวมคนในแว้งเป็นสมาชิกเข้ามาเป็นผู้สมัครพรรคในอนาคตด้วยนะครับ เพื่อให้ประชาชาติมาเป็นของประชาชนทุกคนโดยเฉพาะคนในแว้ง คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และคนในประเทศไทยทั้งหมด










"ทวี" แถลงมติฝ่ายค้าน เตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายฯ 21 ม.ค. นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุมของพรรคร่วมฝ่ายค้านในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. ที่ประชุมมีมติยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 152 ในนามพรรคร่วมฝ่ายค้าน 1 ญัตติ 

2. เนื้อหาสาระภายในญัตติ ประกอบด้วย

1) วิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ และภาวะหนี้สินของพี่น้องประชาชน

2) วิกฤตโรคระบาดในคน และสัตว์ อาทิ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) 

3) วิกฤตทางด้านการเมือง การปฏิรูปทางการเมือง และการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น

4) ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ สิ่งแวดล้อม การทุจริตคอร์รัปชัน เหมืองทองอัครา และปัญหาของพี่น้องชาวประมง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายละเอียดการอภิปรายในประเด็นต่าง ๆ นั้นถือเป็นสิทธิของพรรคร่วมฝ่ายค้านในการนำเสนอ โดยกำหนดยื่นญัตติดังกล่าวในวันศุกร์ที่ 21 ม.ค. 2565 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการเข้าชื่อของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และคาดว่าจะมีการเปิดอภิปรายในช่วงกลางเดือน ก.พ. 2565 ทั้งนี้ จะหารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลขอใช้เวลาในการอภิปรายไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมง สำหรับการอภิปรายนั้น จะเป็นไปในลักษณะการสอบถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาต่อรัฐบาล หากรัฐบาลสามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารงานได้ย่อมจะเป็นประโยชน์และถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง 

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า รัฐบาลได้สร้างปัญหาสังคมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการปรับลดงบประมาณด้านการศึกษาจำนวนมาก จนส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา ตลอดจนการดำเนินการทางการเมืองโดยมุ่งผลประโยชน์ของตนเองมากจนเกินไป การอภิปรายครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านจึงเตรียมข้อมูลที่จะเสนอแนะต่อรัฐบาล และการอภิปรายครั้งนี้ยังถือเป็นวาระของประชาชนอย่างแท้จริง

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565

"จาตุรนต์" ติง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้  

ฟังพลเอกประยุทธ์พูดถึงปัญหาของแพงค่าแรงต่ำแล้วบอกได้ทันทีว่ารัฐบาลนี้ไม่มีทางแก้ปัญหาที่กำลังทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันทั้งประเทศได้เลย 

ไม่ว่าจะเป็น”หมูตายไปแค่ 20% หมูหายไปไหนหมด” “อย่าเห็นแก่ตัวขึ้นราคาสินค้า”หรือ “ให้เร่งเพาะพันธุ์ลูกหมูให้เกษตรกรเลี้ยงกันใหม่” รวมทั้งที่บอกว่า “รัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนเลยขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นว่าพลเอกประยุทธ์ไม่รู้ปัญหาและไม่รู้วิธีแก้ปัญหาเอาเสียเลย 

🐷  เกษตรกรจะไม่กลับมาเลี้ยงหมู ถ้ารัฐยังแก้ปัญหาแบบที่ทำอยู่

พลเอกประยุทธ์ไม่รู้เลยว่าในหลายจังหวัดหมูตายไปแล้วเป็นส่วนใหญ่และเกษตรกรก็ไม่กลับมาเลี้ยงอีก หมูจึงน้อยลงอย่างมาก การจะเพาะพันธุ์ลูกหมูให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงใหม่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆตราบใดที่ยังไม่มีมาตรการควบคุมโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ 

มาตรการจะได้ผลก็ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรซึ่งต้องมีหลักประกันก่อนว่าหากทำตามมาตรการของรัฐบาลแล้วจะได้รับเงินชดเชยไม่ให้ขาดทุนมิฉะนั้นมาตรการที่ออกมา ก็จะล้มเหลวไม่สามารถแก้ปัญหาโรคระบาดและเกษตรกรส่วนใหญ่ก็จะไม่กลับมาเลี้ยงหมู แต่พลเอกประยุทธ์กลับไม่ได้พูดถึงมาตรการในการควบคุมโรคระบาดในหมูเลยแม้แต่น้อย 

📈  สินค้าอื่นๆ แพงตามเป็นลูกโซ่

การที่สินค้าต่างๆที่ใช้เนื้อหมูเป็นวัตถุดิบแพงขึ้นด้วยก็เป็นเรื่องธรรมดา และแม้แต่อาหารอื่นก็ย่อมจะแพงขึ้นด้วยการตามหลักซัพพลายดีมานด์จะไปว่าพ่อค้าแม่ค้าเห็นแก่ตัวขึ้นราคาสินค้าได้อย่างไร 

เวลานี้พอค่าอาหารแพงขึ้นมากๆคนที่ค้าขายเล็กๆน้อยๆพออยู่พอกินไปวันๆ เขาก็อยู่ไม่ได้ก็ต้องหาทางขึ้นราคาสินค้าที่ตนเองขายอยู่เพื่อให้มีรายได้พอมาซื้อข้าวกิน กระทบกันเป็นลูกโซ่อย่างนี้ 

💸  ขึ้นค่าแรง ไม่ต้องใช้เงินรัฐบาล

ส่วนเรื่องค่าแรงขั้นต่ำนั้น เมื่อข้าวของขึ้นราคา เต็มไปหมดแต่รัฐบาลดูแลไม่ได้ ผู้ใช้แรงงานโดยเฉพาะที่ได้รับเพียงค่าแรงขั้นต่ำเขาก็ลำบากเพราะรายได้ไม่พออยู่พอกินการเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรง ก็ย่อมเกิดขึ้น นอกจากพลเอกประยุทธ์ไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้วยังเข้าใจผิดไปด้วยว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต้องใช้เงินของรัฐบาล ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพลเอกประยุทธ์ไม่เข้าใจอะไรเลย 

นโยบายในการแก้ปัญหาของแพงค่าแรงต่ำที่พลเอกประยุทธพูดอยู่หรือที่รัฐบาลนี้ใช้อยู่ก็เห็นจะมีแต่การห้ามส่งออกและการห้ามขึ้นราคา ยิ่งใช้นโยบายแบบนี้การผลิตก็จะยิ่งน้อย สินค้าต่างๆก็จะยิ่งมีน้อย อะไรๆก็จะขาดแคลนกันไปหมด 

💡 ลดต้นทุน - หาเงินเยียวยา

สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือหาทางลดต้นทุน และเมื่อของยังแพงอยู่ ค่าของชีพสูงรัฐบาลก็ต้องหามาตรการชดเชยหรือเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งหลาย โดยเฉพาะคนผู้ที่ค้าขายรายเล็กรายน้อยและคนทำงานหาเช้ากินค่ำรวมทั้งคนที่ยากจนทั้งหลาย 

การพูดของพลเอกประยุทธ์ในครั้งนี้ยังทำให้เห็นด้วยว่าการเอาคนที่ไม่รู้เรื่องปัญหาเศรษฐกิจเลยมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจนั้น และโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจก็ไม่มีอยู่จริงด้วย ประชาชนจะฝากความหวังไว้กับรัฐบาลนี้ได้อย่างไร

"ทวี" นำพรรคประชาชาติ รับฟังปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน เขาบูโด-สุไหงปาดี

พ.ต.อ.ทวี รับฟังปัญหาผลกระทบ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ 2562 ที่สร้างปัญหาเขตบูโด-สุไหงปาดี พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส เขต 3  พรรคประชาชาติ นาย กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 4 พรรคประชาชาติ นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ส.ส.ปัตตานี เขต 4 พรรคประชาชาติ นายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส.ยะลา เขต 3 พรรคประชาชาติ และคณะ เดินทางพบปะพี่น้องประชาชนชาวนราธิวาส และจังหวัดยะลา เพื่อรับฟังปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 (เขาบูโด สุไหงปาดี) ที่ เครือข่ายการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเทือกเขาบูโด ที่บ้านมาแฮ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ 


พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า มีพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบปัญหาที่ดินและป่าไม้ ที่ทำกิน ที่เกิดจาก พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้มีการ แก้ไข พ.ร.บ.เดิม ทั้งหมดยกเลิก ปรากฏว่ามีผลกระทบอย่างรุ่นแรง กับพี่น้องในสามจังหวัดเป็นวงกว้าง เขาบูโด - สุไหงปาดี ทรายขาว รวมถึงพื้นที่อื่น เพราะว่า ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีบทบัญญัติหลายมาตรา ที่เป็นการละเมิดสิทธิ์มนุษย์ชน  ที่ละเมิด ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มีการใช้ พ.ร.บ.เดิมขึ้นมาไปทับที่ ของประชาชน ที่อาศัยอยู่ประมาณสองแสนหกหมื่นไร่เป็นวงกว้าง พอไปทับที่แล้วในขณะนั้น กฎหมายฉบับเดิมก็บังคับใช้ไม่ได้ จึงมีมติ ครม. อยู่หลายฉบับ และมีมติ ครม. 2541 มติ ครม. 2551 ให้พิสูจน์ ว่าประชาชนที่อยู่ในที่นี้ก่อนประกาศ พ.ร.บ.อุทยานฯ หรืออยู่หลังประกาศ พ.ร.บ.อุทยาน แล้วพบว่ามีการพิสูจน์ โดยหน่วยราชการและประชาชน  การพิสูจน์นี้ก็ไม่ได้พิสูจน์แต่เฉพาะความเป็นจริงของความเป็นอยู่เท่านั้น ยังพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ด้วย มีการใช้ จีพีเอสด้วย จนกระทั้งทางราชการ ได้รับทราบว่า ประกาศอุทยานเดิมทับที่ประชาชนแล้วได้มอบ เอกสารให้ประชาชน ว่า ราชการมาประกาศทับ ต่อมาปี 2562 มี พ.ร.บ.อุทยาแห่งชาติฉบับนี้ มาใช้บังคับว่าคนที่อยู่ในพื้นที่นี้ เป็นผู้ทำผิดกฎหมายทั้งหมด ทั้งที่เดิมพื้นที่ประมาณ 4.7 ล้านไร่ เป็นที่ให้มีการพิสูจน์ แต่อยู่ๆ กฎหมายในขณะนั้น ได้ประกาศว่า เป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ เป็นผู้บุกรุก ทั้งหมด ในขณะที่กฎหมายก็ออกและมีประชาชนได้ลงชื่อ หมื่นกว่าชื่อ เพื่อขอมีกฎหมายของตัวเอง ที่ต่างไปจากกฎหมายฉบับนั้น แต่ปรากฏว่ากฎหมายในสมัย สนช.ก็ไม่ได้เอากฎหมายของประชาชนมา   


พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า ที่สำคัญมีกฎหมายที่ออกมาประชาชนในเขตอุทยานที่พิสูจน์สิทธิเป็นผู้บุกรุกทั้งหมดทั้งที่ในพื้นที่บูโด-สุไหงปาดีพิสูจน์แล้วประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ รัฐประกาศเขตอุทยานทับที่ประชาชน แต่มีอยู่มาตราหนึ่ง เพื่อเป็นการผ่อนคล้ายว่า ถ้าใครสามารถพิสูจน์ว่าอยู่มาก่อน หรือเป็นพื้นที่ทำมาหากินมาก่อน ให้มาแสดงตัวหรือมาแจ้ง ภายใน 240 วัน ซึ่งครบไปแล้ว อันนั้นคือที่ดิน 4.7 ล้านไร่ ที่รัฐจะไปพิสูจน์ว่า ประชาชนบุกรุก หรือรัฐบุกรุกประชาชน สรุปว่าประชาชนเป็นผู้กระทำผิดแต่ผ่อนคลายให้มาแสดงตัวจะให้อยู่ในเวลา 20 ปี ในเนื้อที่ไม่เกิน 20 ไร่ อันนี้คือสิ่งที่ประชาชนที่ดินเป็นสิทธิของประชาชนรัฐเป็นผู้บุกรุก เห็นว่ากฎหมายมีผลกระทบเป็นวงกว้าง พร้อมให้อำนาจ เจ้าหน้าที่ ไปออกกฎหมายลูก อีก



พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวเพิ่มเติมว่า "เราขอเพียงว่า พื้นที่ ที่ประชาชนอยู่ก่อน ประกาศอุทยาน ฉบับเก่า และประกาศกฎหมายทุกชนิด อยู่ก่อนกฎหมายที่ดิน ก็ขอให้ประชาชนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ ตามสิทธิ์โดยทั่วไป ไม่ได้มาเรียกร้องอะไร ซึ่งในจำนวนนี้ จากข้อมูลของภาคประชาชนได้ทำมีประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ของ สองแสนหกหมื่นไร่ ประชาชนอยู่มาก่อน พ.ร.บ.อุทยาน พ.ร.บ.ป่าสงวน และกฎหมายที่ดิน"



"วันนี้พอได้รับฟังก็ได้รู้ว่า เรื่องนี้เป็นปัญหา ไม่ใช่แค่ปัญหาสามจังหวัดเป็นปัญหาที่ดิน ของคนทั้งประเทศ ถ้าประเทศไทยยัง ไม่มีความเป็นธรรมเรื่องที่ดิน ความขัดแย้งก็จะมีทุกแห่ง เพราะที่ดินเป็นที่อยู่ของคน" - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าว






วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565

"ประชาชาติ" หนุนแก้ รธน. ตัดอำนาจ ส.ว. เลือกนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานพรรคประชาชาติ ว่า คณะรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.272 ตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี นำโดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เดินสายเข้าพบ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ เพื่อขอความร่วมมือฝ่ายการเมืองผลักดันการแก้ไขทั้งในและนอกสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคประชาชาติได้นำสมาชิกพรรคที่เป็นคนรุ่นใหม่และตัวแทนผู้บริหารทักมาให้การต้อนรับ

พันตำรวจเอกทวี กล่าวว่า พรรคประชาชาติพร้อมสนับสนุนการตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาระบบการเมืองให้มีความเป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่แค่การสนับสนุนคณะของนายสมชัย แต่เป็นการสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยและความต้องการของประชาชน โดยจากการศึกษารัฐธรรมนูญปี 2560 มาพบว่ามีปัญหาตั้งแต่ต้นทั้งที่มาและกระบวนการได้มา รวมทั้งเนื้อหาเหมือนมีรัฐธรรมนูญซ้อนอยู่ 3 ฉบับ คือ 1. รัฐธรรมนูญปกติธรรมดา 2. เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีการยึดโยงกับประชาชน และ 3. คือเป็นรัฐธรรมนูญที่มีการรัฐประหารซ่อนรูปอยู่ ซึ่งครั้งนี้ยินดีมากที่จะร่วมผลักดันร่างแก้ไขของภาคประชาชน หลังจากที่ฝ่ายการเมืองเสนอการแก้ไขในลักษณะเดียวกันมาแล้ว แต่ไม่สามารถผ่านสภาฯเข้าไปได้

ทางด้าน นายสมชัย ระบุว่า แม้จะเปิดให้ประชาชนลงชื่อในระบบออนไลน์อย่างเป็นทางการวันที่ 17 มกราคม แต่มีประชาชนร่วมลงชื่อก่อนแล้วกว่า 20,000 คน เริ่มดำเนินการมาได้ 2 วัน เฉลี่ยวันละ 10,000 คน จึงเชื่อว่า รายชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อที่กฎหมายกำหนดในการจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะสามารถรวบรวมได้อย่างรวดเร็ว เบื้องต้นตั้งเป้าไว้ 70,000 รายชื่อ และหลังจากนี้จะเดินสายพบฝ่ายการเมืองต่อไป ซึ่งพรรคประชาชาติถือเป็นพรรคที่ 3 ที่คณะรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เดินทางเข้าพบ
















วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565

"ทวี สอดส่อง" แนะรัฐ สร้างสวัสดิการเด็ก-เยาวชนถ้วนหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยมีเนื้อหาระบุว่า รัฐต้องเปลี่ยนจากระบบ "สงเคราะห์" เป็นระบบ "ถ้วนหน้า" ด้วยสิทธิที่เสมอกัน จึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้

รัฐบาลยังไม่มี ‘นโยบายภาวะการเจริญพันธุ์’ ที่เรียกว่าตั้งแต่เกิดถึงหลุมฝังศพหรือเชิงตะกอนที่ชัดเจน ในการจัดสวัสดิการให้ประชาชนยังยึดระบบสงเคราะห์แทนระบบสวัสดิการถ้วนหน้า เป็นส่วนใหญ่

ระบบสวัสดิการถ้วนหน้า คือการที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนอย่างเสมอหน้า ด้วย “สิทธิที่เสมอกัน” ไม่ว่ายากดีมีจน ภายใต้หลักการที่ว่าสวัสดิการเป็น “สิทธิ” อันพึงมีของประชาชน มิใช่เพียงแค่ “หน้าที่” ของรัฐในการสงเคราะห์คนอนาถา และระบบถ้วนหน้าได้มีการศึกษาในหลายประเทศว่าสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ดีกว่าระบบสงเคราะห์

ระบบสงเคราะห์หรือความสงสารที่รัฐบาลปัจจุบันใช้ ตัวอย่างชัดเจน จัดงบประมาณรายจ่ายปี 2565 เป็นสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 0-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กต้องการการดูแลและสําคัญต่อพัฒนาการที่สุด โดยรัฐบาลต้องจัดงบอุดหนุน 600 บาท/เดือน แต่จัดงบสำหรับอุดหนุนให้เด็ก 2.82 ล้านคนเศษ เป็นเงิน 16,659 ล้านบาทเศษ เท่านั้น แต่ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ที่พบว่ามีเด็ก 4.46 ล้านคนเศษ มีเด็กตกหล่นประมาณ 1.64 ล้านคนที่ไม่ได้รับสวัสดิการเงินอุดหนุน (ใช้เงินประมาณ 11,808 ล้านบาทเศษ) ทำให้เสียโอกาสได้รับการพัฒนาซึ่งส่งผลต่อพัฒนาศักยภาพในระยะยาว  ทั้งนี้ จากงานวิจัยพบว่าการลงทุนสําหรับเด็กในช่วงอายุ 0-6 ปี จะได้รับผลตอบแทนสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น และจะได้ผลกลับคืนมาถึง 7 เท่า 

ในกรณี เด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องสูญเสียพ่อหรือแม่หรือผู้ปกครอง ควรต้องมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมที่เหมาะสมจากรัฐ ให้ความช่วยเหลือและดูแลเด็กกำพร้า เด็กพิเศษ รวมทั้งเด็กที่เป็นบุตรของแรงงานข้ามชาติ 

รัฐตัองมีนโยบายเด็กและเยาวชนรวมของประเทศ ที่เป็นหลักประกันว่าทุกคนต้องมีสิทธิในการอยู่รอด ได้รับการปกป้องคุ้มครอง และได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาตามศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ มีมาตรการเพื่อสร้างผู้นำเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนประชาธิปไตยเพื่อเตรียมความพร้อมในการนำพาประเทศชาติในอนาคต พร้อมกับสนับสนุนให้มีการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เยาวชนด้วย

"ประชาชาติ" อัดรัฐ ปกปิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร


นายมนตรี บุญจรัส รองโฆษกพรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 
.
วันนี้ผมไปเดินที่เยาวราช เพื่อมาซื้ออาหารและรับฟังความเห็นพ่อค้า-แม่ค้า ที่จำหน่ายอาหารย่านตลาดเยาวราช หลังจากราคาเนื้อสุกรแพง เนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมบอกความจริงประชาชน ปกปิดซ่อนเร้นการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และราคาอาหารต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นหลายรายการ กระทบกับพี่น้องประชาชนในวงกว้าง

.
การมาเดินเยาวราชครั้งนี้ ทำให้ผมได้ข้อมูล จากประชาชนที่เกิดความทุกข์ในใจ มีแม่ค้าที่ขายอาหารและสิ่งของอุปโภคบริโภค เล่าให้ฟังหลายราย เรื่องราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น การค้าขายที่ฝืดเคือง ขณะที่ยอดขายลดลงจากเดิม รวมถึงวิกฤติโรคระบาดโควิด ที่เป็นปัญหาที่เข้ามาซ้ำเติม ทำให้หลายคน อยากให้พรรคการเมืองที่จะมาเป็นผู้นำรัฐบาลในสมัยหน้า ได้นำไปหาทางแก้ไขในสภาผู้แทนฯ โดยที่ต้องการผู้ที่จะมาแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง


.
ขากลับ ผมตั้งใจไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรปีใหม่ที่ศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ให้พี่น้องประชาชนทุกท่าน ผ่านพ้นวิกฤติต่างๆนี้ไปได้ และหากมีการเลือกตั้งในเร็ว ๆ นี้ ก็อยากให้พรรคประชาชาติของพวกเรา ได้มีโอกาสเข้าไปรับใช้พี่น้องประชาชน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเร็ววันนี้ ครับ