วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564

"ทวี" แนะ กยศ. ยกเลิกเบี้ยปรับ-งดดอกเบี้ย-พักชำระหนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

“ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” กยศ. กับ การไร้วินัยการเงินการคลัง !

ควรควบรวม กยศ. กับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา


สื่อมวลชนได้เสนอข่าวกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อย่างต่อเนื่อง อาทิ  

- “สาวอึ้ง ติดหนี้ กยศ. ไม่จ่าย 1.7 หมื่น โดนยึดบ้านไม้หลังงาม 2” (เนชั่น)

- ““กรมบังคับคดี” แจงสาวแพร่เป็นหนี้ กยศ.1.7 หมื่นบาท แต่ถูกยึดบ้าน 2 ล้าน เหตุไม่ทำตามคำพิพากษา ซ้ำไม่เคยมาไกล่เกลี่ย” (ผู้จัดการ)

- “ผ่อนจนตายก็ไม่หมด! ลูกหนี้'กยศ.'จ่ายค่างวดนับปี‘เงินต้น’ไม่ลด-‘เบี้ยปรับ’เดินรายวัน” (สำนักข่าวอิศรา)

- “อดีตลูกหนี้ กยศ. ร้องโดน‘เบี้ยปรับ’เกือบเท่าเงินต้น-กลัวถูกยึดบ้าน กู้สหกรณ์ฯปิดยอด” (สำนักข่าวอิศรา)

- “กยศ. เอาจริง! เตรียมทำประวัติผู้กู้ยืม สกัดเบี้ยวหนี้” (มติชน)

- “กยศ. เล็งเปิดระบบเครดิตบูโร ใครเบี้ยวจ่ายหนี้ ลูกหลานกู้เรียนไม่ได้” (ประชาชาติ)

- “เบี้ยวหนี้ กยศ. ห้ามเป็น ข้าราชการสภา ขวางพวกชักดาบเรียนสถาบันพระปกเกล้า

การเมือง” (ข่าวสด)

- “กยศ. ปรับโครงสร้างหนี้ ยืดชำระสูงสุด 30 ปี หักเงินลูกหนี้ ลดเหลือ 10 บาทต่อเดือน” (มติชน)

- “เจออีกราย! ลูกหนี้ กยศ.โดน ‘เบี้ยปรับ'โหด ท่วม‘เงินต้น’-ผ่อนหนี้ไม่ไหวขอ ‘ลดค่างวด’” (สำนักข่าวอิศรา)

- ผ่อน 3 ปี เงินต้นไม่ลด!ทุกข์ลูกหนี้ กยศ. เจอ‘เบี้ยปรับ’อ่วม แฉมีพวกหากินฟ้องชาวบ้าน ? (สำนักข่าวอิศรา)

- “ทวี สอดส่อง” เปิดบทบาท “กยศ.”ในสถานการณ์วิกฤตโควิด (สยามรัฐ) 

- “สร้างวินัยการเงิน! ‘กยศ.’ แจงเหตุเก็บ ‘เบี้ยปรับ’ หลังลูกหนี้โอดผ่อน 3 ปี เงินต้นไม่ลด” (สำนักข่าวอิศรา)

ฯลฯ

.

มีกรณีศึกษา ลูกหนี้ กยศ. คนหนึ่งที่ต้องชำระคืน กยศ. เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 480,421.86 บาท นั้น แบ่งเป็นหนี้เงินต้น 216,758.52 บาท หนี้ดอกเบี้ย 33,084.35 บาท และมีเบี้ยปรับสูงถึง 230,578. 99 บาท ซึ่งมากกว่าเงินต้น และที่ผ่านมาลูกหนี้ กยศ. รายดังกล่าว ไปผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมให้กับ กยศ. ตั้งแต่ พ.ย.2561 จนถึงปัจจุบัน รวม 34 งวด รวมเป็นเงิน 170,000 บาท แต่เงินที่ลูกหนี้ กยศ. รายนี้ ชำระให้ กยศ. นั้น ไม่ได้นำไปตัดเงินต้นแม้แต่บาทเดียว (สำนักข่าวอิศรา)

.

ทั้งนี้ทาง กยศ. เองก็ได้มีการชี้แจง ตามหนังสือ กยศ. ที่ กค 5116/2254 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2564 ที่ทาง กยศ. ได้ส่งหนังสือชี้แจงถึงบรรณาธิการ สำนักข่าวอิศรา “..สาเหตุที่กองทุนกำหนดเงื่อนไขผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระจะต้องเสียเบี้ยปรับนั้น เพื่อสร้างวินัยทางการเงินให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้ตรงเวลาเท่านั้น..”

.

พร้อมให้ข้อมูลว่า “โดยตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน มีนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาจากกองทุน จำนวนทั้งสิ้น 5,975,487 ราย ทั้งที่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการศึกษาและปลอดหนี้ 823,281 ราย ผู้ที่ชำระหนี้เสร็จสิ้น 1,476,988 ราย ผู้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3,610,135 ราย ผู้เสียชีวิต/ทุพพลภาพ 65,083 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2564)”

.

“เบี้ยปรับสูง” ไม่ได้สร้างวินัยทางการเงิน ขัดต่อเจตนารมณ์การจัดตั้งกองทุน !

.

เหตุผลของ กยศ. “เพื่อสร้างวินัยทางการเงินให้ผู้กู้ยืม” ขัดแย้งต่อผลการศึกษาและวิเคราะห์โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สภาผู้แทนราษฏร ว่า  “...การกำหนดอัตราเบี้ยปรับโดยอ้างอิงจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายเอกชน...อาจไม่เหมาะสมและควรพิจารณาทบทวนให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้กู้ยืมเงิน โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ในการจัดตั้งกองทุนประกอบด้วย”  ซึ่งการคิดอัตราเบี้ยปรับสูง ไม่ใช่เรื่องช่วยสร้างวินัยทางการเงินดังที่ กยศ.อ้าง และผิดวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน ซึ่ง ฝ่ายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีบทความกล่าวถึงปัญหาในการชำระหนี้ กยศ. ได้แสดงความเห็นว่า “...กรณีลูกหนี้ กยศ. ไม่จ่ายหนี้ ดอกเบี้ยปรับแพงมาก 18% จึงเกิดกรณีลูกหนี้ กยศ. ต้องจ่ายดอกเบี้ยผิดนัดมากกว่าเงินต้น...ปัญหาหนี้ กยศ. เหมือนภูเขาน้ำแข็ง มองจากภายนอกอาจจะเห็นว่าสาเหตุของการผิดชำระหนี้ของประชาชนกว่า 2 ล้านคนตามที่ กยศ. ระบุไว้จะมาจากความยากจน การขาดวินัยทางการเงิน และทัศนคติที่ว่าหนี้ กยศ. ไม่จำเป็นจะต้องชำระคืน แต่อย่างไรก็ดี ถ้าสอบถามประชาชนถึงสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ คำตอบที่ได้รับจะต่างกันชนิดที่เรียกว่าหนังคนละม้วน เพราะแท้ที่จริงแล้วต้นเหตุ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างของเงินกู้นี้ในหลายมิติ” 

.

จากการวิเคราะห์งบการเงินของ กยศ. พบว่ามีรายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม และรายได้เบี้ยปรับเงินให้กู้ยืมคิดเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก เงินที่ลูกหนี้ที่จ่ายคืนให้กลับทาง กยศ. การตัดชำระหนี้ คือ  ตัด “เบี้ยปรับ -> ดอกเบี้ย -> และเงินต้น” แม้ในขณะนี้ทาง กยศ. จะมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของลำดับการตัดชำระหนี้ และรูปแบบการชำระหนี้ให้กับผู้ที่ยังไม่ถูกฟ้อง เป็นชำระไปตัด “เงินต้น->ดอกเบี้ย->และเบี้ยปรับ” แต่สำหรับผู้ที่ถูกฟ้องแล้ว จำนวนกว่า 1.2 ล้านรายเศษนั้น ลำดับการตัดชำระหนี้และรูปแบบการชำระหนี้ก็ยังเป็นแบบเดิม ที่ถือว่า “โหด” สร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสให้กลับลูกหนี้กลุ่มนี้

.

จากงบการเงินของ กยศ. ในช่วงปี 2557 - 2563  จะพบว่ารายได้ของ กยศ. มาจาก “ดอกเบี้ยฯ” และ “เบี้ยปรับฯ” มากจริงๆ (ข้อมูลตามตาราง 1)          


- ปี 2557 ดอกเบี้ยฯ 2,374.22 ล้านบาท เบี้ยปรับฯ 400.16 ล้านบาท

- ปี 2558 ดอกเบี้ยฯ 2,272.74 ล้านบาท เบี้ยปรับฯ 2,868.95 ล้านบาท

- ปี 2559 ดอกเบี้ยฯ 2,897.06 ล้านบาท เบี้ยปรับฯ 3,115.99 ล้านบาท

- ปี 2560 ดอกเบี้ยฯ 3,855.44 ล้านบาท เบี้ยปรับฯ 2,400.60 ล้านบาท

- ปี 2561 ดอกเบี้ยฯ 3,758.87 ล้านบาท เบี้ยปรับฯ 2,338.55 ล้านบาท

- ปี 2562 ดอกเบี้ยฯ 4,074.07 ล้านบาท เบี้ยปรับฯ 2,564.52 ล้านบาท

- ปี 2563 ดอกเบี้ยฯ 3,302.44 ล้านบาท เบี้ยปรับฯ2,520.15 ล้านบาท

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า กยศ. มีรายได้จาก เบี้ยปรับเงินให้กู้ยืมเป็นจำนวนเงินที่สูงมากปี 2557-2563 รวมเป็นจำนวนกว่า 16,203 ล้านบาทเศษ เฉลี่ยปีละ 2,315  ล้านบาทเศษ โดยในปี 2558 และ 2559 กยศ. มีรายได้จากเบี้ยปรับฯ สูงกว่ารายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเสียอีก

.

การใช้จ่ายเงินของ กยศ. ส่อไปทาง “ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง”

นอกจากการคิดเบี้ยปรับกับผู้กู้ยืมที่สูงผิดปกติแล้ว ทาง กยศ. ยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการในการดำเนินคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีที่สูงมาก พบว่า กยศ. ได้นำเงินไปจ่ายให้สำนักกฎหมายหรือทนายความในการติดตามทวงหนี้กับลูกหนี้ ในการดำเนินคดี คดีละประมาณ 5,500 บาท ชั้นบังคับคดี คดีละประมาณ 8,750 บาท และค่าบริหารจัดการคดีละประมาณ 1,200 บาท ดังนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557-2563 ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เฉลี่ยปีละ 1,255 ล้านบาทเศษ โดยในปี พ.ศ.2562  มีรายจ่ายในส่วนนี้สูงมากถึง 1,667 ล้านบาทเศษ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาจากเงินภาษีอากรของประชาชน ที่ถูกนำไปใช้จ่ายในการทวงหนี้ ตามหนี้ประชาชน มีใครเคยตรวจสอบหรือไม่ว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มีความคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพประสิทธิผล และตรวจสอบได้หรือไม่ ? (ข้อมูลตามตาราง 2)   

- ปี 2557 ค่าบริหารจัดการฯ 719.95 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายฯ 8.33 ล้านบาท รวม 728.28 ล้านบาท

- ปี 2558 ค่าบริหารจัดการฯ 931.16 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายฯ 40.91 ล้านบาท รวม 972.07 ล้านบาท

- ปี 2559 ค่าบริหารจัดการฯ 1,382.59 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายฯ 37.53 ล้านบาท รวม 1,420.12 ล้านบาท

- ปี 2560 ค่าบริหารจัดการฯ 1,363.62 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายฯ 156.47 ล้านบาท รวม 1,520.09 ล้านบาท

- ปี 2561 ค่าบริหารจัดการฯ 1,077.27 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายฯ 470.97 ล้านบาท รวม 1,548.24 ล้านบาท

- ปี 2562 ค่าบริหารจัดการฯ 913.14 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายฯ 754.61 ล้านบาท รวม 1,667.75 ล้านบาท

- ปี 2563 ค่าบริหารจัดการฯ 292.49 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายฯ 639.37 ล้านบาท รวม 931.86 ล้านบาท

.

ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฟ้องร้องดำเนินคดีคิดเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ กยศ. มีรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสะสม ณ วันที่ 30 ก.ย. 2563 ทำให้เงินกองทุน กยศ. และเงินสมทบจาก ADB ลดลงเป็นจำนวนเงิน 121,243 ล้านบาทเศษ คือ (ข้อมูลตามตาราง 3)   

- เงินกองทุน 468,673,515,000.- บาท

- เงินสมทบจาก ADB 100,000,000.- บาท

- รายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสะสม 121,243,024,984.31 บาท

- รวมสินทรัพย์สุทธิ/ส่วนทุน 347,530,490,015.69 บาท

.

กยศ.ส่อไปทางไร้วินัยการเงินการคลัง อย่างไร ?

.

เนื่องจาก พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ไม่ได้บัญญัติการใช้เงินจากกองทุนเป็นค่าบริหารจัดการในการดำเนินคดี และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไว้ การจ่ายเงินดังกล่าวจำนวนเฉลี่ยปีละ 1,255 ล้านบาทเศษที่ได้มาจากเบี้ยปรับและดอกเบี้ยของลูกหนี้ กยศ. ที่ประสบปัญหามีความทุกข์อย่างแสนสาหัสและถือว่าเป็นเงินแผ่นดินนำไปจ่ายให้กับใคร ? เป็นการเอื้อประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลหรือไม่ ? และส่อไปทางไม่รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกองทุน เพื่อให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา 

.

การดำเนินการของ กยศ. ไม่เป็นไปตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี ข้อ 26 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ข้อ 13 -14 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 28-29 ได้กำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ พิจารณาส่งเสริมมาตรการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  และกำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกให้เด็กได้เข้าถึงการเรียนการสอนได้ในทุกช่วงชั้น ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน 

.

ส่วนตัวเห็นว่า ทาง กยศ. มีแนวทางอื่น ๆ ได้หลายแนวทางและหากมีความจำเป็นจะฟ้องร้องดำเนินคดี ก็ขอให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการให้ ตาม พรบ.องค์กรอัยการฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 14 (5) ได้ วิธีการนี้จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนายความให้ดำเนินคดีนับพันล้านบาท 

.

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดวิกฤติโควิด-19 จึงเสนอให้ กยศ. ควรยกเลิกเบี้ยปรับ งดดอกเบี้ย และควรพักชำระหนี้ เงินต้นให้กับลูกหนี้ กยศ. ประมาณ 5-7 ปี และขอเสนอให้ควรควบรวม กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กับ “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา" ตามพระราชบัญญัติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 54 วรรคหก ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยนำร่าง พรบ. ทั้ง 2 ฉบับ มาปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและหลักการสิทธิมนุษยชนที่รัฐต้องส่งเสริมสิทธิพื้นฐานในเรื่องการกระจายโอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำของผู้ด้อยโอกาสและผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ในสังคมไทย ให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต

.

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง 

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

เลขาธิการพรรคประชาชาติ

.

#ทวีสอดส่อง #กยศ #กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564

"ทวี สอดส่อง" ชี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีสิ่งแปลกปลอม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากงานอภิปรายสาธารณะ วาระครบรอบ 48 ปี 14 ตุลา: การเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตย ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.), มูลนิธิ 14 ตุลา และ 30 องค์กรประชาธิปไตย โดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และ เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุว่า ประชาธิปไตย คือการปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาน มีสิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาค เราต้องเอาความจริงมาพูดกันว่า สังคมประชาธิปไตยมีมาก่อนรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุดของประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องมีใหม่ อย่างสหรัฐฯ ใช้รัฐธรรมนูญเดิม 232 ปี อิตาลี 70 ปี ฯลฯ ดูในเอเชีย เช่น จีน 60 กว่าปี แม้จะมีการแก้ไข 5 ครั้ง ดังนั้น การเป็นสังคมประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่การมีรัฐธรรมนูญ แต่บริบท-วิถีชีวิตในสังคมต้องเป็นประชาธิปไตย

14 ตุลามีการชุมนุมที่ใหญ่ที่สุด มีการเสียชีวิต 77 ศพ และบาดเจ็บ ซึ่งเยาวชนที่ออกมา มาเพื่อขับไล่เผด็จการ เพื่อมีความกินดีอยู่ดี สิ่งที่เรามองข้ามและมีคุณอนันต์ คือรัฐธรรมนูญ 2517 ที่เป็นประชาธิปไตย วีรชนเสียชีวิตไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ แต่คือ ‘ความเป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญ’ น่าเสียดายที่ใช้ได้แค่ปี 17 ก็เกิดการปฏิวัติ ฉีกทิ้ง วีรชนต้องเสียชีวิตเพิ่ม เขาวางหลักประเทศระหว่างชนชั้น รัฐตั้งคณะกรรมการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รัฐธรรมนูญ ปี 17 เขียนไว้ว่า รัฐต้องจัดหาที่ทำกิน ให้คนที่ไม่มีที่ดิน แต่รัฐธรรมนูญ 60 คุณต้องมาแสดงความจนให้รัฐดูก่อน ที่ดินของไทยที่สามารถออกโฉนดได้ และที่มีชื่ออยู่คือ 13 ล้านคน ส่วน 5-10 ไร่ มีแค่ 1 แสนกว่าคน แสดงว่า กระจุกตัว

รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ยังไม่ได้ร่าง รัฐบาลที่ดีที่สุดจึงยังไม่เกิด แต่ความจริงเราร่างมาแล้ว เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ และทำลายบุคคลฝ่ายตรงข้าม รากเหง้าของรัฐธรรมนูญนั้นกว่าจะได้มา การรัฐประการปี 2490 เมื่อดูตัวบุคคลที่ทำการรัฐประหาร มีจอมพลแปลก พิบูลสงคราม, จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร คือเรื่องเดียวกันที่ให้รัฐธรรมนูญคือเรื่องสูงสุดของคนตัวเล็กตัวน้อย เกือบ 30 ปี สถาบันการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ ‘กองทัพ’ และ ‘ระบบราชการ’ ทำอย่างไรที่จะไม่ให้มีการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิด ไม่เช่นนั้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ จะไม่เกิด

เราควรเอาจิตวิญญาณผู้เสียชีวิต เอารัฐธรรมนูญ ปี 17 มาใช้จะดีที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญปี 60 เขียนให้สิทธิ แต่มียกเว้น และไทยใช้ข้อยกเว้นเป็นสำคัญ มีที่ไหน การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ ไปใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

กฎหมายประชาธิปไตย จะไม่เป็นประชาธิปไตย เมื่อผู้ใช้ใช้เพื่อทำลาย จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถ้าเราไม่ย้อนกลับมาทำสังคมให้เป็นประชาธิปไตย กฎหมายต้านการอุ้มหายทำอย่างไรจะให้ลากไปถึงยุคพระศรีอริยเมตไตรยได้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกันขอให้เอาเลือดเนื้อ อุดมการณ์ เอารัฐธรรมนูญปี 17 มาอ่าน แล้วจะเห็นคุณค่าว่า วันมหาวิปโยค เราได้รัฐธรรมนูญมาใช้แค่ 3 ปี

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวถึงความเป็นไปได้ของการมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนด้วยว่า เรามีรัฐอิสระ ซึ่งปกติภาษารัฐธรรมนูญ ต้องไม่คลุมเครือ คนสามารถอ่านเข้าใจ ถ้าผู้มีอำนาจต้องการอยู่ต่อ ก็ต้องแจกผลประโยชน์ให้กับคนมีตำแหน่ง การคัดเลือกคนเป็น ป.ป.ช. หรือ กรรมการสิทธิฯ กฎหมายเขียนกันเองทั้งหมด

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีสิ่งแปลกปลอม มากกว่านั้นมี ‘รัฐประหารเงียบ’ คือ ส.ว. 250 และมาตรา 279 ที่ให้คำสั่งของหัวหน้า คสช. ยังคงอยู่ และใช้เป็นนิรันดร์ ซึ่งยังตกค้างอีกหลาย 400-500 ฉบับ สิ่งนี้ผมมองเป็นอาชญากร คือผู้บงการร่างกฎหมาย และผู้บังคับใช้ เพราะกฎหมายที่ออกทำให้คนกลุ่มหนึ่งมีความสุข แต่ทำให้คนทั้งประเทศมีความทุกข์ กฎหมายที่ออกกลายเป็นสมบัติของผู้มีอำนาจ ตีความเข้าข้างตัวเอง คำตอบมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ มีการเขียนกำชับความเป็นรัฐมนตรี ไว้หลายชั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรอิสระ ไม่ยึดโยงประชาชน จึงไม่รับผิดชอบ บ้านเมืองเข้าสู่ยุคที่มาตรฐานความเป็นธรรม คนกลุ่มหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด คนอีกกลุ่มทำอะไรก็ผิด แม้มีกฎหมายคุ้มครองก็ผิด บังคับเต็มที่และรวดเร็ว ที่เลวร้ายสุดคือ ตำแหน่งนายกฯ ที่คุม ‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ แค่เดินไปแจ้งความปิดปาก ตำรวจก็สั่งฟ้องหมด ทั้งที่เป็นคดีหมิ่นประมาท ทั้งที่ควรจะส่งศาล มนุษย์ไม่สามารถสู้กับกาลเวลาได้ แต่สังคมไม่สามารถสู้กับสยุคสมัยได้ ท่านกำลังทำร้ายเด็ก ที่อีกไม่กี่ปีเขาจะกลายเป็น ซีอีโอ (CEO) 6 ตุลา ไปบอกว่า ม.ธรรมศาสตร์ เป็นที่ซ่องสุม ก่อการร้าย ปลุกระดมข้าราชการ ประชาชนให้สังหารนิสิต นักศึกษาอย่างบ้าคลั่ง อยากถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ห้องใต้ดินที่เก็บอาวุธในธรรมศาสตร์ มีหรือไม่ สังคมปล่อยเรื่องนี้ทิ้งไว้ สิ่งที่เป็นมะเร็งร้าย คือการปล่อยให้คนผิดลอยนวล ขืนเรายังปล่อยให้มีวัฒนธรรมนี้ รัฐธรรมนูญก็จะกลายเป็นเศษกระดาษของผู้มีอำนาจ นักศึกษา ออกแถลงการณ์ภายหลังเหตุการณ์ เพราะตำรวจรับใช้เผด็จการให้ไปเข่นฆ่าประชาชน ทุกวันนี้ก็ยังใช้ตำรวจทหาร เพราะเราไม่ได้ดำเนินการผู้กระทำความผิดวันนั้น มาถึงวันนี้ ผมก็ยังเห็นด้วยว่า แก้รัฐธรรมนูญไม่พอ ต้องไล่ผู้นำเหมือน 14 ตุลาคม” พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าว



วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564

"ทวี สอดส่อง" เชิญชวนประชาชน ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ เลขาธิการพรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

28 พฤศจิกายน 2564 เลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 5,300 แห่ง คือจุดเริ่มต้นที่ "ประชาชนมีสิทธิ์กำหนดชะตากรรมด้วยตนเอง"

การเกิดรัฐประหารปี 2557 ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และต่อเนื่องด้วยการสืบทอดอำนาจของ คสช.ถึงปัจจุบัน ถือว่า คสช.และรัฐบาลได้ยึดอำนาจการปกครองท้องถิ่นไปด้วยและได้รวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่ราชการส่วนกลางและภูมิภาคที่ตนเองสามารถควบคุมสั่งการได้ ทำให้การปกครองท้องถิ่นของไทยถอยหลังเข้าคลอง ไร้อำนาจและเหลือเพียงแต่รูปแบบเท่านั้น โดยหนึ่งในหลายๆ คำสั่งที่ คสช.กระทำกับ อปท. คือ การไม่จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นนั่นเอง ดังนั้น การเลือกตั้งท้องถิ่น จึงเป็นก้าวแรกที่ประชาชนในท้องถิ่นจะได้รับอำนาจคืนมาจาก คสช. และรัฐบาล

การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั่วประเทศ 5,300 แห่ง ครอบคลุมประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ค่อนประเทศ รับสมัคร 11-15 ตุลาคม 2564 และการเลือกตั้งได้ถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 แม้จะล่าช้าไป แต่ก็ยังคงมีความสำคัญที่พี่น้องประชาชนต้องไปใช้สิทธิ์อย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้รัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจาก คสช.ได้เห็นถึงความตื่นตัวและความต้องการอย่างแท้จริงของประชาชนในการปกครองตนเอง อบต. เป็นกุญแจสำคัญในแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เข้าถึงชาวบ้านที่สุด กระจายอำนาจทั้งการบริหาร การตัดสินใจ ทั้งคนและงบประมาณ และการแก้ปัญหาที่เรียกว่า “การแก้ปัญหาโดยคนรู้ดีไม่ใช่คนหวังดี” ที่ใช้ฐานท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนที่รู้ปัญหาความต้องการของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นเป็นอย่างดี

การขจัดความเหลื่อมล้ำทั้งด้านคุณภาพชีวิต สิทธิ์ โอกาส อำนาจ ศักดิ์ศรี และเชิงพื้นที่ อบต. ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและสนองตอบความต้องการของประชาชนได้แท้จริง เป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของประชาชนจากที่เคยถูกกำหนดโดยรัฐราชการ เป็น “ประชาชนมีสิทธิ์กำหนดชะตากรรมด้วยตนเอง” สามารถส่งเสริมอำนาจทั้งของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นให้มีศักยภาพเป็นชุมชนเข้มแข็งและมีความยั่งยืนตามหลักการประชาธิปไตยนั่นเอง


พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เลขาธิการพรรคประชาชาติ



“ดร.เผ่าภูมิ” แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 7 ด้าน

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจที่โตต่ำลากยาวสะท้อนความจริงของเศรษฐกิจไทยว่ามีปัญหาลงลึกถึงโครงสร้าง การหลุดจากประเทศรายได้ปานกลางจะไม่เกิดขึ้น หากไม่แก้ที่ฐาน ซึ่งมี 7 ด้านเสมือนจิ๊กซอว์ 7 ตัวที่ต้องต่อให้ลงล็อคกัน


1. โครงสร้างประชากร : โครงสร้างประชากรที่เกิดน้อย และแก่ลงเรื่อยๆแบบนี้กำลังเป็นปัญหา การเพิ่มอัตราการเกิด ขยายฐานแรงงาน เป็นสิ่งจำเป็น ช่วยทั้งด้าน Supply คือด้านการผลิต เติมแรงงานอายุน้อยทักษะสูงกว่าเข้าแทนที่ และด้าน Demand เพิ่มประชากรทำให้กำลังซื้อในประเทศใหญ่ขึ้น ลดผลกระทบเมื่อต่างประเทศมีปัญหา อีกเรื่องคือระบบประกันสังคมและสวัสดิการ หากวัยกลางคนลด แต่ต้องส่งเงินเพื่อเลี้ยงคนรุ่นก่อนหน้าที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แรงงานรุ่นใหม่เกิดไม่ทัน ระบบมันจะยืนอยู่ไม่ได้ ต้องแก้ที่ต้นเหตุคือโครงสร้างประชากร


2. โครงสร้างแรงงาน : 60% ของแรงงานไทยอยู่ภาคการเกษตร ซึ่งผลิต GDP ได้แค่ 8% เป็นตัวเลขที่น่ากังวล แรงงานซึ่งน้อยลงแก่ลงและยังไปอยู่ในส่วนที่สร้างเงินได้น้อย ภาพใหญ่ต้องสร้างแรงจูงใจให้แรงงานเคลื่อนสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการ โดยให้น้ำหนักภาคอุตสาหรรมมากกว่า เพราะมีช่องว่างการพัฒนาที่สูงกว่า จากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี กระทรวงแรงงานต้องมองตนเองเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ มองทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ทำตัวเป็นกระทรวงสวัสดิการ


3. โครงสร้างการศึกษา : ต้องผูกกับตลาดแรงงาน ต้องตอบคำถามใหญ่ก่อนว่า เราต้องการแรงงานแบบไหน แล้วเอาการศึกษาเป็นเครื่องมือในการผลิตคนด้านนั้น การศึกษาต้องมองให้เป็น Education Platform ไม่ใช่มองเป็นเชิงกายภาพ (โรงเรียน) ความรู้และนวัตกรรมเปลี่ยนทุกวัน การเอาคนรุ่นเก่าสอนทักษะล้าสมัยใส่โปรแกรมเดิมๆให้คนรุ่นหลัง ไม่ใช่ทิศทางที่ดี ควรเริ่มลดความสำคัญระบบปริญญาที่สร้างแรงงานทักษะเดี่ยว และเริ่มเพิ่มความสำคัญระบบ Certificate เพื่อสร้างแรงงานหลากทักษะที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้ตรงกว่า


4. โครงสร้างอุตสาหกรรม : ธุรกิจหัวหอกที่ขับเคลื่อนประเทศทั้งหมดเป็นอุตสาหกรรมโบราณ ตกยุค แต่กลับถูกปกป้องและผูกขาดด้วยระบบใบอนุญาตโดยภาครัฐ เมื่อการแข่งขันไม่เกิด การลงทุนเพื่อพัฒนาก็ไม่เกิด นวัตกรรมมักเกิดจากผู้เล่นรายใหม่มากกว่ารายเก่า แต่การผูกขาดรายเก่าเป็นอุปสรรคต่อรายใหม่ การปลดล็อคให้เกิดการแข่งขันจึงสำคัญ เพราะรายเก่าต้องปรับตัว รายใหม่คิดต้นนวัตกรรมใหม่เพื่อแข่งกับเจ้าตลาด

 

5. โครงสร้างธุรกิจ : ไทยมีสัดส่วนเอกชนนอกระบบสูงมาก ส่งผลให้มีแรงงานนอกระบบสูงถึง 53% นั่นหมายถึงฐานภาษีที่หายไป รายได้รัฐจึงโตไม่ทันรายจ่าย นับวันยิ่งห่างขึ้นทุกที Gig economy และฟรีแลนซ์ที่จะเพิ่มขึ้น ยิ่งขยายช่องว่างตรงนี้หากอยู่นอกระบบภาษี การดึงแรงงานเข้าระบบผ่านแรงจูงใจด้านภาษีและสวัสดิการต้องเร่งทำ


6. โครงสร้างงบประมาณ  : ขนาดราชการที่ใหญ่ เทอะทะ ไม่เคยเป็นสิ่งดี ทั้งด้านงบประมาณ ความคล่องตัว และประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าเอกชนมาก ต้อง Outsource หน่วยงานและภารกิจต่างๆของภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน สร้างภาคเอกชนในหน้าที่ของราชการขึ้นมาเพื่อลดขนาดรัฐ และใช้การร่วมทุนระหว่างภาคเอกชนกับรัฐให้มาก  


7. โครงสร้างพื้นฐาน : ทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล ด้านกายภาพการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานออกสู่หัวเมืองหลักนั้นมีผลตอบแทนสูงมาก โดยเฉพาะในแง่ของความเจริญ โครงสร้างด้านดิจิทัล การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตสำคัญไม่น้อยกว่าการเข้าถึงระบบการศึกษาพื้นฐาน สิทธิการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตฟรีควรถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายให้ทุกรัฐบาลต้องทำ การลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี เป็นการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่ถูก ง่าย และเร็วที่สุด

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564

"ทวี สอดส่อง" นำฝ่ายค้านลงพื้นที่อ่างทอง ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ฝ่ายค้าน ลงเรือแจกสิ่งของยังชีพ ให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วม ชาวบ้านปลื้ม ส.ส.ชายแดนใต้มาไกลถึงอ่างทอง “ทวี สอดส่อง” ชี้รัฐบาลประมาทปล่อยให้เขื่อนระเบิดจนน้ำท่วมชาวบ้านเดือดร้อน 

วันนี้ 9 ตุลาคม 2564 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมนายนิคม บุญวิเศษ ส.ส.และหัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย นำ ส.ส.พรรคประชาชาติจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ส.ส.ปัตตานี, นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส, นายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส.ยะลา นางสาวธนภร โสมทองเเดง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเสรีรวมไทยและพร้อมด้วยตัวแทนจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ตำบลจระเข้ร้อง อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ โดยระดับน้ำสูงถึง 2-3 เมตร ท่วมมาเกือบสัปดาห์แล้ว ถนนทางเข้าหมู่บ้านถูกน้ำท่วมสูง รถไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ จึงต้องพายเรือเข้าไป มวลน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลทะลักเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สิ่งของในบ้านได้รับความเสียหาย รวมทั้งพืชผลการเกษตรเสียหายอย่างหนัก บางหลังน้ำท่วมมิดหลังคา แต่บางหลังยังสามารถใช้ชีวิตอยู่บริเวณชั้นสองของบ้านได้ ชาวบ้านบอกกับ ส.ส.ฝ่ายค้านว่ายังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่รู้สึกดีใจที่ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านมาเยี่ยมถึงบ้าน และรู้สึกดีใจมากเมื่อทราบว่ามี ส.ส.พรรคประชาชาติที่มาไกลจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาให้กำลังใจถึงจังหวัดอ่างทองด้วย สะท้อนถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนไทยในสังพหุวัฒนธรรม ที่เราต้องช่วยเหลือกันในยามลำบากแม้รัฐบาลจะไม่เหลียวแลก็ตาม 

พันตำรวจเอก ทวี กล่าวว่า “ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภัย อยากมาให้กำลังใจแก่พี่น้อง ความจริงเท่าที่ได้รับฟังมาอาจเป็นการเฉลียวใจหรือความประมาทของรัฐบาลที่ปล่อยให้เขื่อนชำรุดทรุดโทรมจนเกิดระบิดขึ้นและส่งผลให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นคือความสูญเสียในทรัพย์สิน ความสูญเสียโอกาสทางอาชีพ และสำคัญอย่างยิ่ง กว่าจะฟื้นฟูให้กลับมาสู่สภาพปกติก็คงใช้เวลาอีกนาน ในฐานะของพรรคร่วมฝ่ายค้าน นอกจากมาให้กำลังใจแล้วก็จะมารับฟังปัญหาเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการฟื้นฟูเยียวยา หรือการพัฒนา ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมลักษณะนี้ทราบมาว่าไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา อาจเป็นความประมาทของรัฐบาล ที่ปล่อยปะให้ขันเขื่อนกันแม่น้ำเจ้าพระยาที่สร้างไว้ประมาณ 40 ปี สภาพชำรุดไม่ได้ปรับปรุงซ่อมแซมถูกแรงดันน้ำเกิดระเบิดพังจนเกิดน้ำทั่วมถือเป็นอุทกภัยใหญ่ใหญ่ของตำบลจรเข้ร้อง สร้างความเดือดร้อนต่อพี่น้องประชาชนทุกหย่อมหญ้า”

พันตำรวจเอก ทวี กล่าวอีกว่า “ปัญหาต้องเจอกับอุทกภัย และปัญหาน้ำแล้ง ที่ประชาชนพบกับความเสียหายซ้ำซากเช่นนี้พี่น้องประชาชน ที่ต้องประสบเหตุต้องมีการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดกับพี่น้องประชาชน เราต้องใช้เงินเพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาดำรงชีพได้เช่นเดิม การเพาะปลูกที่ต้องเริ่มใหม่ การซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหาย เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ  แต่สิ่งที่เราสูญเสียไปมากว่าเงินงบประมาณคือเวลา เราใช้เวลามาเท่าใดแล้วกับการที่ต้องยอมรับการบริหารจัดการน้ำ ที่มีปัญหายังเกิดซ้ำซากอยู่ ทั้งที่รัฐบาลได้ใช้งบประมาณจำนวนมากในปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งงบที่เรียกว่างบประมาณแผนงานบูรณาการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้การดูแลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช.ซึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เฉลี่ยประมาณ 6 หมื่นล้านในทุก ๆ ปี ขาดประสิทธิภาพและไร้ทิศทางเพราะขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมเองก็เป็นคนจังหวัดอ่างทอง บ้านเกิดอยู่อำเภอแสวงหา ในฐานะที่เราเป็นพี่น้องบ้านเดียวกัน ก็ขอเป็นกำลังใจให้ นอกจากน้ำใจที่พวกเรามาแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะได้คือข้อมูลความเดือดร้อนของพี่น้องและจะได้นำไปขับเคลื่อนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต่อไป”











วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564

"คุณปลื้ม" แนะรัฐเร่งเปิดเรียน "ประถม"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณปลื้ม-หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล โพสต์ข้อความแสดงความเห็นผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ศบค.และกระทรวงสาธารณสุขไม่มีคำตอบให้กับประชาชน ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาว่าเหตุใดไม่ยอมเปิดสถานศึกษาทั้งทั้งที่คนซึ่งอยู่ในวัยอายุตั้งแต่ 5 ปีถึง 12 ปีนั้นไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการอะไรเลยจากการติดเชื้อโควิด

ทุกครั้งที่สื่อถามก็มักจะมีคำตอบอ้อมๆว่าไม่ต้องห่วงกระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการซึ่งจะดูแลความปลอดภัยให้กับเด็กๆ แท้ที่จริงแล้วเป็นความที่ไม่มีคำตอบและไม่มีความกล้าหาญที่จะยอมระบุให้ชัดเจนไปว่าโรงเรียนนั้นควรจะเปิดได้เลย สื่อดันไปสนใจเรื่องของการฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีถึง 18 ปีทั้งทั้งที่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผู้ปกครองนั้นถามอยู่

ผู้ปกครองและเด็กซึ่งเรียนออนไลน์อยู่ทุกวี่ทุกวันในวันนี้ต้องการให้รัฐบาลเปิดโรงเรียนแต่รัฐบาลไม่ยอมเปิดโรงเรียนและพยายามเบี่ยงเบนความสนใจไปสู่การฉีดวัคซีนซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปกครองหรือเด็กๆเรียกร้องเป็นอันดับที่ 1 ทำไมไม่ยอมเปิดสถานศึกษาทั้งๆที่สามารถเปิดได้ส่วนวัคซีนถ้าจะนำเข้ามาฉีดก็เป็นสิ่งที่ทำได้ควบคู่กันไป

แต่สำหรับเด็กประถม ณ เวลานี้ก็ไม่มีวัคซีนสำหรับเด็กวัย 3-11 ปีในประเทศ เเละเอาจริงเเล้วเด็กซึ่งอยู่ในวัยประถมศึกษาก็มิจำเป็นต้องฉีด โรคนี้เป็นโรคซึ่งมีผลกระทบเป็นหลักสำหรับคนชราหรือคนที่มีร่างกายที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรืออ้วนมากเป็นพิเศษ  ถ้าเป็นเด็กซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรค 7 ประเภทและอายุ 18 ปีลงมาต่อให้ติดเชื้อโอกาสที่จะมีอาการขั้นรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตอยู่ที่เพียงแค่ 0.003% นี่คือตัวเลขที่แท้จริงในประเทศไทยที่ศบค.ไม่ยอมรับและไม่ยอมประกาศให้ผู้ปกครองเข้าใจ

รัฐใช้วิธีบริหารด้วยการขี่ความกลัวต่อเนื่อง ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักการด้านวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงและตัวเลขในโลกแห่งความเป็นจริงว่าเด็กนั้นโอกาสที่จะเป็นอะไรจากโควิด19 นั้นน้อยมาก น้อยเกินคำบรรยายต่อให้ติดเชื้อ

ความขี้ขลาดของผู้ซึ่งถืออำนาจรัฐในบ้านในเมืองเราในวันนี้ทำให้เด็กต้องถูกปล้นการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นเวลามา 5 เดือนเต็ม ส่วนมากสุขภาพร่างกายแทนที่จะแข็งแรงขึ้นเพราะได้ออกกำลังกายทุกวัน สุขภาพจิตจะสมบูรณ์เพราะได้พบปะกับเพื่อนๆเเล้วได้มีกิจกรรมในสังคมของเขาตามปกติ เด็กกลับอาจจะมีปัญหาย่ำแย่มากขึ้นในทุกด้าน

เด็กจะอ้วนฉุมากขึ้นจากการล็อกดาวน์เด็กจะมีอาการเฉื่อยชาและจะมีร่างกายที่มีดัชนีมวลกายสูงขึ้น ความขี้เกียจครอบงำพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นด้วยความเคยชินที่ไม่ต้องออกไปทำอะไรนอกบ้านทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่จะก่อเป็นปัญหาต่อสุขภาพตามมาทั้งนั้น

สภาพจิตวิทยาที่ย่ำแย่จากการเรียนออนไลน์ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 เดือนทำให้เด็กจำนวนมากทั้งในระดับประถมและมัธยมนั้นเสียหายอย่างหนัก ความโง่เขลาของผู้หลักผู้ใหญ่ในศบค./สธและรัฐบาลในเวลานี้เป็นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้เเละเป็นสิ่งที่กำลังทำให้เยาวชนทั้งเจนเนเรขั่นมีความรู้น้อยลงเพราะการขาดการศึกษา

ทั้งหมดนี้สะท้อนความคิดไม่เป็น ขาดความรู้ เอาตัวรอดด้วยการใช้วาทกรรม 'อ้างว่าปกป้องเด็ก' มาบังหน้า

เพราะฉะนั้นขอเรียกร้องอีกครั้ง: เปิดโรงเรียน- คืนชีวิตให้ลูกหลานเราทุกคน

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564

มติฝ่ายค้านยื่น ป.ป.ช. สอบทุจริตประยุทธ์-ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย ร่วมประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน และแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนร่วมกัน โดยระบุว่า หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ลงนามเพื่อยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะเดินทางไปยื่นต่อ ป.ป.ช. วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม เวลา 10.00 น. จะมีการยื่นเอาผิด 4 ชุด ชุดแรก เป็น ครม.ทั้งคณะ ชุดที่ 2 นายกรัฐมนตรี ชุดที่ 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชุดที่ 4 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของประเด็นที่จะยื่นนั้น เกี่ยวกับการบริหารจัดการวัคซีนทั้งหมด 3 เรื่อง เช่น การไม่เข้าโครงการโคแว็กซ์, การผูกขาดเอื้อประโยชน์วัคซีนแอสตราเซเนก้า, การทุจริตจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค, ทุจริตการจัดซื้อชุดตรวจ ATK, การบริหารจัดการวัคซีนที่ผิดพลาดไร้ประสิทธิภาพ, จัดซื้อวัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพให้คนไทย และอีกเรื่องที่เกี่ยวกับการออกมติ ครม.ที่ขัดต่อกฎหมาย โดยมีการเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตสต๊อกยางพารา ส่งผลให้เกิดการขายในราคาที่ต่ำกว่าปกติ เอื้อเอกชนรายเดียว ผิดกฎหมายการยางเรื่องการรักษาเสถียรภาพ ทำราคายางลดต่ำเพราะมีการทุ่มราคา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สื่อมวลชนสอบถาม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในประเด็นว่า รัฐธรรมนูญกำหนด “นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้” หากเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯในการเลือกตั้งครั้งหน้านั้น มีความเห็นอย่างไร?

พ.ต.อ.ทวี ตอบว่า ผมมองว่ากฎหมายบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนแล้ว คือ มาตรา 158 วรรค4 "นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดํารงตําแหน่งติดต่อกันหรือไม่… " และ บทเฉพาะกาล มาตรา 264 “ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้..”

ไม่ต้องให้ใครไปขยายความเกินถ้อยคำของรัฐธรรมนูญที่ชัดเจนไม่แอบแฝง และวันนี้ประชาชนตื่นรู้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรี 7 ปี ไม่สามารถแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองได้ บ้านเมืองเราบอบช้ำมามากแล้ว บริหารประเทศมีแต่ความเหลื่อมล้ำ มีแต่กู้เงินเป็นหนี้สาธารณะเพิ่มตลอดและนำไปใช้กระจุกตัว กับเรื่องในระยะสั้น ไม่เกิดประโยชน์ประชาชนและประเทศชาติในส่วนรวม  ไม่มีอนาคตจะใช้หนี้ได้เมื่อไร มีปัญหาสังคมมากมาย รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปี ไม่ได้ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้นำที่ประชาชนเลือกจะดีกว่าครับ


วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564

"วัฒนรักษ์" แนะรัฐ เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช ประธานคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากอิทธิพลของพายุ “เตี้ยนหมู่” ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักมากในพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ซึ่งอันตรายต่อการเดินเรือ และหลายจังหวัดต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งทางหลวงไม่สามารถสัญจรได้แล้วถึง 34 แห่ง สร้างความยากลำบากให้กับคนไทยเป็นจำนวนมาก  แถมยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลพึ่งเปิดให้ท่องเที่ยว ซึ่งหากรัฐบาลยังไม่มียุทธวิธีในการแก้ไขปัญหาน้ำอย่างจริงจังและเร่งด่วน ก็จะยิ่งทำลายเศรษฐกิจไทย ซ้ำเติมจากเดิมที่แย่มากอยู่แล้ว ให้ยิ่งแย่หนักเพิ่มขึ้นไปอีก และจากการที่เราดูอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่นั้นล้วนแต่มีปริมาณน้ำที่มากกว่า หรือเท่ากับร้อยละ 80 ของปริมาณความจุของอ่างฯ เช่น แม่มอก ลำพระเพลิง ขุนด่านปราการชล มูลบน ประแสร์ หนองปลาไหล และนฤบดินทรจินดา และยังไม่เห็นว่ารัฐบาลจะออกนโยบายใดที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน ตลอดระยะเวลา 7 ปี ที่เศรษฐกิจไทยทรุดหนักที่สุดในรอบ 20 ปี ประชาชนตกงาน ขาดรายได้ แถมต้องมาเจอกับปัญหาน้ำท่วมอีก ซึ่งต้นเหตุนั้นเกิดจากความไม่พร้อม ขาดความเข้าใจ และทิ้งพี่น้องประชาชนคนไทยให้แก้ไขปัญหากันเอาเองหรือไม่อย่างไร แต่สิ่งเดียวที่ประชาชนเห็นในตอนนี้มีเพียงการแย่งกันลงพื้นที่น้ำท่วมของฝ่ายรัฐบาลเพียงเท่านั้น

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวอีกว่า พรรคพลังประชารัฐ ควรเลิกเล่นเกมส์การเมือง ชิงดีชิงเด่น แล้วหันมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างจริงจัง พรรคเพื่อไทย จึงขอเสนอนโยบายการแก้ไขปัญหาดังนี้

1. จัดทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยไม่ต้องกู้เงิน อาทิเช่น การสร้างเขื่อนและประตูเพื่อกันน้ำทะเลหนุนและจัดทำประตูเพื่อระบายน้ำลงทะเลรอบกรุงเทพฯ/สมุทรปราการ พร้อมจัดทำนโยบายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ รวมถึงการสร้างพื้นที่แก้มลิงตามแนวพระราชดำริ ในแนวบริเวณที่ลุ่มของแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ รวมถึงแม่น้ำโขงด้วยเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในเวลาที่น้ำมามากเรียกว่าเบรคน้ำ สำหรับเก็บไว้ใช้ในยามที่น้ำมีน้อย

2. ขุดเขื่อนและแม่น้ำสายหลักที่ไม่ไกลกันมากให้เข้าหากันเหมือนดังที่เคยทำมาแล้ว โดยเชื่อมแม่น้ำยมเข้ากับแม่น้ำน่าน ซึ่งจะทำให้สามารถผันน้ำได้ตามปริมาณของน้ำได้

3. สนับสนุนการสร้างป่าชุมชน 1 หมู่บ้าน 1 ป่าชุมชน เพื่อทำให้เกิดพื้นที่ชุ่มน้ำมากขึ้น

4. ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และแนะนำชาวบ้านในการปลูกหญ้าแฝกเพื่อกันดิน (Soil Erosion) ตามแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9

ปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้ง ทำให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายโดยตลอดมาเป็นระยะเวลาช้านาน และหลายครั้งที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรนำนโยบายข้างต้นทั้งหมดไปใช้ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ได้อย่างยั่งยืน เพราะการทำเพียงแค่บางข้อนั้นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมา ยอมรับว่า ไม่สามารถแก้น้ำท่วมได้ 100% คงยากที่ประชาชนจะเชื่อว่าสามารถทำได้ถึงขนาดนั้น เพราะเพียงแค่รัฐบาลสามารถที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้หนึ่งส่วนสี่ของปัญหา ก็ถือว่าดีแล้วในสายตาของประชาชน

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564

"เผ่าภูมิ" ค้านรัฐขยายเพดานหนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ กมธ. ตรวจสอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาทฯ แถลงข่าวความคืบหน้า พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาทและการขยับเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% ว่า

พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ทั้งช้า ทั้งชุ่ย 

1. “ช้า” : ไทยเจอการระบาดหนักทั้งระลอก 3 และ 4 เจอการล็อคดาวน์ที่เข้มข้น เจอเคอร์ฟิว เจอธุรกิจล้มละลาย แต่การใช้เงินกู้นี้เพื่อประคองเศรษฐกิจกลับเหมือนอยู่คนละโลก เชื่องช้า อืดอาด เสมือนใช้จ่ายงบประมาณปกติ เม็ดเงินที่ลงสู่ระบบนั้นน้อยนิด ใน 5 แสนล้านนั้น เพียง 5 หมื่นกว่าล้านที่ลงสู่ระบบ หรือเพียงราว 10% เท่านั้น เศรษฐกิจที่เสียหายจากการล็อคดาวน์เข้มข้นเดือนละ 1.5-2.5 แสนล้านบาท ถูกชดเชยด้วยเงินอัดฉีดเข้าระบบจากเงินกู้ก้อนนี้เฉลี่ยเพียงเดือน 1 หมื่นล้านบาท เมื่อเงินที่อัดฉีดเข้าระบบน้อยกว่าเงินที่หายไปถึง 15 เท่า แบบนี้เศรษฐกิจเดินต่อไม่ได้

ด้านสาธารณสุข วงเงิน 30,000 ล้าน เบิกจ่ายเพียง 1,828 ล้าน (หรือ 6%) ประเทศต้องการวัคซีนเร่งด่วน ต้องเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณสุขทันที แต่งบปรับปรุงสถานพยาบาลกลับอนุมัติ 0% เบิกจ่าย 0% 

ด้านการฟื้นฟูประเทศวงเงิน 170,000 ล้านบาทนั้น อนุมัติ 0% เบิกจ่าย 0% เช่นกัน ไม่มี ไม่ทำ ไม่สร้าง โครงการรักษาระดับการจ้างงาน หรือมาตรการคงการจ้างงาน มีแต่ชื่อโครงการ ถึงวันนี้ อนุมัติ 0% เบิกจ่าย 0% ต้องรอให้คนตกงานทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วค่อยมาตามแก้อย่างนั้นหรือ การกระตุ้นการลงทุน ยังไม่มีการใช้จ่ายเช่นกัน และท้ายสุดจะไปจบที่ “เราเที่ยวด้วยกัน ชิมช้อปใช้ คนละครึ่ง” โครงการชื่อสวย แต่ไร้ประโยชน์เช่นเคย 

2. “ชุ่ย” : ในแผนงานเงินกู้ 5 แสนล้านบาทนั้น ทุกโครงการเป็นโครงการจ่ายทิ้ง ใช้แล้วหมดไปทั้งนั้น ไม่มีเงินฟื้นฟูที่เอาไปสร้างอนาคตประเทศ ไม่มีการสร้างโครงสร้างการพัฒนาให้กับประเทศเป็นชื้นเป็นอัน ไม่มีการจัดสรรงบในส่วนนี้ และแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคนถูกละทิ้งจากเงินกู้ 5 แสนล้านนี้ พ่อค้าแม่ค้าในตลาด หาบเร่แผงลอย อาชีพกลางคืนที่ถูกเคอร์ฟิว ฯลฯ เหล่านี้ถูกมองข้าม ไม่มีโครงการเยียวยากลุ่มนี้ 

ขยายเพดานหนี้ ขยายความล้มเหลวซ้ำซาก 

พรรคเพื่อไทยเข้าใจดีถึงความจำเป็นต้องใช้เงินในการประคองเศรษฐกิจ แต่ต้องเข้าใจเช่นเดียวกันว่าความจำเป็นของการต้องใช้เงินเพิ่มนี้ ทั้งหมดเกิดจากความล้มเหลวของการใช้เงินกู้ 2 ก้อนที่ผ่านมา หากใช้ให้ดี เงินกู้ 2 ก้อนนั้น มีขนาดที่เหลือเฟือ เราจะไม่เดินมาสู่จุดนี้ ความล้มเหลวของเงินกู้ 1 ล้านล้าน ตามด้วย 5 แสนล้าน และวันนี้เปิดช่องให้รัฐบาลกู้เพิ่มได้อีกราว 1.2 ล้านล้านบาท ไม่น่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตลอด 7 ปีที่ผ่าน รัฐบาลสร้างหนี้ ไม่สร้างรายได้ หนี้โตเร็วกว่ารายได้ประเทศถึงกว่า 2 เท่าต่อปีโดยเฉลี่ย การขยายเพดานครั้งนี้ เป็นการเปิดช่องให้สร้างหนี้ที่ไม่สร้างรายได้อย่างก้าวกระโดด

ความอันตรายไม่ได้อยู่ที่ความมั่นคงทางการคลัง แต่กลับอยู่ที่เรากำลังพึงพอใจกับ “ค่านิยมล้มเหลวซ้ำซาก”เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรากำลังสนับสนุนการกู้ไปเรื่อยๆ แบบไร้จุดหมาย กู้แล้วเจ๊ง ก็กู้ใหม่ กู้อย่างไม่มีขอบเขต เป็นวังวน

การสร้างหนี้ไม่ใช่ของฟรี เป็นของที่มีราคา หนี้ที่สร้างมาจึงต้องสร้างรายได้ เมื่อหนี้ไม่สร้างรายได้ ระยะต่อไปจะได้เห็นการหารายได้ของรัฐบาลผ่านการขึ้นภาษีต่างๆ ซึ่งยิ่งทำร้ายเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก และถ้าทำไม่ได้ ท้ายสุดจึงลงเอยด้วยการกู้หนี้มาโป๊ะหนี้ต่อไปเรื่อยๆ 

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเรียนรู้จากบทเรียนความล้มเหลวในอดีต และไม่ปล่อยให้ให้ความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564

อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการยางฯ หนุนสอบทุจริต รัฐขายยางราคาต่ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจิตติน วิเศษสมบัติ อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการยางแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการยางแห่งประเทศไทย เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

กองยาง 104,000 ตัน เศษ มียาง แผ่น รมควันอัดก้อน 96 % มียางอัดก้อน  3% กว่า มีเศษยาง เกือบ 1% จัดเก็บ ใน 17 โกดัง  

มติ ครม. ให้ขายยาง กองนี้ โดยไม่ได้กำหนดวิธีการขายแต่ก็ต้องอ้างอิง พรบ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ปี พ.ศ. 2560 และข้อบังคับทางธุรกิจ ของหน่วยงานนั้นๆ ที่มี ซึ่งได้มีข้อบังคับ พ.ศ. 2561 ที่ผ่านการเห็นชอบแล้ว จาก ครม.

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ต้องเตรียมความพร้อมว่าจะขายให้ใครทีเดียวหมด โดยเริ่มวางแผน มีทั้งคนใน คนนอก และกรรมการของรัฐ นั้นทั้งคณะ วางแผนต้องทำไง?

1. หาบริษัทให้ได้โดย กำหนดเงื่อนไขพิเศษขึ้นมา แล้วเอาไปเขียนเป็น TOR เพื่อล๊อก สเป๊ก เบื้องต้นไว้ก่อน

2. ต้องหาทุนให้เพียงพอกับการซื้อครั้งนี้ โดยการวางแผน กู้เงิน ขายหุ้น และ ยืมเงินในฐานะ เป็น บ.มหาชนจึงต้อง มีการระมัดระวัง การยืมจึงทำเป็นการวางมัดจำสินค้าแทน

3. ต้องหาบริษัทมารองรับยาง ที่จะได้มา จำนวนมาก โดยได้มาแล้วต้องขายทันที ในราคาที่สมยอมกันได้ คือ วิน วิน ด้วยกันทั้ง คู่ แต่มีหลายคู่

เมื่อได้วางแผนจนกระทั้งได้หนทางแล้วก็เริ่มปฎิบัติการ เงินกู้ 2 ครั้ง ผ่านหมด ได้เงิน 1,900 ล้าน ขายหุ้นได้ภายในวันเดียว 1,300 ล้าน หาเงินในการวางมัดจำสินค้า 1,500 ล้าน จึงปฎิบัติการ

8 เมย 2564 ประชุม บอร์ด (ประชุมลับ) เพื่อกำหนด วิธีการและข้อกำหนด TOR

9 เมยายน 2564 ประกาศ TOR โดยล๊อก สเป๊ก เรียบร้อย ก็จะมีบริษัท ที่มีคุณสมบัติ เพียง 6 บริษัท แต่ออกประกาศตอนไหน กี่โมง ไม่รู้ แต่รู้เมื่อมีข่าว ใน นสพ. ว่าจะขายยางโดยการให้ข่าวของประธาน และ ผวก จึงได้มีการติดตามข่าวว่า TOR เขียนว่าไง หาใน เว็บ กยท. ก็ไม่มี จนสุดท้าย นสพ. หามาได้ แล้วเอามาลงหนังสือพิมพ์ จึงเห็นความผิดปกติ หลายประการ 

ประกาศ ให้ยื่นซอง 9-20 เมษายน 2564 

แต่ชี้แจงว่าส่งให้ทั้ง 6 บริษัท และต้องขึ้นเว็บ ทำไม เมื่อมี 6 บริษัทที่เข้าเกณฑ์ซึ่งมีวันทำการเพียง 3 วันเท่านั้น ถ้า บริษัทที่ไม่ได้เตรียมการมาก่อน จะทำตามกติกา ที่กำหนดไว้ได้หรือไม่

เปิดซองเมื่อไหร่ไม่ทราบ เพราะไม่ได้ตั้งกรรมการเปิดซอง พิจารณาราคา แต่วันที่ 22 เมษายน 2564 ได้มีการสนองรับราคา 

23 เมษายน 2564 มีการเรียกประชุม บอร์ด (ประชุมลับ) เพื่อให้ สัตยาบัน การสนองรับราคา ของ ผวก.

*การพิจารณาราคากลาง บอกจ้าง บริษัท ..... ซึ่งไม่รู้มาจากไหน และจ้างตอนไหน ทำงานตรวจสอบตอนไหน ที่ไหนบ้าง เห็นแต่คณะ ที่มีทั้งคนในและคนนอก 1 คน พร้อมผู้นำเกษตรกรในพื้นที่ กลุ่มหนึ่งไปดูยางที่ โกดัง ตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานี ซึ่งปรากฎรูปถ่ายนั่งหัวโต๊ะ ด้วยกันในห้อง ประชุม (ไปแล้วกลับมาประชุมลับในวันที่ 8 เมษา)

การสั่งการ ให้จ่ายเงินค่าตรวจสอบยาง ว่าต้องถ่ายมีพยานชัดว่าใครสั่งการให้จ่ายเพราะหามาเอง เหตุที่ต้องให้มี บริษัท มาตรวจสอบ เพื่อไว้อ้างอิง

ราคากลาง ที่ คณะบริหารยางกองนี้ กำหนดไว้ที่ 37.01 นั่น เป็นราคาที่ ตั้งไว้นานแล้วโดยอ้างถึงราคา FOB กรุงเทพ ในกสมัยที่ราคายางตอนนั้น เพียง 40 กว่าบาท/กก. ดังนั้นต้องรู้ไว้ว่า ราคา FOB ที่ประกาศทุกวัน ก็จะเปลี่ยนแปลงตลอด การกำหนด ราคา ต้อง ยางแผนรมควันอัดก้อน นั้น ต้องๆ ลบด้วยๆ ตัวเลข 3.4 บาท ของราคา FOB  ในวันนั้น

การขายยางไม่ได้ใช้ พรบ. ปี 2560 เพราะคิดว่าถ้าใช้จะกำหนด สเป๊กแบบนั้นไม่ได้

หลีกเลียงไปใช้ ข้อบังคับการขายยาง ปี พศ 2559 (ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว) และจะใช้ข้อบังคับทางธุรกิจ ปี 2561 ก็ไม่ได้ เพราะกระบวนการ จะทำแบบที่ทำกันก็ไม่ได้

จะอ้าง พรบ. ปี 2560 ว่า เพียงรายเดียวก็สามารถขายได้ เป็นการอ้างข้างๆ คูๆ ทำไม พรบ. ทั้งฉบับ จึงหยิบมาใช้เพียงข้อเดียว เท่านั้น โดยที่อย่างอื่นไม่ใช้เลย

แต่ผู้เขียน สงสัย สุดในทุกเรื่อง สำคัญที่สุด คือ ผิด พรบ.ฮั้วใช่ไหม? ใช่หรือไม่? มีหน่วยงานที่ตรวจสอบได้ทุกขั่นตอนอยู่แล้ว คือ DSI 

รอน่ะอย่าโวยวาย แล้วที่คิดว่า กยท. เป็นสถานที่ ที่จะมาแสวงหาผลประโยชน์ โดยวางแผนจะมาเป็นผู้บริหารระดับสูงเพื่อกิบรวบในทุกรายการ คงไม่สวยหรูอย่างที่คิดหรอก ถ้าหลักฐานออกมาแล้ว มาติดตามกันว่า ใครต้องโดนอะไร

"ถ้าเรื่องนี้ ไม่ทุจริต ไม่ฮั้วกันแล้ว ต่อไปจะมีรูปแบบนี้อีก มากมาย และมีอีกหลายองค์กร"

 

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564

"นพดล" ชี้เลือกตั้งบัตร 2 ใบ ประชาชนได้ประโยชน์

นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตฝ่ายกฏหมาย ของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่มีผู้วิจารณ์ว่าการแก้ รธน.ให้การเลือกตั้งไปใช้บัตร 2 ใบประชาชนไม่ได้ประโยชน์นั้น ผมเห็นว่าบัตร 2 ใบทำให้ 1) ประชาชนมีสิทธิเลือก right to choose คนและพรรคแยกกัน 2)ระบบพรรคเข้มแข็งลดการต่อรองทางการเมือง 3)เปิดทางคนเก่งเข้าสู่การเมืองเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อแยกคำนวณจาก สส. เขตชัดเจน และ 4) สูตรคำนวณสส.ชัดเจนสามารถประกาศผลเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลแก้ปัญหาประชาชนได้เร็วขึ้น สิ่งข้างต้นประชาชนได้ประโยชน์

การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบในตัวของมันเองไม่ได้ทำให้พรรคใดได้เปรียบ แต่ทำให้ไม่มีพรรคใดเสียเปรียบ เพราะทุกพรรคแข่งในสนามเลือกตั้งและสามารถส่งผู้สมัครได้เท่าเทียม ผมเห็นว่าผลการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในวันเลือกตั้งว่านโยบาย โดน ผู้สมัคร ดี แคนดิเดทนายกฯ ดัง ผลงานพรรค เด่น หรือไม่ โดยเฉพาะในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ ปัจจัยสำคัญคือ 1)นโยบายและแนวทางที่จะกู้วิกฤตโควิด และวิกฤตเศรษฐกิจ ที่แต่ละพรรคจะเสนอก่อนเลือกตั้งนั้นต้องคมชัดตรงเป้า และ 2)ผลงานและชื่อเสียงพรรคว่าเคยทำสำเร็จตามนโยบายหรือไม่

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564

"ธีรรัตน์" ดีใจ เยาวชน-คนรุ่นใหม่สนใจการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิคอนราด-อเดนาวร์ (KAS) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย (iDS) โดย ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ จัดงานเสวนาวิชาการแบบออนไลน์ ในประเด็น "นโยบายการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศของไทย" โดยมีวิทยากรจากหลากหลายมิติ คุณนภาจรีย์ จิวนันทประวัติ ผู้จัดการอาวุโสด้านโครงการมูลนิธิคอนราด-อเดนาวร์ ดร.ธีรรัตน์ สาเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ และเลขานุการกรรมาธิการการต่างประเทศ ดร.อันธิกา ปรียานนท์ เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก สำนักงานสหประชาชาติ (UN ESCAP) กรุงเทพฯ ดร.จุฑามณี สามัคคีนิชย์ และ ผศ.ชาญณวุฒ ไชยรักษา อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และ รัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ทั้งนี้ ดร.ธีรรัตน์ สาเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ และเลขานุการกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมแสดงทัศนะ โดยกล่าวถึงบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยในกิจการต่างประเทศเอาไว้ 3 ข้อหลักๆ ได้แก่ (1.) การพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ เนื่องจากความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญา การติดต่อการค้า หรือการลงทุน ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศทั้งสิ้น นอกจากนี้การช่วยเหลือคนไทยที่ประสบปัญหาในประเด็นต่างๆในต่างประเทศ มีความจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับประเทศนั้นๆ ดังนั้นความสัมพันธ์ที่ดีของประเทศไทยกับนานาประเทศจึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของ Covid-19 ที่มีประเด็นที่ละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น ประเด็นในด้านการ Quarantine ก่อนการเดินทาง หรือการช่วยเหลือนักเรียนไทยหรือแรงงานไทยที่ติดค้างอยู่ต่างประเทศ และปัญหาการเรียกร้องความเป็นธรรมในบริเวณเขตชายแดน เป็นต้น ทำให้บทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยิ่งทวีความสำคัญยิ่งขึ้นไป (2.) การเสนอแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงานช่วยเหลือประชาชน หรือการเชิญเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศมาให้ข้อมูลเพื่อหาทางช่วยเหลือ รวมถึงการหางบประมาณมาใช้ในการช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินต่างๆ เป็นต้น และ (3.) การแสดงจุดยืนในฐานะพลเมืองโลก ซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่รวมถึงประเด็นในระดับระหว่างประเทศด้วย โดยมีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การแสดงจุดยืนให้ประเทศพม่าหยุดใช้ความรุนแรงกับประชาชน เป็นต้น (4.) การเสริมสร้างความเข้มแข็ง หรือการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง หรือกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง (5.) การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประชาคมอาเซียน เนื่องจากปัญหาภายในประเทศหลักๆมาจากการที่ประเทศไทยขาดความมั่นคงทางการเมือง ทำให้ความสัมพันธ์กับต่างประเทศถดถอย เพราะสูญเสียความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ โดยมีสาเหตุมาจากการไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพ หรือสิทธิมนุษยชน หรือหลักการสากลต่างๆ เป็นต้น บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงมีความสำคัญกับการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดร.ธีรรัตน์ สาเร็จวาณิชย์ ได้กล่าวด้วยว่า “วิสัยทัศน์หรือภาวะผู้นำของผู้นำประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญและมีผลต่อการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงถาม-ตอบท้ายของงานเสวนา ดร.ธีรรัตน์ สาเร็จวาณิชย์ ได้กล่าวว่า กรรมาธิการการต่างประเทศเห็นความสำคัญของการส่งเสริมบทบาทเยาวชนที่มีส่วนร่วมทางการเมือง และดีใจที่ปัจจุบันน้อง ๆ นักศึกษาเข้าใจในสิทธิเสรีภาพมากขึ้น และออกมาส่งเสียงเพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ได้มากขึ้น


"คอนราดฯ-ไอดีเอส" เสวนานโยบายการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศของไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิคอนราด-อเดนาวร์ (KAS) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย (iDS) โดย ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ จัดงานเสวนาวิชาการแบบออนไลน์ ในประเด็น "นโยบายการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศของไทย" โดยมีวิทยากรจากหลากหลายมิติ คุณนภาจรีย์ จิวนันทประวัติ ผู้จัดการอาวุโสด้านโครงการมูลนิธิคอนราด-อเดนาวร์ ดร.ธีรรัตน์ สาเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ และเลขานุการกรรมาธิการการต่างประเทศ ดร.อันธิกา ปรียานนท์ เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก สำนักงานสหประชาชาติ (UN ESCAP) กรุงเทพฯ ดร.จุฑามณี สามัคคีนิชย์ และ ผศ.ชาญณวุฒ ไชยรักษา อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และ รัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ในนามสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย กล่าวว่า การจัดเสวนาในครั้งนี้ เป็นความมุ่งหมายของทาง มูลนิธิคอนราด-อเดนาวร์ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย และ คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมไปถึงนโยบายการพัฒนาระหว่างประเทศที่เป็นความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของสหภาพยุโรป บทบาทของสหประชาชาติ UN ที่มีต่อการพัฒนาประเทศต่างๆ การดำรงอยู่ของประเทศต่างๆ ในปัจจุบันนี้ ไม่สามารถแยกออกจากความเป็นประชาคมโลก และ พลเมืองโลกได้  โดยเฉพาะหลังยุค Globalization เป็นต้นมาทำให้ประเทศต่างๆ เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน เกี่ยวข้องซึ่งกันและกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนทั้งสินค้าทรัพยากร การเคลื่อนย้ายของประชากรต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาใหม่ๆเกิดความท้าทายใหม่ๆขึ้น ซึ่งความท้าทายเหล่านั้นที่เรียกว่า Global Problems จำเป็นที่ต้องแก้ไขโดยบริบทของการเมืองระหว่างประเทศ เป็นทางออกของประชาคมโลก หรือ Global Solution สำหรับหลายๆประเทศที่ต้องมาขบคิดแสวงหาทางออกร่วมกัน การจัดงานในวันนี้ เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองด้านต่างๆ ว่าบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในการบรรลุภารกิจเพื่อแก้ไขปัญหาของมวลมนุษยชาติ การแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศด้วยกัน มีการขับเคลื่อนในมิติต่างๆอย่างไรบ้างครับ

ทั้งนี้ ดร.ธีรรัตน์ สาเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ และเลขานุการกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมแสดงทัศนะ โดยกล่าวถึงบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยในกิจการต่างประเทศเอาไว้ 3 ข้อหลักๆ ได้แก่ (1.) การพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ เนื่องจากความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญา การติดต่อการค้า หรือการลงทุน ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศทั้งสิ้น นอกจากนี้การช่วยเหลือคนไทยที่ประสบปัญหาในประเด็นต่างๆในต่างประเทศ มีความจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับประเทศนั้นๆ ดังนั้นความสัมพันธ์ที่ดีของประเทศไทยกับนานาประเทศจึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของ Covid-19 ที่มีประเด็นที่ละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น ประเด็นในด้านการ Quarantine ก่อนการเดินทาง หรือการช่วยเหลือนักเรียนไทยหรือแรงงานไทยที่ติดค้างอยู่ต่างประเทศ และปัญหาการเรียกร้องความเป็นธรรมในบริเวณเขตชายแดน เป็นต้น ทำให้บทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยิ่งทวีความสำคัญยิ่งขึ้นไป (2.) การเสนอแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงานช่วยเหลือประชาชน หรือการเชิญเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศมาให้ข้อมูลเพื่อหาทางช่วยเหลือ รวมถึงการหางบประมาณมาใช้ในการช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินต่างๆ เป็นต้น และ (3.) การแสดงจุดยืนในฐานะพลเมืองโลก ซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่รวมถึงประเด็นในระดับระหว่างประเทศด้วย โดยมีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การแสดงจุดยืนให้ประเทศพม่าหยุดใช้ความรุนแรงกับประชาชน เป็นต้น (4.) การเสริมสร้างความเข้มแข็ง หรือการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง หรือกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง (5.) การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประชาคมอาเซียน เนื่องจากปัญหาภายในประเทศหลักๆมาจากการที่ประเทศไทยขาดความมั่นคงทางการเมือง ทำให้ความสัมพันธ์กับต่างประเทศถดถอย เพราะสูญเสียความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ โดยมีสาเหตุมาจากการไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพ หรือสิทธิมนุษยชน หรือหลักการสากลต่างๆ เป็นต้น บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงมีความสำคัญกับการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดร.ธีรรัตน์ ได้กล่าวด้วยว่า “วิสัยทัศน์หรือภาวะผู้นำของผู้นำประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญและมีผลต่อการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย”

ทางด้าน คุณนภาจรีย์ จิวนันทประวัติ ผู้จัดการอาวุโสด้านโครงการมูลนิธิคอนราด-อเดนาวร์ กล่าวว่า ได้อธิบายว่าชื่อมูลนิธิมาจากชื่อของนายกรัฐมนตรีคนแรกของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Federal Republic of Germany) เนื่องจากผู้ร่วมก่อตั้งมีความประทับใจในแนวทางการบริหารงานของท่าน ที่ทำให้เกิดความมั่นคงทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศเยอรมัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งคือ การส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ (Liberty) ความเสมอภาค (Equality) และภราดรภาพ (Fraternity) ของคนในเยอรมันและคนทั่วโลก เนื่องจากมูลนิธิฯมีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย (Democracy) โดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) เพราะเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม (Participation) มูลนิธิฯจึงได้มีสาขาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงอยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเป็นส่วนใหญ่ ในประเทศไทยมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจ โดยได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ของรัฐสภาด้วย นอกจากนี้ทางมูลนิธิฯยังเชื่ออีกว่าความยุติธรรม (Justice) จะสามารถลดความขัดแย้งได้ จึงได้พัฒนาส่งเสริมหลักนิติธรรม (Rule of Law) ของประเทศไทยมาโดยตลอด ทั้งในด้านระบบและด้านบุคลากร ตลอดจนการพัฒนากฎหมาย โดยวิทยากรให้ความเห็นว่ากฎหมายเป็นสิ่งที่พัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ตามความเหมาะสมและความต้องการของประชาชน

ขณะที่ ดร.อันธิกา ปรียานนท์ เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก สำนักงานสหประชาชาติ (UN ESCAP) กรุงเทพฯ ได้ร่วมแสดงทัศนะโดยระบุว่า UN ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยประเทศผู้ก่อตั้งเริ่มแรก 51 ประเทศ ซึ่งได้มีการออกกฎบัตรสหประชาชาติ (Charter of the United Nations) อันเป็นข้อตกลงที่บรรดาประเทศผู้ก่อตั้งและร่วมเป็นสมาชิก UN ได้ให้สัตยาบันเข้าผูกพัน โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และหลักการ ตลอดจนวิธีการดำเนินงานต่างๆของ UN ถือเป็นกฎหมายระหว่างประเทศและสัญลักษณ์การเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของ UN ปัจจุบัน UN มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศ นับรวมประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม ปี 1946 หน่วยงานที่เป็นฟันเฟืองหลักของ UN ในงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relation) คือ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (General Assembly: GA) หลักการคือ ประเทศสมาชิกทุกประเทศจะเข้าประชุมที่ GA โดยแต่ละประเทศจะมี 1 เสียง (Vote) เท่าเทียมกัน ซึ่งประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศสมาชิก UN และพยายามให้ได้รับการยอมรับเสมอมา และนอกจากนี้ มีอีกหนึ่งหน่วยงานที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (The United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: UN-ESCAP) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของโลก UN-ESCAP ถือเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ใหญ่ที่สุดของ UN เนื่องจากภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีประชากรถึง 4.1 พันล้านคน หรือ 2 ใน 3 ของประชากรโลก อย่างไรก็ดีประเทศไทยก็พยายามเป็นสมาชิกที่ดีและกระตือรือร้นในเวที UN-ESCAP เสมอมาเช่นเดียวกันกับเวทีอื่นๆของ UN นอกจากนี้สำนักงานใหญ่ของ UN-ESCAP ก็ตั้งอยู่ที่ประเทศไทยด้วย ทำให้เกิดประโยชน์ในมิติต่างๆตามมามากมาย หนึ่งในประโยชน์ที่ประเทศไทยรวมถึงประเทศเล็กๆอื่นๆได้รับจาก UN หรือ UN-ESCAP ก็คือ สามารถหลีกเลี่ยงการเจรจาที่มีลักษณะเป็นแบบฝั่งหนึ่งได้ประโยชน์อีกฝั่งหนึ่งเสียประโยชน์ได้ (Zero-sum Game) นับเป็นการเปิดโอกาสในการพัฒนามากยิ่งขึ้น รวมถึงโอกาสในการได้รับการสนับสนุนหรือความร่วมมือจากนานาประเทศด้วยในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมนานาชาติ (International Society) อีกหนึ่งผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการเป็นสมาชิก UN หรือ UN-ESCAP คือ การได้รับการยอมรับจากสังคมโลก หรือภาพพจน์ที่ดีของประเทศไทยในสายตาประชาโลก นอกจากนี้ยังได้บุคลากรที่มีความรู้ในระดับผู้เชี่ยวชาญมาช่วยงานในด้านต่างๆด้วย เช่น การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร (Capacity Building) พลังงาน (Energy) และการจัดการภัยพิบัติ (Disaster Relief) เป็นต้น