วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"ทวี" ค้านรัฐบาล-กองทัพ ซื้อเครื่องบินขับไล่ F-35A

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ได้มีมติอนุมัติงบให้กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบิน F-35A ผมเป็นเสียงข้างน้อยที่พิจารณาไม่อนุมัติ เพราะการพิจารณาอนุมัติงบประมาณของฝ่ายนิติบัญญัติที่มีประสิทธิภาพ คือ การอนุมัติเงินงบประมาณให้หน่วยงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และมีความพร้อมในการดำเนินการให้ทันภายในปีงบประมาณนั้น ๆ รวมทั้งต้องสอดคล้องกับนโยบายการจัดทำงบประมาณ ปี 2566 ที่รัฐบาลกำหนดไว้ว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำงบประมาณต้องพิจารณา “ชะลอ ปรับลด หรือยกเลิกการดำเนินโครงการที่มีความสำคัญระดับต่ำ” จากข้อมูลพบว่า หากโครงการใดยังไม่มีความพร้อมในการดำเนินการ เห็นควรให้ตัดงบประมาณโครงการดังกล่าวด้วย

การจัดซื้อเครื่องบิน F-35A ครั้งนี้จะสร้างภาระผูกพันงบประมาณที่เพิ่มขึ้นในระยะที่ 1 กว่าเจ็ดพันล้านบาท และหากซื้อจนครบฝูงบิน 12 ลำ จะส่งผลให้เกิดปัญหาในเชิงโครงสร้างงบประมาณที่เป็นการอนุมัติ “รายการผูกพันใหม่” ที่จะทำให้ไม่สามารถปรับลดงบประมาณได้ในปีถัดไป โดยจะผูกพันงบประมาณรวมกว่าสี่หมื่นล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการจัดซื้ออาวุธ การฝึกนักบินใหม่ การบำรุงรักษา ฯลฯ คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐประกาศกำหนดแนวทางวิธีคิดคำนวณสัดส่วนการก่อภาระผูกพันข้ามปีงบประมาณที่กำหนดเพดานไว้ไม่เกินร้อยละ 10  ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ในปัจจุบันการคำนวณสัดส่วนดังกล่าว อาศัยข้อมูลของรายการใหม่ที่จะเริ่มต้นผูกพันงบประมาณเป็นปีแรกในปีงบประมาณนั้นจึงดูว่าเพดานไม่เกินร้อยละ 10  

แต่เมื่อเมื่อได้พิจารณาวงเงินภาระผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการเดิมที่ได้รับอนุมัติไว้แล้วก่อนปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ที่จะเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 การตัดสินใจทำให้ภาระผูกพันงบประมาณข้ามปีที่จะต้องดำเนินการจนแล้วเสร็จทั้งโครงการรวมกันแล้วเป็นเงินงบประมาณจำนวนถึง 1,095,654.4 ล้านบาท มีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 33.4 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นเลยทีเดียว 

ดังนั้น การให้กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบิน F35-A ด้วยวิธีตั้งงบผูกพันข้ามปี เป็นความเชื่อของคนบางกลุ่มที่ยังมีมุมมองที่แตกต่างในมิติความมั่นคง แต่เป็นการซ้ำเติมสร้างภาระหนี้สาธารณะและผลักให้ลูกหลานที่เป็นอนาคตของประเทศต้องแบกรับหนี้สาธารณะที่เป็นภาระทางการคลังไปในอนาคตอย่างมากมายมหาศาล เป็นการก้าวล่วงไปกินพื้นที่ทางการคลังหรือสร้างภาระทางการคลังในอนาคตมากเกินไป

การจัดซื้อเครื่องบิน F-35A จากสหรัฐอเมริกาของกองทัพอากาศ (ทอ.) ในปัจจุบัน เป็นเวลา (Timing) ที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – จีน มีมากที่สุดในประวัติศาสตร์   สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยเลือกข้างด้วยการเสนอขายเครื่องบิน F-35A ภายใต้รูปแบบของความช่วยเหลือทางการทหารแก่ประเทศพันธมิตร (Foreign Military Sales หรือ FMS) ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ - ไทย และมีสิ่งจูงใจต่าง ๆ ดังนั้น อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย – จีน ในระยะยาวที่ไม่อาจเรียกคืนได้ เพราะการจัดซื้อเครื่องบินภายใต้รูปแบบของความช่วยเหลือทางการทหาร (FMS) ระหว่างรัฐบาลจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยเลือกข้างสหรัฐฯ และอาจเป็นปฏิปักษ์กับจีน  ดังนั้น ในสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศปัจจุบัน สิ่งที่ไทยควรทำ คือ เราต้องรักษาจุดยืน โดยไม่แสดงท่าทีว่าเลือกข้าง ไม่ว่าจะเป็น ข้างจีน หรือ ข้างสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทย 

.

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"พรรคประชาชาติ" ระดมพล อบรมการเมือง รุ่น 2

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก โรงแรมอิมพีเรียล อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ว่า เมื่อเวลา 09.00น. ที่ผ่านมา นายวันมูหะมัตนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ, พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ, นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา เขต 2, นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส เขต 3, นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ส.ส.ปัตตานี เขต 4 นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 4 และ นายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส. ยะลา เขต 3 และ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดยะลา พร้อมด้วย คณะกรรมการบริหารพรรค และ สมาชิกพรรคประชาชาติ กว่า 500 คน จาก จังหวัดชายแดนใต้ เดินทางมาร่วมการอบรมหลักสูตรการเมืองประชาชาติ รุ่นที่ 2 โดยมี นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะ ผู้อำนวยการหลักสูตรฝึกอบรมการเมืองประชาชาติ รุ่นที่ 2 เป็นผู้กล่าวรายงาน และชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน 

จากนั้น นายวันมูหะมัตนอร์ มะทา ในฐานะประธานในพิธีเปิดการอบรมและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ประชาชาติ  พรรคของเรา" โดยมีการแนะนำตัว ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส ของพรรคประชาชาติ ที่จะลงสมัครสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย 



จากนั้น เป็นการบรรยาย เรื่อง​“เราจะก้าวหน้าไปพร้อมกัน เพื่อชัยชนะของประชาชน” โดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และการกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่กับความหวังของประชชาติ” โดย นายสูฮัยมี ลือแบซา เลขาธิการกลุ่ม NEXT GEN โดยมีสื่อมวลชนในพื้นที่เดินทางมาร่วมทำข่าวความเคลื่อนไหวของพรรคประชาชาติในครั้งนี้ด้วย


พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า พรรคประชาชาติ จะเป็นทั้ง ‘สะพาน’ และ ‘กำแพง’ ให้กับประชาชน การเป็นสะพานเชื่อมประชาชนเข้าถึงทรัพยากรที่เป็นทุนชีวิตได้รับแบ่งปันอำนาจทางการเมืองที่แท้จริง เป็นสะพานนำประชาชนเข้าไปมีพื้นที่ทางการเมืองใช้อำนาจในการบริหารการปกครอง การสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับประชาชน โดยใช้ช่องทางของพรรคการเมืองเขาสู่อำนาจนิติบัญญัติ ได้เข้าเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ นโยบาย มีอุดมการณ์ เป็นสะพานของพรรคเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่สำคัญต้องมีเป้าประสงค์เพื่อประชาชนมีความเจริญรุ่งเรือง มีความผาสุขอย่างเสมอหน้ากัน พรรคประชาชาติให้ความสำคัญของความเป็นมนุษย์ ความเป็นคนมีความสำคัญ มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี ดังนั้นบุคคลทุกคนไม่ว่าจะมีความเชื่ออุดมการณ์ ศาสนา หรือถิ่นกำเนิดหรือ เพศ หรือมาจากที่ใด คนทุกคนจะต้องมีความสิทธิ์เสรีภาพ คนทุกคนจะต้องมีเสรีภาพ คนทุกคนจะต้องมีความเสมอภาค มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความยุติธรรม รวมทั้งทุกคนต้องได้รับการพัฒนาอันนี้คือความเป็นพรรคประชาชาติ 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงบ่าย มีการกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “พรรคประชาชาติ คือ ความหวังของประชาชน” โดย นาย ฮัจยี อาบูฮาซัน มะยะโก๊ะ ตัวแทนประชาชนจังหวัดนราธิวาส 



จากนั้น เป็นการจัดเสวนาเรื่อง “เราทำหน้าที่เพื่อทุกคน และจะทำต่อไป” โดย นายซูการ์โน มะทา​​ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 2 , นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์​สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 4 , นายกูเฮง ยาวอหะซัน​ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 3 , นายอับดุลอายี สาแม็ง ​สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 3 , นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ​สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 4 


และมีการบรรยาย “เรา คือ ประชาชาติตัวอย่าง” โดย นายมุข สุไลมาน รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ โดยในช่วงท้ายของการอบรม มีพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ สำหรับผู้ที่เข้ารับการอบรมด้วย








วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565

“ประชาชาติ” หนุนสิทธิ์-บทบาทสตรี เนื่องในสัปดาห์วันสตรีไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางวรลักษณ์ ศรีสอาด เหรัญญิกพรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

"วันสตรีไทย" ตรงกับวันที่ 1 สิงหาคมของทุกปี โดยถือเป็นสัปดาห์วันสตรีไทย ไปจนถึงวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ทั้งนี้ วันสตรีไทย จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เป็นวันสำคัญเพื่อให้ผู้หญิงไทย มีโอกาสได้แสดงความรู้ความสามารถในการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันสังคม เทียบเท่าสตรีสากลของหลายประเทศด้วย ซึ่งปัจจุบันผู้หญิง มีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมระดับนานาชาติมากขึ้น จะเห็นได้จากหน่วยงานราชการและภาคเอกชน ที่มีสตรีเข้าไปเป็นผู้นำองค์กรหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากขึ้น รวมถึงการเข้าไปเป็นนักการเมือง และมีบทบาทดำรงตำแหน่งบริหารประเทศ

พรรคประชาชาติ มีนโยบายและแนวทางในการสร้างความเสมอภาคในสังคมไทย พวกเรามุ่งสร้างความเท่าเทียมและความเอื้ออาทร เพื่อเปิดโอกาสให้สตรีได้รับการศึกษา มีงานทำ เข้าถึงทรัพยากร ข้อมูลข่าวสาร สวัสดิการสังคม ตลอดจนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงบทบาทความสามารถด้านต่างๆ ในการพัฒนาสร้างสรรค์ความเจริญแก่ประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการมีเจตคติที่ดีต่อสตรี

ในฐานะ ที่เป็นหนึ่งในคณะกรรรมการบริหารพรรคประชาชาติ ดิฉันหวังจะให้ทุกภาคส่วนในสังคม ตระหนักถึงความสำคัญในบทบาท ความสามารถ และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของสตรีและบุรุษอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมไทยสืบต่อไปค่ะ

#ประชาชนประชาชาติ ดูน้อยลง

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

"ทวี" ห่วงค่าไฟแพง อัดรัฐซื้อไฟฟ้าเอกชนล้น-เพิ่มภาระประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และ เลขาธิการพรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

“ปริมาณไฟฟ้าสำรองปัจจุบันมากถึง 54% เป็นการผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟฟ้าแพง แต่ผู้ขายไฟฟ้ามีกำไรร่ำรวยมหาศาล”

จากการเปิดเผยของของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ม.ค-พ.ค.65  สรุปว่า “การจัดหาไฟฟ้า ‘กำลังการผลิตตามสัญญา’ ณ เดือน พ.ค. 2565 มีจำนวน 51,038 เมกะวัตต์หรือย่อหน่วยว่า MW (ซึ่ง 1 MW เท่ากับ 1,000,000 วัตต์) แต่ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยทุกสาขาธุรกิจ (อาชีพ) สูงสุดอยู่ที่ 33,177 MW  จึงมีปริมาณไฟฟ้าสำรองล้นเกินมาก (Reserved Margin) จำนวนสูงถึง 17,861 MW หรือประมาณ 54% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี 2565 ซึ่งในอดีตรัฐจะอ้างตัวเลขว่าปกติแล้วกำลังการผลิตจะเกินกว่าปริมาณการใช้แค่เพียง 15-17% ก็เพียงพอแล้ว แต่ในการชี้แจงของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพลังงาน ในการชี้แจงประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 19-22 กรกฎาคม 2565 ระบุว่ามีปริมาณไฟฟ้าสำรอง 35% แต่ความจริงข้อมูลของกระทรวงพลังงานมีปริมาณไฟฟ้าสำรองเกินความต้องการใช้มากถึง 54% เพราะเกิดจากสัญญา (ไม่เป็นธรรม) บังคับให้รัฐซื้อจากเอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าในราคาสัมปทาน ถึงไม่ใช้ก็ต้องซื้อ ซึ่งรัฐไม่ต้องรับผิดชอบเพราะผลักภาระส่วนเกินให้ประชาชนเป็นผู้เฉลี่ยจ่าย จึงทำให้ค่าไฟฟ้าสูงกว่าความเป็นจริง 

โรงไฟฟ้าเอกชนผลิตไฟเท่าไรรัฐก็ต้องซื้อหรือจ่ายค่าสำรองเครื่องจักรขั้นต่ำ แม้ความสามารถผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการไปมาก สำรองไฟฟ้าที่ล้นระบบเป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เป็นเงินภาษีอากรของประชาชนนำไปจ่าย และรัฐได้ซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในราคาค่อนข้างแพงโดยมีอายุรับซื้อถึง 25 ปี ทำให้เอกชนที่ขายไฟให้รัฐบาลมีกำไรมาก ๆ ร่ำรวยอย่างรวดเร็ว จากการตรวจสอบรัฐซื้อไฟฟ้ากับเอกชนที่ผลิตไฟฟ้าเป็น 2 ส่วน คือ ค่า ADDER ที่เอกชนลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและผลักภาระเป็นค่าไฟให้ประชาชนที่เรียกว่าค่า FT พบว่าสัมปทานกับเอกชนบางสัญญาในช่วงแรก ๆ ได้ค่า ADDER ราคา 8 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมงและค่าไฟพื้นฐาน 3 บาท ทำให้รัฐบาลซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนในราคาแพงที่บางสัญญาราคาสูงประมาณ 11 บาท ก็มี  ส่วนไฟฟ้าที่รัฐบาลผลิตเองประมาณ 30% โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะมีต้นทุนราคาถูกมาก ๆ เช่น พลังงานไฟฟ้าจากเหมืองถ่านหินแม่เมาะ (ต้นทุน 1.60 บาท)

.

บริษัทที่ขายไฟฟ้าให้รัฐบาลจะมีกำไรร่ำรวยเป็มอัครมหาเศรษฐีภายในเวลาไม่กี่ปี จากข้อมูลของบริษัทที่มีสัมปทานขายไฟฟ้าให้กับรัฐบาล ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บางบริษัท อาทิ

.

-บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของไทย โดยผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จนต่อมาได้ขยายธุรกิจลงทุนในหุ้นอินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) และขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง มีทุนจดทะเบียน 11,733 ล้านหุ้น ราคาในตลาดหลักทรัพย์ตอนเข้าจดทะเบียนตอนแรกในปี 2560 อยู่ที่ 10 บาท เท่ากับมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market cap) เท่ากับ 117,330 ล้านบาท ต่อมาราคาหุ้นขึ้นไป 52.75 บาท ทำให้มูลค่าเพิ่มมาเป็น 618,915 ล้านบาท หรือคิดเป็นความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 500,000 ล้านบาท (ภาพแสดงราคาหุ้น)

.

-บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และต่อมามีการพัฒนา ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ไฟฟ้า มีทุนจดทะเบียน 3,730 ล้านหุ้น ราคาในตลาดหลักทรัพย์ตอนเข้าจดทะเบียนตอนแรกในปี 2556 ก่อนรัฐประหารเพียง 1 ปี อยู่ที่ 5.95 บาท เท่ากับมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเท่ากับ 22,193 ล้านบาท ต่อมาหลังรัฐประหารได้ขึ้นไปสูงสุดที่ 105.50 บาท หรือพุ่งขึ้นมาเป็น 393,515 ล้านบาท หรือมั่งคั่งขึ้นมามากถึง 371,322 ล้านบาท (ภาพแสดงราคาหุ้น)

จากที่ดูข้อมูล นักวิเคราะห์ยังคงให้ราคามูลค่าหุ้นของทั้งสองบริษัทตามกำไรจากธุรกิจหลัก คือ การผลิตไฟฟ้า ส่วนการขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เป็นเพียงการเล่นข่าวที่มีผลต่อราคาในช่วงสั้น ๆ กล่าวโดยสรุปราคาหุ้นเป็นการสะท้อนผลประกอบการที่มาจากการได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐที่ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าโดยเอกชน จนสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยได้อย่างก้าวกระโดด และสามารถขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่รัฐกำหนดเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ได้แก่ ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า และดิจิทัล เป็นต้น

“พลังงานไฟฟ้า” เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน การที่รัฐซื้อไฟฟ้าจากเอกชนแบบให้สัมปทานเอกชน รวมกันมากถึง 59% และนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศอีก 11% รวมรัฐการซื้อไฟฟ้าจากเอกชนมากถึง 70% ซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศวางหลักการไว้ชัดเจนว่า กรณี สาธารณูปโภคกำหนดให้สัดส่วนการผลิตของรัฐต้องไม่น้อยกว่า 51% (มาตรา 56 วรรคสอง) แต่การที่รัฐผลิตไฟฟ้าเองเพียง 30% จึงน้อยกว่ารัฐธรรมนูญกำหนด (ขาดอีก 21%) ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 

.

ไฟฟ้าที่ซื้อจากเอกชน (70%) และที่รัฐผลิตเอง (30%) รัฐนำมาถั่วเฉลี่ยราคากันแล้วขายไฟฟ้าให้ประชาชน อัตราค่าไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับประเภทของการใช้งาน ตัวอย่าง การขายไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

.

อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน

-15 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1 – 15) หน่วยละ 2.3488 บาท

-10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 16 – 25) หน่วยละ 2.9882 บาท

-10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 26 – 35) หน่วยละ 3.2405 บาท

-65 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36 – 100) หน่วยละ 3.6237 บาท

-50 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 101 – 150) หน่วยละ 3.7171 บาท

-250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151 – 400) หน่วยละ 4.2218 บาท

-เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป) หน่วยละ 4.4217 บาท

.

อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือน

-150 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1 – 150) หน่วยละ 3.2484 บาท

-250 หน่วยต่อไป ( หน่วยที่ 151 – 400 ) หน่วยละ 4.2218 บาท

-เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป) หน่วยละ 4.4217 บาท

.

แต่สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ ‘ไม่มีมิเตอร์ถาวร หรือสถานะมีทะเบียนบ้านชั่วคราว’  หรือประเภทที่ 6 ที่มีทะเบียนบ้านชั่วคราว รัฐขายไฟฟ้าใน ราคา 6.8025 บาท/หน่วย ที่คนกลุ่มนี้จะเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำ ยากไร้ ยากจน จะอาศัยในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเป็นของตนเองและรัฐจะออกบ้านเลขที่ชั่วคราวให้

.

การปล่อยให้ปริมาณไฟฟ้าสำรองปัจจุบันมากถึง 54% เป็นต้นทุนส่วนเกินที่คำนวณเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อาจสูงถึง 2-4 แสนล้านบาทต่อปี (จากพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินกว่าแสนล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง) ที่รัฐผลักภาระให้ประชาชนจ่ายปีละมากกว่าแสนล้านบาท โดยประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น การไม่แก้ไขปัญหาแสดงให้เห็นถึงการบริหารงานของรัฐบาลที่ไม่สนใจความเหลื่อมล้ำ นำเงินจากประชาชนมาให้บริษัทผู้รับสัมปทานรัฐผ่านค่าไฟฟ้าจนทำให้ในช่วงที่เศรษฐกิจประเทศตกต่ำมากถึงมากที่สุดบริษัทโรงไฟฟ้าที่ขายไฟให้รัฐยังมั่นคงมีกำไร แต่ประชาชนประสบวิกฤติต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงถูกเอารัดเอาเปรียบ

.

ยิ่งในช่วงนี้เป็นช่วงค่าไฟฟ้าขาขึ้นและมีแนวโน้มจะไปถึง 5-6 บาทต่อหน่วยในอนาคตอันใกล้ตามข่าวเนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงแพงขึ้นจากสถานการณ์โลก และ ความผันผวนของค่าเงินบาท (เงินบาทอ่อนค่าเป็น 37 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ แล้ว) ภาครัฐควรช่วยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือน (Residential Solar Rooftop) หรืออุตสาหกรรม และ รับซื้อไฟที่เหลือให้เยอะขึ้น พร้อมจัดการให้ขั้นตอนการขออนุญาตต่าง ๆ ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้ประชาชนลดต้นทุนค่าไฟได้ เนื่องจากผลิตไฟเองใช้เอง ที่สำคัญรัฐต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญโดยเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าที่เป็นสาธารณูปโภคให้ได้สัดส่วน 51% ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติโดยด่วนด้วย


วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

“ประชาชาติ” ติง นายกฯ-รัฐมนตรี ตอบไม่ตรงคำถาม ขอบคุณประชาชนสนใจการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

(21 กรกฎาคม 2565) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา ว่า นายมนตรี บุญจรัส รองโฆษกพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม และ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ของพรรคฝ่ายค้าน ที่ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ต่อนายชวน หลีกภัย  ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนอยู่ขณะนี้ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายชี้ให้เห็นประเด็นการทุจริตของรัฐบาล โดยครั้งนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ครั้งสุดท้าย ประชาชนจะได้นำบทเรียน รวมทั้งประมวลข่าวสาร ข้อมูล ข้อเท็จจริง ด้านบริหารราชการและงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล มาตัดสินใจประกอบการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นเร็ว ๆ นี้ โดยส่วนตัว มองว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีรวม 11 คน ตอบคำถามของพรรคฝ่ายค้านตามที่กล่าวหาไม่ได้ นายกฯและรัฐมนตรียังตอบไม่ตรงคำถาม ซึ่งหากรัฐมนตรีไม่ตอบ แสดงว่าตอบคำถามไม่ได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็ถูกบันทึกอยู่ในที่ประชุมสภา

“หากไม่ตอบ ประชาชนจะเห็นว่ารัฐมนตรีตอบไม่ได้ ความผิดพลาดอยู่ที่รัฐมนตรี” นายมนตรี กล่าว

นายมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การอภิปรายของฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชาติมีมาตรฐานสูง มุ่งเน้นเจาะเรื่องทุจริตของรัฐบาลเป็นหลัก ตามข้อมูล-ข้อเท็จจริง เป็นการอภิปรายแบบมีหลักฐาน เพราะหากพูดความเท็จทำให้เกิดความเสียหายเอกสิทธิ์คงไม่สามารถคุ้มครองได้ ซึ่งจะเห็นว่า นายกฯและรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิง แสดงความกังวลตลอดเวลา

“ผมขอขอบพระคุณประชาชนทุกภาคส่วน ที่ให้กำลังใจพรรคประชาชาติ และพรรคฝ่ายค้านทุกพรรค ในการทำหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจฯ ในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสพบปะและเดินเยี่ยมกลุ่มผู้ชุมนุม และประชาชนที่มารวมตัวกัน เกาะติดการอภิปรายไม่ไว้วางใจบริเวณหน้าอาคารรัฐสภาด้วย และได้เห็นบรรยากาศความไม่พอใจของประชาชน ที่มีต่อการชี้แจงของนายกฯและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายด้วย ทำให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ ไปต่อได้ยาก” นายมนตรี กล่าวในที่สุด








วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

"ทวี" เผย ประชาชาติ พร้อมศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ล็อกเป้ารัฐบาลทุจริตงบประมาณแผ่นดิน

(16 กรกฎาคม 2565) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนล่าสุด ในประเด็น การอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ระหว่างวันที่ 19-22 กรกฎาคม นี้ ว่า "พรรคประชาชาติจะมีผู้อภิปรายอย่างน้อย 3 คน โดยจะอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับรัฐมนตรีอีก 2 คน ในประเด็นเกี่ยวกับนโยบาย และความประพฤติ คุณลักษณะที่ทำให้เกิดความเสียหาย การทุจริตที่ร้ายแรง รวมทั้งการทุจริตงบประมาณแผ่นดิน ในส่วนของรัฐมนตรีเรายังไม่ขอเปิดเผยรายชื่อว่าเป็นใคร เพราะอาจทำให้มีการสกัดกั้นเรื่องของข้อมูล ซึ่งทราบว่าขณะนี้เริ่มมีการสกัดกั้นแล้ว"

"ทั้งนี้ พรรคประชาชาติมีความพร้อม ทุกคนเตรียมตัวอย่างดีสำหรับการอภิปราย อยากฝากถึงนายกฯ และรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายว่า เราไม่ได้มีความขัดแย้งกัน แต่จะชี้ให้เห็นว่าการไปบริหารราชการของท่าน ทำให้ประเทศได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งพรรคประชาชาติจะทำให้เต็มที่"

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า เกรงว่าระหว่างการอภิปรายจะเกิดการประท้วง จนทำให้การอภิปรายไม่ราบรื่นหรือไม่ ? นั้น พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า พรรคประชาชาติจะพูดในเนื้อหา โดยจะไม่มีประเด็นที่ใช้วาทกรรมให้เกิดการประท้วง ส่วนถ้าเขาจะประท้วงก็เป็นเรื่องธรรมดา เชื่อว่าประธานในที่ประชุมจะทำหน้าที่ได้ครับ

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

“ประชาชาติ” ห่วงเงินเฟ้อ กระทบเกษตรกร เตือนรัฐเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ

นายมนตรี บุญจรัส รองโฆษกพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม และ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ในประเด็น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนมิถุนายนปี 2022 สูงขึ้นร้อยละ 7.66 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 13 ปี และเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ที่อยู่ในอัตราร้อยละ 7.1 ว่า “เงินเฟ้อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้นสูง และอาจสูงขึ้นไปอีกในเดือนสิงหาคม จากการปรับตัวขึ้นของน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้สินค้าต่างๆ ที่ประชาชนต้องใช้อุปโภค-บริโภค ปรับขึ้นตาม”

“ภาวะดังกล่าว ทำให้พี่น้องเกษตรกร แบกรับต้นทุนไม่ไหวจึงมีการทยอยปรับขึ้นราคาผลิตผลทางการเกษตร และราคาอาหารสดทั้งระบบ สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ปล่อยให้ประชาชนเผชิญวิกฤต ส่งผลต่อทั้งต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเป็นลูกโซ่ และค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ซ้ำเติมปัญหาเกษตรกร ประเทศไทยพึ่งการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศสูงถึง 90-95% และปัจจุบันมูลค่าต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า” 

“ทิศทางในไตรมาสที่ 3 ปี 2565 นั้น ประเมินว่า ภาวะเงินเฟ้อ มีแนวโน้มขยายตัวต่อไป ท่ามกลางภาวะผันผวนหลายปัจจัย รวมไปถึงสถานการณ์โรคระบาดที่ยังคงมีอยู่ รัฐต้องตระหนักว่า ภาคเกษตรเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือนไทยในชนบท ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ การจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือการรับจ้างในภาคเกษตร ภาครัฐจึงควรเร่งออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและวิกฤติเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่โดยเร่งด่วนครับ” นายมนตรี บุญจรัส กล่าว