วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการ จังหวัดนครพนม มอบนโยบายแก้ปัญหายาเสพติด กวาดล้างการระบาดในพื้นที่อีสานตอนบน พร้อมประกาศแก้หนี้ กยศ. ลดภาระหนี้ประชาชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ มอบนโยบายการแก้ไขกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หนี้นอกระบบและการแก้ไขปัญหายาเสพติด และตรวจราชการจังหวัดนครพนม โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา  พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตรวจเยี่ยมมินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลนาหว้า อำเภอนาหว้า พร้อมรับฟังการบรรยายสรุป รายงาน การดำเนินงานปัญหาและข้อเสนอแนะในการให้บริการ ณ โรงพยาบาลนาหว้า จากนั้นใน เวลา 10.30 น. ได้เดินทางมามอบนโยบายแก่ส่วนราชการ และสร้างการรับรู้การแก้ไขกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หนี้นอกระบบและการแก้ไขปัญหายาเสพติด แก่มวลชนในพื้นที่ ณ หอประชุมอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โดยมี นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 1 พรรคเพื่อไทย , นายวิรัช พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขต 1 พรรคเพื่อไทย, นายนิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ พรรคเพื่อไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ และ นายกัมปนาทจักรวาล วิเวศ ศรีพุทธา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมร่วมให้การต้อนรับ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวระหว่างการมอบนโยบายว่า มนุษย์ทุกคนต่างมีความหวัง ความฝัน คือ ฝันอยากให้ลูกหลานดีขึ้น อยากให้ชีวิตดีขึ้น ร่ำรวย โดยเฉพาะภาคอีสาน พบว่าอยากถูกหวยรางวัลที่ 1 แต่ความกลัวอันดับ 1 คือ กลัวลูกจะตายทั้งเป็นจากสภาพการติดยาเสพติด

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวอีกว่า วันที่ 26 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ จะเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก จึงอยากฝากผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และนายอำเภอ ลองดูว่าในอีก 10 วันจากนี้ เราจะทำอย่างไร เราทุกคนจะมีความเข้าใจและรู้สึกร่วมกันในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ความสุข, สันติสุข และสุขภาพ กับ ยาเสพติด จะเป็นสิ่งคู่ขนานกัน สังคมใดมียาเสพติดสังคมนั้นจะไม่มีความสุข คนในสังคมจะอ่อนแอ หรือประเทศนั้นจะไม่เจริญทุกข์ ถูกด้อยค่า

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวกับนายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 1 ว่า ท่านได้เชิญตนมาหลายวันแล้ว แต่ตนและคณะติดภารกิจศึกษาดูงานที่ประเทศโปรตุเกส, เยอรมัน ซึ่งวันนี้มีโอกาสมาเยือน จึงขอเยี่ยมดเขตเลือกตั้งของท่าน เพราะจากความตั้งใจของท่านที่จริงจังกับการต่อต้านยาเสพติด เป็นที่รู้จักกันทั้งประเทศ ถึงขนาดเคยร้องไห้กลางสภา เพราะทนไม่ได้ที่จะเห็นสังคมหรือชุมชนของตัวเองต้องอ่อนแอเพราะยาเสพติด



”อยากเรียนว่า ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนไม่ใช่คนที่จะรับใช้รัฐบาล จำเป็นรัฐบาลที่จะต้องรับใช้ประชาชน เราจะหาผู้นำที่ห่วงประชาชนแบบท่านภูมิพัฒน์ เป็นเรื่องยาก ตอนนี้ทุกข์ของประชาชน คือ เรื่องยาเสพติด วันนี้เราจึงต้องสนใจเรื่องซึ่งเป็นทุกข์ของประชาชน โดยเฉพาะในภาคอีสานตอนบน“ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

”ในภาคเหนือ มียาบ้าแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศจำนวนมากนับล้านเม็ด แต่มีผู้ติดยาเสพติดน้อย เพราะยาเสพติดถูกลำเลียงไปยังภาคกลาง, ภาคใต้ ก่อนลำเลียงออกนอกประเทศ ขณะที่ภาคอีสาน เช่น จังหวัดนครพนมที่มีการตรวจยึดได้หลายครั้ง ครั้งละแสนเม็ด ที่จำนวนไม่ถึงล้านเพราะจำนวนยาบ้าต้องการนำมาขายจำหน่ายในจังหวัดนครพนม เข้ามาทำลายลูกหลานในพื้นที่ เป็นเหตุให้มีผู้เสพและผู้ติดจำนวนมาก วันนี้เป็นวาระที่สำคัญ ที่เราจะมาแก้ปัญหายาเสพติด“

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า ไม่ใช่แค่ยาเสพติดเรื่องเดียวที่จะพูด แต่จะทำอย่างไรให้อนาคตของเราดีขึ้น ชีวิตดีขึ้น รัฐบาลประกาศแก้ปัญหา หนึ่งในเรื่องใหญ่ คือ การแก้ปัญหาหนี้สิน ซึ่งเมื่อต้องพูดเรื่องนี้ในต่างประเทศแล้วถือเป็นเรื่องน่าอับอาย คือ หนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(หนี้ กยศ.) ทั้งๆ ที่การศึกษา เป็นสิ่งที่จะทำให้คนเรามีชีวิตที่ดีขึ้น หรือประเทศไทยมีงบประมาณด้านการศึกษามากที่สุดในอาเซียน หรืออาจเป็นอันดับ 2 ของโลก ที่เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 6 หมื่นบาท แต่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด กว่าร้อยละ 80% เป็นหนี้ กยศ. ที่น่าเสียใจ คือ ในเรือนจำจังหวัดนครพนมกว่า 77% หรือในบางเรือนจำมีมากถึง 80% มีการศึกษาต่ำกว่าภาคบังคับหรือที่รัฐจัดให้เรียนฟรี

ขณะเดียวกัน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การวัดความเจริญของประเทศต่างๆ เขาวัดกันทีความรู้ของคน ยกตัวอย่างประเทศกาตาร์ที่มีพื้นที่เล็กนิดเดียว อาจจะเล็กกว่าจังหวัดนครพนม แต่รวยที่สุดในโลก เพราะเขาให้เรียนฟรีมีคุณภาพ อาหาร 3 มื้อฟรี หรือดูงานต่างประเทศฟรี ส่วนประเทศไทยอยากเรียนหนังสือ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ยังต้องไปกู้เงินเรียน รัฐบาลสมัยที่แล้ว มีการแก้ไขกฎหมาย หนี้ กยศ.แล้ว มีการปรับลดเบี้ยปรับ จากเดิมคิดอัตรา 18% และลดดอกเบี้ยที่ติดในอัตรา 25.5% พวกเขาอยากมีอนาคตที่ดี ต้องไปกู้เงิน “คนกลุ่มลูกหนี้กยศ. ไม่ติดยาเสพติดก็บุญแล้ว เฉพาะจังหวัดนครพนม มีลูกหนี้ กยศ.จำนวน 35,318 คน มูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท มีการถูกบังคับคดีเกือบ 3 พันคน ถูกฟ้องอีกกว่า 6 พันคน รวมเป็นหมื่นคนที่เป็นหนี้ กยศ.ยังไม่นับรวมหนี้ครัวเรือน



หลังแก้ไขกฎหมายหนี้ กยศ.ให้มีผลย้อนหลัง ตนมีแผนแก้ปัญหาลูกหนี้กยศ. ที่จังหวัดนครพนมว่า ให้ผู้จัดการ กยศ. ส่งรายชื่อลูกหนี้กยศ.จังหวัดนครพนม มอบให้ผู้ว่าฯ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและยุติธรรมชุมชน ไปบอกกับพวกเขาที่มีกว่า 3 หมื่นคน ได้ทราบว่าการบังคับคดีครั้งต่อไป จะมีการปลดผู้ค้ำกับผู้ที่อยู่ระหว่างการบังคับคดีต้องไปดำเนินการเซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และยังสามารถลดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับได้เกือบ 400 ล้านบาท เป็นจำนวนมากมายสำหรับคนจน คนอดมื้อกินมื้อ วันนี้ ประเทศไทยจึงยังไม่มีความก้าวหน้าเพราะยังมีหนี้ครัวเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะหนี้ กยศ.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น ในเวลา 11.15 น. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะ เดินทางมามอบนโยบาย และรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ ที่ว่าการอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม พร้อมกับ ตรวจเยี่ยมและรับฟังความคิดเห็น ณ ศูนย์มินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลศรีสงคราม โดยมี นางสาวกรณ์กาญจน์  แก้วดี นายอำเภอศรีสงคราม, พ.ต.อ.ศรีนคร นัยวัฒน์ ผกก.สภ.ศรีสงคราม, นายแพทย์วรกาล  ธิปกะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีสงคราม และนายมานพ  ยะภักดี  สาธารณสุขอำเภอศรีสงคราม ร่วมให้การต้อนรับ ทั้งนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ยังกล่าวให้กำลังใจผู้ที่เข้ามาบำบัดฟื้นฟู และเยี่ยมชมเรือนนอนภายในโรงพยาบาลด้วย

จากนั้น ในเวลา 14.00 น. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมามอบนโยบาย และรับฟังความคิดเห็น ณ อาคารโดม โรงเรียนอนุบาลบ้านแพง อำเภอบ้านแพง ก่อนตรวจพื้นที่ริมแม่น้ำโขง จุดสกัดเส้นทางลำเลียงยาเสพติด กัญชา และสินค้าหนีภาษี ที่บ้านดอนแพง อำเภอบ้านแพง ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ในเวลา 19.45 น.




















วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบาย ทิศทางการขับเคลื่อนงานอาสาสมัครคุมประพฤติ เปลี่ยนผู้ที่เคยก้าวพลาดให้กลับมามีที่ยืนในสังคม โดยไม่กระทำผิดซ้ำอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก โรงแรมเดอะเกรซอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายยู่สิน จินตภากร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม, นายนิยม เติมศรีสุข ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม, นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายพลรักษ์ รักษาพล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเพื่อพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครคุมประพฤติในกลุ่มจังหวัด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ในการปฏิบัติงานตามภารกิจกรมควบคุมความประพฤติ กระทรวงยุติธรรม พร้อมมอบนโยบายทิศทางการขับเคลื่อนงานอาสาสมัครคุมประพฤติภายใต้สถานการณ์อาชญากรทางสังคม และยาเสพติด โดยมี นายศิริศักดิ์ ศิริมังคะลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม, นายกรกฎ วงษ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัด, นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน ร่วมให้การต้อนรับ และ นายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุมประพฤติ เป็นผู้กล่าวรายงาน


พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กรมคุมประพฤติถือเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ที่มีบุคลากรผู้ถูกคุมประพฤติที่ต้องดูแล ส่งผลให้ปริมาณงานมากกว่าจำนวนบุคลากรในการปฏิบัติหน้าที่ และเนื่องด้วยข้อกฎหมายบางประการจึงทำให้ไม่สามารถแต่งตั้งข้าราชการปฏิบัติงานได้ จึงได้เปิดรับอาสาสมัครคุมประพฤติจากภาคประชาชนที่ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้วว่ามีความเหมาะสม และใกล้ชิดชุมชนเป็นอย่างดี เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับกรมคุมประพฤติเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่มีหน้าที่ในการสอดส่องดูแลพฤติกรรมผู้ถูกควบคุมความประพฤติ ตั้งแต่ก่อนการพิจารณาของศาลฯ, หลังการพิจารณาของศาลฯ ตลอดจนได้รับการปล่อยตัวจากราชทัณฑ์แล้ว กล่าวคือมีหน้าที่ฟื้นฟูผู้ต้องขังและเฝ้าระวังการกระทำผิดซ้ำหลังได้รับการปล่อยตัว เพื่อเปลี่ยนคนที่เคยก้าวพลาดให้กลับมามีที่ยืนในสังคมได้ โดยไม่กระทำผิดซ้ำอีก 






สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้นอกจากจะให้ความรู้ ยังเปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาผู้ปฏิบัติงานให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้นแล้วพร้อมวางเป้าหมายเพิ่มจำนวนอาสาสมัครคุมประพฤติ จากจำนวน 20,000 ราย ให้เป็น 50,000 รายภายในเดือนมิถุนายนนี้ และจะเพิ่มจำนวนอาสาสมัครคุมประพฤติ ทั่วทุกหมู่บ้านรวมกันให้ได้กว่า 75,000 รายภายในเดือนกันยายนนี้



ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดในช่วงเช้า อาสาสมัครคุมประพฤติที่เดินทางมาร่วมงาน ยังขอถ่ายภาพคู่กับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นจำนวนมาก ขณะที่ช่วงเที่ยง พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมรับประทานอาหารกับสื่อมวลชนหลายสำนักที่ติดตามมาทำข่าวเกาะติดภารกิจการลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามอย่างเป็นกันเอง มีการสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็น และตอบคำถามสื่อมวลชนในหลายประเด็น ระหว่างเดินทางกลับได้เดินผ่านแผงจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล มีแม่ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล ขอถ่ายภาพคู่เป็นที่ระลึก และกล่าวขอพรให้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมให้พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เป็นผู้เลือกตัวเลขเองด้วย ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ในเวลา 15.15 น. 






วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม มอบนโยบาย พัฒนาเรือนจำ-ทัณฑสถาน เป็นสถานที่พัฒนาพฤตินิสัย มอบโอกาสทางการศึกษาผู้ต้องราชทัณฑ์

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการปฏิบัติราชการหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดสงขลา พัฒนาเรือนจำ-ทัณฑสถาน เป็นสถานที่พัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องราชทัณฑ์ มอบโอกาสทางการศึกษา

(5 พฤษภาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ห้องประชุมเรือนจำกลางสงขลา ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมามอบนโยบายการปฏิบัติราชการหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงยุติธรรม  และเครือข่ายภาคประชาชนให้การต้อนรับ 

สำหรับนโยบายสำคัญของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แก่ 1) การแก้ไขปัญหายาเสพติด 2) การแก้ไขปัญหาความยากจน หนี้สินครัวเรือน 3) การขจัดผู้มีอิทธิพล 4) การทำให้คนมีการศึกษา โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรม 3 หน่วยงาน คือ เรือนจำ สำนักงานคุมประพฤติ และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้ความสำคัญในการดำเนินการเรื่องนี้

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า จากข้อมูลสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ พบว่า สาเหตุจากการไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นปัจจัยให้เกิดปัญหายาเสพติด และกฎหมายกำหนดให้เรือนจำจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานผู้ต้องขัง เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด จึงมีแนวทางให้เรือนจำ ดำเนินการ ดังนี้

1) ให้สำรวจผู้ต้องขังที่เรียนไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.6 / ปวช.) 

2) ให้สำรวจว่าเรือนจำมีครูผู้สอนหรือไม่ ? 

3) ให้เรือนจำจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ผู้ที่เรียนต่ำกว่า ม.6 / ปวช. โดยให้เรือนจำจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ 

4) ให้เรือนจำในพื้นที่จังหวัดสงขลา จัดทำหลักสูตรการศึกษาในจังหวัดสงขลา โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ คือ อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น มีความสามารถทางภาษาอย่างน้อย 2 ภาษา และมีวิชาชีพ และกำหนดเป็น Quick win ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย ภายใน 3 เดือน 

และภารกิจของเรือนจำ/ทัณฑสถาน ในปัจจุบัน คือ เป็นสถานที่พัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องราชทัณฑ์ โดยการให้โอกาสทางการศึกษา

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง​ รมว.ยุติธรรม เผย พร้อมรับมือศึกอภิปราย​ฯ เชื่อมั่นประธานสภาฯ ควบคุมการประชุมได้

พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เผย พร้อมรับมือศึกอภิปราย​ฯ หลัง ‘ฝ่ายค้าน’ ล็อกเป้า อดีตนายกฯ ทักษิณ​ ชินวัตร เชื่อมั่นประธานสภาฯ ควบคุมการประชุมได้ 

(วันที่ 2 เมษายน 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีการเตรียมความพร้อมรับมือพรรคฝ่ายค้าน ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป​ตามมาตรา 152​ ระหว่างวันที่ 3-4 เมษายนนี้ ว่า​ “การอภิปรายเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เพราะไม่ได้มีการลงมติ ว่าจะไว้วางใจหรือไม่ แต่เป็นเวลาให้รัฐบาลตอบคำถามหลังจากบริหารประเทศได้ 6 เดือน ซึ่งอาจจะมีบางส่วนที่เรายังมองไม่รอบด้านหรือซุกไว้ใต้พรม​ จึงเป็นเรื่องที่ดี

พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม นายกรัฐมนตรีได้ประกาศ จะสร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม ให้มีประสิทธิภาพโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ แต่อาจจะมีบางอย่างที่เป็นช่วงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือบางอย่างเป็นความคาดหวังของประชาชน จึงเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องสื่อสารสร้างความเข้าใจให้กับสังคม พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีความหนักใจแต่อย่างใด เพียงแต่อย่าไปพาดพิงในส่วนที่ผิดข้อบังคับ เท่าที่ทราบทุกกระทรวงพร้อมชี้แจง

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า การไม่ให้เอ่ยชื่อถึง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในสภาฯ เกิดความวุ่นวายหรือไม่ นั้น ? พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง ระบุว่า​ ตนยังไม่ได้ยินเรื่องนี้​ แต่มีข้อบังคับการประชุมในสภาฯ อยู่แล้ว มีการเอ่ยถึงโดยไม่ผิดข้อบังคับ ซึ่งรู้เจตนาอยู่แล้ว และมองว่าฝ่ายค้านยุคนี้พัฒนาไปเยอะ และเชื่อว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร​ จะสามารถควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมกับมองว่าการอภิปรายในครั้งนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือประชาชน เพราะตอนนี้ประชาชนเราตื่นรู้ และคนที่เป็นรัฐบาล ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ประชาชนอยู่รับใช้รัฐบาล​ แต่รัฐบาลต้องรับใช้ประชาชน​

“ผ่านมามีกระบวนการยุติธรรมย่อยเยอะและต่างคนต่างอยู่ จึงต้องเชิญองค์กรต่างๆมาพูดคุยกัน เพื่อเป้าประสงค์เดียว คือ ความยุติธรรมของประชาชน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลพยายามจะแก้ไข เราต้องมีมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานทางกฎหมาย ถ้ามันไม่ดีก็ต้องไปแก้กฎหมาย” พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง กล่าว

พันตำรวจเอก ทวี​ สอดส่อง กล่าวเพิ่มเติมว่า ”รัฐบาลนี้ยังไม่เคยแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม อะไรที่ประชาชนเสียโอกาส หรือเลือกปฏิบัติ ก็จะแก้ไขให้มันมีมาตรฐาน ก่อนจะย้ำว่ากฎหมายต้องปกป้องคุ้มครองคนทุกคน หากใครไปสั่งการเกินกฎหมาย ผู้นั้นก็ต้องถูกดำเนินคดี“

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร บ้างหรือไม่ ? พันตำรวจเอกทวี​ สอดส่อง กล่าวว่า ได้พบกันที่งานพระราชทานเพลิงศพ​ บิดาของ คุณจตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งตนไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปด้วย เพียงแต่ไปพบกันที่งานเท่านั้น และไม่ได้พูดคุยอะไรกัน ซึ่งเรื่องของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เราใช้ความเห็นของคณะแพทย์ ทั้งนี้ รัฐบาลเปิดกว้างในการรับฟังหากต้องแก้ไขกฎหมาย

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2567

“คลัง” สั่ง 4 แบงค์รัฐ ทำ 4 มาตรการ ส่วนลดเงินเข้ากองทุน SFI ทุกบาท ต้องตรงเข้าช่วยประชาชน

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงการคลังได้สั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ทั้ง 4 แห่ง ที่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และ ธอท. ที่ต้องการขยายเวลาปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ จากร้อยละ 0.25 ต่อปี เป็นร้อยละ 0.125 ต่อปี ต้องมีมาตรการใหม่ที่สะท้อนว่า “เงินนำส่งกองทุนฯที่ลดลงนั้นได้นำไปช่วยเหลือลูกหนี้อย่างแท้จริง” โดยเฉพาะรายย่อยที่เป็นกลุ่มเปราะบาง กลุ่มฐานราก ลูกหนี้นอกระบบ โดยต้องมีมาตรการตามแนวทาง ดังนี้

1) ลดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราผ่อนปรนพิเศษให้แก่ลูกหนี้เป็นการทั่วไป เช่น ลดดอกเบี้ยลูกหนี้รายย่อยชั้นดี (MRR) ลดดอกเบี้ยลูกหนี้รายใหญ่ชั้นดี (MLR) เป็นต้น 

2) นำเงินนำส่งกองทุนฯที่ลดลงไปดำเนินโครงการใหม่ ที่มีการชดเชยความเสียหายที่เกิดจาก NPLs หรือชดเชยความเสียหายเพิ่มเติมจากโครงการหรือมาตรการของรัฐที่ได้รับการชดเชยไปแล้ว 

3) ลดอัตราดอกเบี้ยหรือเงินต้นตามสัญญา หรือ

4) เปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ที่ทำให้เงินต้นของลูกหนี้ปรับลดลงในทุกงวดที่ผ่อนชำระ 

“โดยการช่วยเหลือลูกหนี้จะต้องมากกว่าหรือเท่ากับเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ ที่ลดลง”

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เยือนเรือนจำชาย HMP Chelmsford ศึกษาแนวทางตรวจเรือนจำ และพัฒนาการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำของสหราชอาณาจักร

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงยุติธรรม ว่า ระหว่างเวลา 10.30-15.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายณรงค์ จุ้ยเส่ย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ โดยมีสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสหราชอาณาจักร และสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยให้การต้อนรับ ในการเข้าร่วมศึกษาดูงานการตรวจเรือนจำ และมาตรการดูแลผู้ต้องขัง ณ เรือนจำชาย HMP  Chelmsford กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีอายุมากกว่า 200 ปี 

การศึกษาดูงานฯ ดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก Mr. Martin Lomas , Deputy Chief Inspector of His Majesty’s Inspectorate of Prisons (HMIP) และ Ms Sara Pennington , Inspector of HMIP บรรยายสรุปเกี่ยวกับองค์กร HMIP วิธีการตรวจเรือนจำ ประโยชน์จากการตรวจเรือนจำ การตรวจความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง  นอกจากนั้น ยังได้เข้าร่วมตรวจเรือนจำ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการรับตัว การคัดแยก การดูแลผู้ต้องขัง การฝึกทักษะอาชีพ การเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม โดยยึดหลักการประเมิน 4 ข้อ ประกอบด้วย ความปลอดภัย (Safety) การเคารพ (Respect) การจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผูัต้องขัง (Purposeful activity) การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย (Preparation for release) รวมถึงการประเมินภาวะผู้นำในทุกระดับชั้นของผู้บริหารเรือนจำ ตลอดจนบรรยายสรุปกิจกรรม แนวทางในการฟื้นฟูผู้ต้องขัง เช่น การจัดกิจกรรมกระชับสัมพันธ์และเรียนรู้ทักษะด้านกีฬาฟุตบอล ระหว่างผู้ต้องขังกับ กับทีมฟุตบอลอาชีพที่มาช่วยเรือนจำแห่งนี้คือทีมจากสโมสรฟุตบอลเวสต์แฮมยูไนเต็ด (Westham United ) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ มีฉายาในภาษาไทยว่า "ทีมขุนค้อน"เป็นต้น



ทั้งนี้ การศึกษาดูงานฯ ดังกล่าว เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนามาตรการเพิ่มประสิทธิภาพงานราชทัณฑ์ในประเทศไทย อาทิ การสร้างระบบตรวจเยี่ยมเรือนจำของประเทศไทย การอบรมทักษะการตรวจเยี่ยมให้แก่ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม การพัฒนาการเรียนการสอนในเรือนจำ การจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะและเชื่อมสัมพันธ์กับผู้ต้องขังด้วยความร่วมมือกับสมาคมกีฬา การพัฒนาระบบและมาตรการดูแลผู้ต้องขัง เป็นต้น รวมถึงเป็นรากฐานในการจัดโครงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบุคลากรระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร เพื่อพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับหลักนิติธรรมของไทยในภาพรวมต่อไป