นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เตรียมเสนอให้เพิ่มอำนาจกกต.โดยกำหนดให้ระหว่างการเลือกตั้งพนักงานกกต.สามารถเข้าตรวจค้นผู้สมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ว่า “กกต.มีอำนาจเด็ดขาดอยู่แล้ว เมื่อพบการกระทำผิดก็สามารถจัดการได้ทันที ก่อนจะติดดาบเพิ่มอำนาจตรวจค้นให้ กกต.อยากให้กกต.ตรวจสอบและชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มการเมืองที่ก่อจลาจลชัตดาวน์ประเทศล้มการเลือกตั้ง ตามทฤษฎีสมคบคิดนำไปสู่ความรุนแรง สร้างสุญญากาศทางการเมือง เป็นความจงใจของกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารประเทศด้วยวิธีการนอกระบบ มีการวางแผนทำกันเป็นกระบวนการ ก่อนวิกฤติ 22 พฤษภาคม 2557 ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาจนถึงทุกปัจจุบัน วันนี้ดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ล้มการเลือกตั้งไปถึงไหน บุคคลระดับแกนนำที่เป็นผู้สั่งการให้มวลชนขัดขวางการเลือกตั้งถูกดำเนินคดีหรือไม่ หรือจำกัดความผิดไว้เฉพาะแกนนำกปปส.ในระดับจังหวัดเท่านั้น การปฏิบัติการครั้งนั้นไม่ใช่เพียงการล้มการเลือกตั้ง แต่เป็นความพยายามที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย บนสมมุติฐานที่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2561 นี้ กกต.ควรชี้แจงกับสังคมว่าได้ดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ล้มการเลือกตั้งเหล่านั้นอย่างไร การดำเนินคดีไปถึงไหน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับกลุ่มคนที่อาจเตรียมการล้มการเลือกตั้งในครั้งหน้า”
วันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561
"อนุสรณ์" สอน กกต. เอาผิดชัตดาวน์ประเทศล้มการเลือกตั้ง
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เตรียมเสนอให้เพิ่มอำนาจกกต.โดยกำหนดให้ระหว่างการเลือกตั้งพนักงานกกต.สามารถเข้าตรวจค้นผู้สมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ว่า “กกต.มีอำนาจเด็ดขาดอยู่แล้ว เมื่อพบการกระทำผิดก็สามารถจัดการได้ทันที ก่อนจะติดดาบเพิ่มอำนาจตรวจค้นให้ กกต.อยากให้กกต.ตรวจสอบและชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มการเมืองที่ก่อจลาจลชัตดาวน์ประเทศล้มการเลือกตั้ง ตามทฤษฎีสมคบคิดนำไปสู่ความรุนแรง สร้างสุญญากาศทางการเมือง เป็นความจงใจของกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารประเทศด้วยวิธีการนอกระบบ มีการวางแผนทำกันเป็นกระบวนการ ก่อนวิกฤติ 22 พฤษภาคม 2557 ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาจนถึงทุกปัจจุบัน วันนี้ดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ล้มการเลือกตั้งไปถึงไหน บุคคลระดับแกนนำที่เป็นผู้สั่งการให้มวลชนขัดขวางการเลือกตั้งถูกดำเนินคดีหรือไม่ หรือจำกัดความผิดไว้เฉพาะแกนนำกปปส.ในระดับจังหวัดเท่านั้น การปฏิบัติการครั้งนั้นไม่ใช่เพียงการล้มการเลือกตั้ง แต่เป็นความพยายามที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย บนสมมุติฐานที่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2561 นี้ กกต.ควรชี้แจงกับสังคมว่าได้ดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ล้มการเลือกตั้งเหล่านั้นอย่างไร การดำเนินคดีไปถึงไหน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับกลุ่มคนที่อาจเตรียมการล้มการเลือกตั้งในครั้งหน้า”
วันจันทร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561
เพื่อไทยแนะรัฐเลิกปิดกั้นทางการเมือง หนุนแข่งนโยบายเสรี-เป็นธรรม
นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าตนเป็นนักการเมืองและไม่ปิดทางตนเองในการเป็นนายกฯคนนอกนั้นว่า “ผมว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจและถึงบางอ้อแล้ว ว่าที่ผ่านมาการดำเนินการแต่ละขั้นแต่ละตอนต้องการไปสู่เป้าหมายใด ผมไม่ค่อยสนใจปัญหาตัวบุคคล แต่สนใจปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างทางการเมืองว่าจะเดินไปอย่างไร? เพราะการเมืองควรเปิดกว้าง เสรี และเป็นธรรมสำหรับทุกพรรค อุปมาเหมือนเล่นฟุตบอล ต้องแยกชัดเจนระหว่างกรรมการกับผู้เล่น ถ้ากรรมการจะมาเป็นผู้เล่นก็ไม่ควรเป็นผู้ออกกฎตัดสินเกม ใช่หรือไม่? มิฉะนั้นมันก็ไม่เป็นธรรมกับผู้เล่นคนอื่น คนๆเดียวจึงไม่ควรเป็นทั้งกรรมการและผู้เล่นในเวลาเดียวกัน การเมืองต้องมีแฟร์เพลย์”
นายนพดล ฝากคำถามถึงพี่น้องประชาชน ว่า
1. ถ้าผู้มีอำนาจไม่ปิดทางเป็นนายกฯหลังเลือกตั้งจริง การคงอำนาจมากตามมาตรา 44 ไว้จนถึงวันเลือกตั้ง มีประเทศใดทำบ้าง? เป็นธรรมต่อพรรคการเมืองอื่นหรือไม่?
2. คนที่เป็นนักการเมืองในสนาม ควรมีสิทธิห้ามคนอื่นทำกิจกรรมทางการเมืองเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การแข่งขัน ได้หรือไม่? เป็นธรรมกับคนอื่นหรือไม่?
3. เมื่อมีความชัดเจนแล้วว่าผู้เล่นมีใครบ้าง ได้เวลาหรือยัง? ที่ต้องเลิกปิดกั้นการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเพื่อแข่งกันอย่างเสรีและเป็นธรรมเพื่อจัดทำนโยบาย และระดมสมองหาทางออกให้กับประเทศ
4. ประชาชนได้ประโยชน์จากการห้ามไม่ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมหรือไม่? ข้ออ้างว่าที่ยังไม่ปลดล็อคให้ทำกิจกรรม เพราะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองฟังขึ้นหรือไม่?
วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561
"สุรพงษ์" หนุนคนรุ่นใหม่มุ่งการเมือง แนะพรรคใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มศักยภาพ
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในสมัยรัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
“ทำไมพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลายในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2544”
วันนี้เมื่อ 17 ปีที่แล้ว การเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2544 ทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไป ไม่ย้อนกลับไปเหมือนเดิมอีก พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (248 คนจาก 500 คน) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผลการเลือกตั้งทำให้หลายฝ่ายงุนงง แทบไม่เชื่อว่าเป็นความจริง บางคนบอกว่า มีการซื้อเสียงกันมโหฬาร บางคนบอกว่า เป็นปาฏิหารย์ แล้วอะไรกันแน่? ทำให้พรรคไทยรักไทยซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นเพียง 2 ปี 5 เดือน เอาชนะพรรคเก่าแก่ทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคความหวังใหม่ พรรคชาติไทย และพรรคชาติพัฒนาได้
เมื่อทบทวนผลการเลือกตั้งก่อนหน้านั้น 3 ครั้ง พบว่า พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 ได้จำนวน ส.ส. เพียง 22% - 32% และ ใกล้เคียงกับอันดับ 2 มาก ส่วนการเลือกตั้ง พ.ศ.2544 พรรคไทยรักไทยทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์เกือบเท่าตัว (248 :128) ปัจจัยที่ทำให้ผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องซื้อเสียงที่เล่าขานกันมาทุกยุคทุกสมัย เพราะการซื้อเสียงย่อมไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากการเลือกตั้ง 3 ครั้งก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญขนาดนี้ ผมคิดว่า มีปัจจัยอย่างน้อย 3 ประการที่สร้าง "ปาฏิหาริย์" น่าตื่นตะลึงนี้
1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 สร้างระบบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คนขึ้นมา เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบพรรคเป็นครั้งแรก และยังแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว เขตที่เล็กลง ทำให้ผู้สมัคร ส.ส. หาเสียงแบบเข้าถึงประชาชนได้ทั่วถึงมากขึ้น ทุกพรรคการเมืองใช้เพียงเบอร์เดียวในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั้งประเทศ ทำให้ง่ายต่อการจดจำของประชาชนผู้มาเลือกตั้ง การเกิดขึ้นของคณะกรรมการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก เป็นอีกหนึ่ง "นวัตกรรม" ของรัฐธรรมนูญนี้ และการทำงานของ กกต. ชุดแรกซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นชุด "ดรีมทีม" ที่ทำงานอย่างเข้มงวดจริงจัง ทำให้คืนหมาหอนคลายมนต์ขลังลงไปมาก
2. พรรคไทยรักไทยตั้งเป้าเป็นพรรคการเมืองแนวทางใหม่ที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ชูนโยบาย "คิดใหม่ ทำใหม่" ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส พัฒนาคน พัฒนาประเทศ จัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ เกษตร การศึกษา สาธารณสุข ยาเสพติด การต่างประเทศ ประชุมกันอย่างต่อเนื่อง มีทั้งนักคิด นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน มาร่วมให้ความเห็น มีการจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่นโยบายด้วยหลากหลายรูปแบบ เช่น ทำหนังสือคู่มือนโยบายด้านต่างๆ จัดนิทรรศการ SME ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดประชุมใหญ่ตัวแทนสมาชิกพรรคจากทั่วประเทศเพื่อประกาศ 11 วาระแห่งชาติ ที่ยิมเนเซียม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เป็นต้น ที่น่าสนใจมากคือ การติดตั้งป้ายฟิวเจอร์บอร์ดที่เราเห็นคุ้นตากันตามถนนเมื่อมีการเลือกตั้ง แต่พรรคไทยรักไทยทำป้ายแบบนี้ หลายหมื่นแผ่นไปติดตั้งที่กลางหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศ ก่อนเลือกตั้งนานแรมปี จนมีคนแซวว่า ป้ายคงผุพังไปก่อนได้เลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่นโยบายอย่าง "พักหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค" ได้เข้าไปอยู่ในใจประชาชนจำนวนมากไปแล้วก่อนประกาศวันเลือกตั้งเสียอีก
3. พรรคไทยรักไทยใช้การบริหารจัดการองค์กรสมัยใหม่ในการวางแผนเลือกตั้ง และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่อายุ 30-40 ปีเข้ามาทำงานการเมือง มีทั้ง นักวิชาการ แพทย์ พยาบาล นักธุรกิจ ผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชน คนรุ่นใหม่เหล่านี้ มีพลังมุ่งมั่น มีอุดมการณ์ จุดอ่อนคือ ยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวาง เราเรียกกันเล่นๆ ว่า "นกแล" แต่นกแลเหล่านี้แหละที่เดินหาเสียงอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย จนเข้าโค้งสุดท้าย นักการเมืองอาวุโสเจ้าของพื้นที่ ชนะเลือกตั้งมาแล้วหลายสมัยเริ่มหวั่นไหว เมื่อผลเลือกตั้งออกมา ปรากฎว่า "ช้างล้ม" ไปจำนวนมากเพราะ "นกแล" หนุ่มสาวนี้เอง ดูจากรายชื่อ ส.ส. ที่พรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้งมาในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2544 จำนวน 248 คน พบว่า เป็น ส.ส. เก่าจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2539 เพียง 93 คนเท่านั้น ที่เหลืออีก 155 คน บางคนเป็นอดีต ส.ส. ที่ไม่ได้รับเลือกตั้งในปี 2539 แต่ส่วนใหญ่ คือ "นกแล" ที่มีพลังสร้างสรรค์
การเลือกตั้งใหญ่ที่เราอยากให้มาถึงปลายปีนี้ ไม่มีใครรู้ว่า ผลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 จะเปลี่ยนระบบนิเวศของการเลือกตั้งไปมากขนาดไหน?
ไม่มีใครรู้ว่า Social media อย่าง Facebook, Twitter, Instagram จะส่งผลในการรับรู้ข่าวสารการเลือกตั้ง แล้วมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ลงคะแนนมากมายเหมือนใน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ หรือไม่?
ไม่มีใครรู้ว่า คนที่เคยไปเลือกตั้งเมื่อ 7 ปีที่แล้วยังคิดเหมือนเดิมไหม? และคนที่อายุ 11-17 ปีที่ไม่มีสิทธิลงคะแนนเมื่อ 7 ปีที่แล้วอีกหลายล้านคน คิดอย่างไรกับอนาคตของเขาเมื่อไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง?
แต่ผมรู้แน่ว่า แนวทาง วิธีคิด วิธีบริหารจัดการ เป๊ะๆอย่างที่พรรคไทยรักไทยเคยเริ่มไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว และพรรคการเมืองอื่นทำตามอย่าง ไม่เพียงพอแล้วในวันนี้ วันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก พรรคการเมืองทุกพรรคต้องทำมากกว่านั้น ต้องมีนโยบายที่รองรับอนาคตของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างถึงแก่น พรรคการเมืองต้องดึงดูดคนรุ่นใหม่อายุ 30-40 ปีที่เก่งกาจสามารถด้านเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กฎหมาย รัฐศาสตร์ การจัดการ จำนวนมากมายในสังคมนี้ เข้ามาทำงานการเมือง เข้ามาร่วมรับผิดชอบ คิด และขับเคลื่อนนโยบายที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก พรรคการเมืองต้องมี Platform ของการจัดการแบบใหม่ที่ใช้ศักยภาพของ Social Network ได้เต็มที่ในทุกระดับ ทั้งกระบวนการจัดการภายใน การทำนโยบาย การรณรงค์หาเสียง และการระดมทุน
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เราพูดกันว่า Differentiate or Die
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราพูดกันว่า Innovate or Die
วันนี้ ผมเชื่อว่า พรรคการเมืองต้อง Disrupt or Die
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561
”นพดล” ย้ำเพื่อไทยฟังเสียงประชาชน ไม่มีแนวคิดจับมือประชาธิปัตย์
นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอของนายพิชัย รัตตกุล ให้พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายพิชัยเป็นผู้ใหญ่ ท่านมีความปรารถนาดี อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยไม่เคยมีการพูดคุยเรื่องนี้ ส่วนตัวเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะพิจารณาจับมือกับพรรคใด และการทำงานร่วมกันต้องคำนึงถึงอุดมการณ์และนโยบายด้วยว่าไปด้วยกันได้หรือไม่ และที่สำคัญต้องฟังเสียงสมาชิกของพรรคและเคารพเสียงประชาชนในการเลือกตั้งด้วย ความเร่งด่วนของพรรคเพื่อไทยคือการเสนอทางออกให้กับประเทศและประชาชนจากปัญหาเศรษฐกิจ การเพิ่มขีดความสามารถให้คนไทยและประเทศไทย การสร้างความปรองดองและนำความสุขมาให้คนไทย พรรคมีงานต้องทำอีกมาก ทั้งการปฏิรูปพรรค การทำนโยบาย และการพัฒนาให้พรรคเป็นที่พึ่งหวังของประชาชน จึงยังไม่ถึงเวลาว่าจะพิจารณาจับมือกับพรรคการเมืองใด
วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561
“จาตุรนต์” วิจารณ์ประยุทธ์รับเป็นนักการเมือง หวังพรรคทหารกลับสู่อำนาจ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
พลเอกประยุทธ์ : เป็นนักการเมืองจริงหรือ ?
นายกรัฐมนตรีถือเป็นข้าราชการการเมือง เมื่อเป็นผู้มีอำนาจและใช้อำนาจทางการเมืองในการบริหารประเทศ ไม่ว่าจะสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ ก็ถือได้ว่าเป็นนักการเมืองในความหมายหนึ่ง
แต่ที่พลเอกประยุทธ์ยืนยันมาตลอดว่า ตนเองไม่ใช่นักการเมือง ก็เพราะพลเอกประยุทธ์ต้องการเหยียดหยามประณามนักการเมืองว่า เป็นคนเลวและเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหลายทั้งปวง พร้อมกันนั้นก็ยืนยันว่า ตนเองไม่ใช่นักการเมือง และดังนั้น จึงเป็นคนดี
แต่พอมีคนเสนอให้หาทางป้องกันไม่ให้รัฐบาลทหารครองอำนาจต่อไปอีกนานๆ พลเอกประยุทธ์ก็รู้สึกเดือดร้อน ต้องออกมาปฏิเสธว่า ตนไม่ใช่รัฐบาลทหาร แต่เป็นนักการเมือง
ที่พูดอย่างนี้ ความจริงก็ไม่มีอะไรมาก เพียงต้องการที่จะไม่ให้ตนเองต้องตกเป็นเป้าและลดแรงต่อต้านที่มีต่อรัฐบาลทหาร เพื่อให้ตนเองอยู่นานๆและสามารถกลับเข้าสู่อำนาจได้อีกครั้งหลังการเลือกตั้ง
แล้วรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เป็นรัฐบาลอะไรกันแน่ รัฐบาลทหารหรือรัฐบาลนักการเมือง
ความจริง เวลาที่เขาพูดถึงรัฐบาลทหารกันนั้น มักหมายถึงรัฐบาลที่มาจากการใช้กำลังทหารหรือกองทัพเข้ายึดอำนาจ มีความหมายตรงข้ามกับรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลทหารในความหมายนี้ มีอยู่ในประเทศไม่กี่ประเทศในโลกและถือเป็นเรื่องน่ารังเกียจ จนพลเอกประยุทธ์ต้องพยายามชิ่งหลบว่า ตนเองเป็นนักการเมือง
แต่พลเอกประยุทธ์ได้อำนาจมาในขณะที่ตนเองเป็นผู้บัญชาการทหารบกและใช้กำลังทหารหรือกำลังของกองทัพเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง นับแต่นั้นมาพลเอกประยุทธ์จึงเป็นหัวหน้ารัฐบาลทหารตลอดมา
แม้ต่อมาพลเอกประยุทธ์จะเกษียณอายุราชการและพ้นจากความเป็นผบ.ทบ.แล้ว แต่พลเอกประยุทธ์ก็ยังมีอำนาจทางทหารอยู่ เนื่องจากมีอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวในฐานะที่เป็นหัวหน้าคสช. ที่มีผบ.ทบ.เป็นเลขาธิการ ในขณะนี้พลเอกประยุทธ์จึงยังคงเป็นหัวหน้ารัฐบาลทหารอยู่
หากหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าพลเอกประยุทธ์ใช้ระบบกลไกที่ได้สร้างไว้ รวมถึงฐานสนับสนุนจากกองทัพทำให้เป็นรัฐบาลต่อไปได้อีก รัฐบาลนั้นก็หนีไม่พ้นที่จะต้องถูกเรียกว่ารัฐบาลหารอยู่นั่นเอง
นอกจากนั้นใน 3-4 ปีที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ยังได้ใช้คำอธิบายที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองอย่างมาก ที่บอกว่ารัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งนั้นไม่สามารถทำให้บ้านเมืองสงบได้ มีแต่ความวุ่นวาย ความรุนแรง ต้องให้รัฐบาลของตนเข้ามาควบคุมอำนาจ จึงจะทำให้บ้านเมืองสงบนั่น ก็คือ การสร้างหลักเหตุผลค่านิยมที่เกื้อกูลต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาลทหาร
พลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้ารัฐบาลทหารมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร ยังเป็นอยู่ และต้องการเป็นไปอีกนาน
ดังนั้น การที่พลเอกประยุทธ์ออกมาบอกว่า ตนเองเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหารจึงไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ายินดีอะไร หากแต่เป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมที่พลเอกประยุทธ์ต้องการใช้เพื่อลดกระแสคัดค้านรัฐบาลทหารและเพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจต่อไปอีกนานๆเท่านั้นเอง
......
“เพื่อไทย” เผยประยุทธ์จำนนยอมรับเป็นนักการเมือง-จับตาเดินสายล็อบบี้ตั้งพรรคทหาร
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าตนไม่ใช่ทหาร แต่เป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร ว่า “การยอมรับดังกล่าว เพราะจำนนด้วยหลักฐานหรือไม่? กล่าวคือ จะเห็นได้ว่า การลงพื้นที่ในการประชุม ครม.สัญจรก็ดี หรือส่วนตัวก็ดี มีการนัดพบกลุ่มนักการเมืองทั้งโดยเปิดเผยและในทางลับ สอดคล้องกับข่าวการตั้งพรรคทหารหรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอก ประกอบกับเมื่อมีคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 เท่ากับรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองและอดีต ส.ส. โดยอ้อม การอ้างว่าเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างพรรคการเมืองเก่ากับพรรคการเมืองใหม่ เป็นกลยุทธ์ที่จะเอาเปรียบทางการเมืองหรือไม่? จึงอาจจะเพิ่มน้ำหนักว่า เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง
ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ที่ร้องขอให้แก้ไข พรป.พรรคการเมืองเป็นกลุ่มการเมืองที่ประกาศว่าจะสนับสนุนผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรี จึงทำให้เห็นภาพการเตรียมการอย่างเป็นกระบวนการ ตั้งแต่การกำหนดกติกาในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เอื้อให้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอก มาจนถึงการจัดตั้งพรรคการเมืองสนับสนุนตนและพวกพ้อง และการเดินล็อบบี้กลุ่มการเมืองต่างๆ ทั้งโดยเปิดเผยและทางลับดังกล่าวข้างต้น ยิ่งเมื่อติดตามเหตุการณ์ย้อนหลัง จะเห็นว่าฟากฝั่งประชาธิปไตยถูกดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่กลุ่มการเมืองที่ไม่ยอมรับกติกายังอยู่ดีและมีอำนาจต่อรองสูงในการรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองโดยอ้อมดังกล่าว”
นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญว่า “เหตุผลหรือวัตถุประสงค์ในการยึดอำนาจเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ได้อ้างว่า เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง สร้างความปรองดองในบ้านเมือง ปฏิรูปประเทศ และปราบปรามการทุจริต กล่าวโดยสรุปก็คือ เข้ามาเป็น "คนกลาง" เพื่อสะสางปัญหาบ้านเมือง ดังนั้น เมื่อตัวตนได้เปิดเผยออกมา จึงน่าจะมิใช่ "คนกลาง" ดังที่ประชาชนคาดหวัง ประกอบกับเมื่อมีคำกล่าวสำคัญที่ว่า "ได้ใช้กองหนุนเกือบจะหมดแล้ว" น่าจะเป็นสัญญาณว่า เวลาในการทำหน้าที่ที่เคยอ้างว่าเป็น "คนกลาง" ได้จบลงหรือไม่?”
นายชวลิต กล่าวในที่สุดว่า “เมื่อนายกรัฐมนตรียอมรับว่าเป็นนักการเมืองเต็มตัว และประกาศต่อสาธารณะว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 2561 นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ท่านเปิดตัวเป็นทางเลือกของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอก หรือเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะท่านเคยปฏิเสธตลอดมาว่าไม่ใช่นักการเมือง แต่วันนี้ยอมรับแล้วว่าเป็นนักการเมือง ดังนั้น อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ แต่จะได้รับความเชื่อมั่นหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อรับว่าเป็นนักการเมืองและอยู่ในอำนาจในฝ่ายบริหาร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ไม่เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่พวกพ้องของตน รวมทั้งต้องจัดการเลือกตั้งด้วยความเป็นกลาง บริสุทธิ์ ยุติธรรม ถึงจะนำพาประเทศให้ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมโลกและนักลงทุน แต่ถ้าทำตรงข้าม ก็จะทำลายความเชื่อมั่นประเทศเสียเอง จึงขอให้กำลังใจในการทำหน้าที่ฝ่ายบริหารอย่างมีคุณธรรม และจริยธรรมด้วยความยินดีอย่างยิ่ง”
“นพดล” เผยเพื่อไทยมองประยุทธ์เป็นนักการเมือง-เร่งโรดแมปเลือกตั้ง
นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าท่านเป็นนักการเมือง ว่า “ถือว่าเป็นการยอมรับความจริง เพราะพรรคเพื่อไทยย้ำเรื่องนี้มาตลอดว่าท่านเป็นนักการเมือง การทำตัวไม่ฝืนธรรมชาติเป็นเรื่องดี นอกจากนั้น ปีใหม่นี้คงจะเป็นปีสุดท้ายก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง รัฐบาล และ คสช. ควรประมวลปัญหาของประเทศและประชาชน แล้วจัดลำดับความเร่งด่วนในการแก้ให้สำเร็จภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด เอาปัญหาของบ้านเมืองมาก่อน อย่าสร้างปัญหาการเมืองเพิ่ม และจะแก้ปัญหาสำเร็จได้ ต้องลดเงื่อนไขแห่งความไม่ไว้วางใจให้น้อยลง เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกับรัฐบาลมากขึ้น เช่น ความชัดเจนในการจัดการเลือกตั้ง คนไทยไม่ควรต้องมาตั้งคำถามรายวันว่าปี 2561 จะมีการเลือกตั้งหรือไม่? ควรเร่งสร้างบรรยากาศให้บ้านเมืองเป็นปกติโดยการเปิดพื้นที่เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ การปล่อยให้ทุกฝ่ายเดินตามโรดแมปอย่างเป็นธรรมชาติจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยและต่างชาติ และจะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลราบรื่นมากขึ้น
นายนพดล กล่าวต่อว่า “ในเวลาที่เหลือรัฐบาลคงทำทุกเรื่องไม่สำเร็จ งานเร่งด่วนอื่นๆที่ตนอยากฝากรัฐบาล 7 เรื่อง คือ 1. แก้เศรษฐกิจปากท้อง 2. ยกระดับราคาสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยาง ปาล์ม มันให้สูงขึ้น 3. กระจายความมั่งคั่งและโอกาสให้คนยากคนจนอย่างเป็นรูปธรรม 4. เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อสร้างขีดความสามารถให้ประเทศก่อนแก้ปัญหาโครงสร้างอำนาจของหน่วยงาน 5. สร้างสังคมที่เคารพกฎหมายและยึดมั่นในหลักนิติธรรม 6. หยุดยั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและการตัดไม้ทำลายป่าให้ได้ 7. สร้างความปรองดองอย่างเป็นรูปธรรม”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

