แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรชาติ เทียนทอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรชาติ เทียนทอง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563

"สุรชาติ" ติงเหรียญทอง ใช้อคติทางการเมือง แบ่งแยกคนไข้

นายสุรชาติ เทียนทอง อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ถึง พล.ต.นพ.เหรียญทอง

ผมขอแสดงความเห็นในฐานะที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในเขตหลักสี่ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลของคุณหมอครับ ผมไม่เคยรู้จักคุณหมอเป็นการส่วนตัวแต่ก็ได้ยินได้อ่านสิ่งต่างๆที่คุณหมอได้แสดงจุดยืนและความคิดเห็นทางการเมืองอยู่บ้าง หลายครั้งที่คุณหมอได้นำเอาจุดยืนส่วนตัวมาใช้เป็นจุดยืนขององค์กรทั้งเรื่องที่จะไม่ค้าขายกับคนที่มีความคิดต่างทางการเมืองหรือประกาศไล่และประกาศไม่รับบุคคลากรที่มีความเชื่อที่ต่างเข้ารับทำงาน ผมรู้สึกไม่เห็นด้วยและไม่สบายใจมาตลอดแต่ก็ไม่เคยจะออกมาพูดอะไรเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องภายในองค์กรและเชื่อว่าคุณหมอคงมีจรรยาแพทย์และจิตสำนึกพอที่จะไม่ล้ำเส้นมาถึงประชาชนผู้เข้ารับการรักษาทั้งกรณีส่วนตัวและผู้ใช้สิทธิ์บัตรทองซึ่งเขาเหล่านั้นมาใช้บริการตามสิทธิที่ประชาชนผู้เสียภาษีพึงมีตามนโยบายสวัสดิการของรัฐ ในเมื่อรพ.ของคุณหมอเข้าร่วมโครงการฯ รพ.ก็มีหน้าที่ที่จะต้องให้บริการทางการแพทย์กับประชาชนที่มีสิทธิ์ทุกคนอย่างเท่าเทียมและผมว่าคุณหมอรู้ดีว่าคนในเขตหลักสี่ส่วนใหญ่มีสิทธิ์บัตรทองอยู่ที่ รพ.ของคุณหมอและเกินกว่าครึ่งของคนที่ไปใช้สิทธิ์ก็เป็นพวกควายแดงและส้มเน่าตามคำนิยามของคุณหมอซึ่งเขาไม่มีสิทธิ์เลือกเพราะหน่วยงานที่กำกับโครงการฯเป็นผู้กำหนด ดังนั้นตราบใดที่รพ.นี้ยังร่วมอยู่ในโครงการฯคุณหมอไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ความจำเป็นของประชาชนมากดดันหรือไล่ให้เขาไปย้ายสิทธิ์ของเขาเพียงเพราะเขามีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างจากคุณหมอ ถ้าคุณหมอจะไม่ต้องการต้อนรับคนเหล่านี้จริงไม่ต้องไล่ให้เขาไปย้ายสิทธิ์ของเขา คุณหมอก็แค่แจ้งยกเลิกการร่วมโครงการฯและขึ้นป้ายใหญ่ๆว่าต้อนรับใครไม่ต้อนรับใครบ้างและกระทรวงสาธารณสุขก็มีหน้าที่ๆจะหา รพ.ใหม่ที่มีคุณภาพทัดเทียมและอยู่ใกล้ที่สุดเพื่อรองรับสิทธิ์ของประชาชน

ผมอยากจะบอกว่าผมเข้าใจและเคารพจุดยืนทางการเมืองของคุณหมอ คุณหมอจะเกลียดหรือด่าพวกผมที่เป็นนักการเมืองยังไงก็ได้เป็นสิทธิ์ครับแต่คุณหมอไม่มีสิทธิ์จะไปล้ำเส้นถึงประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่เขามีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะต้องใช้บริการ รพ.ของคุณหมอตามกฎหมาย ผมว่าการตอบสนองต่อปัญหาของคุณหมอมันเป็นเรื่องง่ายมากในสังคมของการใช้อคติ ใครคิดไม่เหมือนเราหรือเราไม่ชอบใคร เราก็แค่มองคนๆนั้นเป็นศัตรูแล้วก็ประกาศแตกหักกัน ผมอยากให้คุณหมอเปิดใจหน่อยครับคุณหมอมีทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิทางสังคมที่ดีผมเชื่อว่าคุณหมอสามารถแยกแยะได้ ผมโตมาในสังคมที่เพื่อนกว่า 90% มีจุดยืนทางการเมืองไม่เหมือนผมแต่เราก็เคารพในสิทธิทางความเชื่อของกันและกัน แม้กระทั่งในเขตหลักสี่เองสิบกว่าปีที่ผ่านมาผมก็พยายามอยู่ร่วมกับคนที่คิดเหมือนและคิดต่างมาตลอด เรามีหน้าที่ทำงานรับใช้ดูแลเขาอย่างเท่าเทียมเราก็ทำไป เขาจะเลือกเราหรือไม่เลือกเราก็เป็นสิทธิ์ของเขาแต่ที่สำคัญที่สุดคือเราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ เราต้องไม่มองคนที่คิดไม่เหมือนเราเป็นศัตรู

สุดท้ายผมจะเรียนคุณหมอว่าช่วงกว่าสิบปีมานี้ผมเป็นคนนึง (หรือควายแดงตัวนึง) ที่เข้าออก รพ.ของคุณหมอเป็นประจำ ไม่ใช่ไปเพื่อใช้บริการแต่ไปเยี่ยมลูกบ้านของผมซึ่งมีทั้งควายแดง ทั้งส้มเน่าและคนที่มีความคิดเหมือนกับคุณหมอ ผมขอยืนยันแทนโรงพยาบาลฯได้ว่าทางบุคลากรของ รพ.มงกุฏวัฒนะไม่เคยแบ่งแยกคนไข้และให้บริการที่ดีกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ดังนั้นอย่าเอาอคติทางการเมืองส่วนตัวของคุณหมอคนเดียวมาใช้เป็นมาตรฐานขององค์กรเลยครับ เรื่องนี้คุณหมอไม่ต้องใช้เมตตาหรอกครับแค่ใช้หลักการๆอยู่ร่วมกันและเคารพสิทธิของกันและกันก็พอเราก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้และตราบใดที่ลูกบ้านผมยังต้องไปใช้สิทธิ์รักษาที่ รพ.นี้ผมก็จะใช้สิทธิอันชอบธรรมไปเยี่ยมพวกเขาและผมยืนยันว่าจะไปโดยปราศจากอคติใดๆครับ

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561

คนรุ่นใหม่เพื่อไทย ยินดีต้อนรับพรรคใหม่ลงสนามการเมือง


นายสุรชาติ เทียนทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 11 พรรคเพื่อไทย บุตรชายนายเสนาะ เทียนทอง ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

หลายอาทิตย์ผ่านมาติดตามข่าวเรื่องกลุ่มต่างๆยื่นจัดตั้งพรรคการเมืองกับ กกต.บอกตรงๆรู้สึกตื่นเต้นมาก ที่ตื่นเต้นไม่ใช่เพราะคิดว่านี่เป็นสัญญาณว่าจะมีการเลือกตั้ง สำหรับผมจะมีเลือกตั้งเมื่อไหร่เป็นเรื่องเล็ก การทำงาน (ไม่ใช่เล่น) การเมือง ถ้าชอบมันก็ทำได้ทุกวัน ไม่ต้องรอให้มีเลือกตั้ง โดยเฉพาะคนที่เคยแพ้มาแล้ว เคยชนะมาแล้วมันจะสมหวังหรือผิดหวังอีกสักทีก็คงไม่แปลก ที่บอกว่าตื่นเต้นเพราะเห็นความหลากหลายของกลุ่มใหม่+พรรคเดิมแล้วมันทำให้เราต้องใช้เวลาครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าพวกเรา (นักการเมืองทั้งหมด) จะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ประชาชนมีความหวังกับการเลือกตั้งที่วันนึงมันจะเกิดขึ้น ทำยังไงจะเรียกศรัทธาคืนจากประชาชนให้ระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่อยากเลือกตั้งเพียงเพราะเบื่อกับระบบที่เป็นอยู่ แล้วหลังเลือกตั้งพวกเราจะสามารถนำพาประเทศนี้ไปสู่ก้าวใหม่กับอะไรที่ดีกว่าหรืออย่างน้อยก็ให้หลุดจางวงจรความขัดแย้งเดิมๆที่เป็นตัวฉุดรั้งพวกเราไว้ได้หรือไม่ ผมว่านี่เป็นเรื่องที่น่าท้าทายและก็น่าตื่นเต้นที่จะคิด

ผมว่าการมีกลุ่มและพรรคการเมืองที่หลากหลายเป็นเรื่องน่ายินดี ไม่ว่าจะกลุ่มใหม่ คนใหม่ กลุ่มใหม่ คนเดิม พรรคเดิม คนใหม่ พรรคเดิม คนเดิม จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ จะคนนอก คนในหรือใครก็เป็นสิทธิ์ สุดท้ายประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจทางเลือกของเขาเอง นักการเมืองด้วยกันไม่ว่าหน้าใหม่ หน้าเก่าไม่ต้องมานั่งคิดสมการทางการเมืองว่าเลือกตั้งใครจะชนะ ใครจะตัดคะแนนใคร ไม่ต้องวิจารณ์หรือเตะตัดขากันเองหรอกว่าเก่าหรือใหม่หรือระบบไหนมันจะดีกว่ากันแต่เราควรให้โอกาสทุกคนทุกพรรค ให้โอกาสตัวเองและให้โอกาสกับประเทศนี้ ผมว่าสิ่งที่พวกเราควรทำตอนนี้คือการพูดน้อยๆและฟังเยอะๆ ฟังว่าประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายเขาอยากเห็นอะไรจากเรา เขาชอบที่ได้มีอารมณ์ร่วมกับการที่เราลุกขึ้นมาด่ากันเองเกือบทุกวันจริงๆเหรอ หรือเขาอยากให้เราทำเยอะๆ พูดเฉพาะเรื่องที่จำเป็น นำเสนอสิ่งที่จะทำให้ชีวิตเขาและลูกหลานเขาดีขึ้น เก็บข้อมูลกันเยอะๆครับ ถึงเวลานำเสนอนโยบายและตัวบุคคลให้ชัดเจนแล้วให้ประชาชนเขาเลือกเอง เราอย่าไปมีอีโก้หรือยึดติดว่าจะต้องเป็นฉันหรือพรรคฉันเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศนี้มันดีขึ้นได้ ถ้าอีกฝ่ายที่ความคิดไม่เหมือนชนะจะทำให้ประเทศมันแย่ลง อย่าไปคิดว่าฉันจะต้องเป็นดาวฤกษ์ ต้องมีคนรู้จักมีแสงในตัวเอง พูดอะไรจะได้มีคนฟัง ส่วนคนที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักก็ไม่ต้องไปน้อยใจคิดว่าตัวเองเป็นดาวเคราะห์ ไม่มีแสงในตัวเอง คิดแค่ว่าเราเป็นไฟฉายที่ไม่มีถ่านในตัว ถ้าประชาชนเขาเห็นว่ามันมีประโยชน์เขาก็จะยิบขึ้นมาใส่ถ่านเพื่อใช้เป็นไฟส่องทางให้เขาผ่านความมืดเพื่อรอแสงสว่างในตอนเช้าได้

ที่เขียนมาผมอยากจะบอกว่าผมไม่ใช่คนโลกสวย เข้าใจว่าการเมืองมันไม่ใช่สิ่งสวยงาม และชีวิตทางการเมืองผมมันก็ไม่ได้สวยงามอะไรเลย ทำการเมืองมา 13 ปี สอบตกอยู่ 6 ปี เป็น ส.ส. 2 ปีครึ่ง เป็นอดีต ส.ส.อีก 4 ปีกว่า ส่วนอนาคตคาดเดาไม่ได้ วันนี้เดินเลยเขตหลักสี่มาก็ไม่มีใครรู้จักแล้ว ถ้าคิดตามคนอื่นว่าการเมืองคือการลงทุน ผมคงขาดทุนไปถึงชาติหน้าแล้ว แต่อยากจะบอกว่าจริงๆการจะทำการเมืองให้มันดีขึ้นมันเริ่มได้ไม่ยากแค่เราทำตามสำนึก ทำตามหน้าที่ตามอุดมการณ์ที่อยากจะเห็นบ้านเมืองนี้มันดีขึ้นจริงๆและเอาหลักการความเป็น”มืออาชีพ” มาใช้ให้มากๆมันก็ดีขึ้นแล้ว

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561

"สุรชาติ" ชู "หญิงหน่อย" ทันสมัย-เข้าใจโลก


นายสุรชาติ เทียนทอง อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำคนรุ่นใหม่ของพรรค กล่าวว่า จากกระแสข่าวที่สังคมให้ความสนใจกับผู้ที่จะมาเป็นผู้นำพรรคเพื่อไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งนั้น ในความเห็นส่วนตัว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นบุคคลที่มีความเหมาะสม เนื่องจากเคยมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมกับคุณหญิงฯ อย่างโครงการหมู่บ้านศีล 5 ซึ่งมีคอนเซ็ปต์ในการลดละเลิกอบายมุข โดยมีเป้าหมายในการสร้างอาชีพเพื่อให้เกษตรกรหายจากความยากจน ซึ่งต้องปฏิรูปโครงสร้างการเกษตร คือ ต้องการให้เกษตรกรช่วยเหลือตัวเองได้  นอกจากนี้ ท่านยังดำเนินโครงการในเรื่องของการผลิต การเพิ่มมูลค่า และการนำออกมาทำการตลาดช่วยชาวนาอีกด้วย

ท่านมีไอเดียที่จะตั้งกองทุน Next AGRI คือ กองทุนที่จะนำเด็กรุ่นใหม่ไปจับคู่กับเกษตรกรที่ผลิตสินค้า และมูลนิธิก็จะช่วยสนับสนุนเงินทุนในลักษณะของการระดมทุนจากบริษัทต่างๆ โดยให้มีเจ้าภาพเป็นคนรุ่นใหม่ให้เป็นธุรกิจของเขา โดยได้ไปเปิดตลาดที่จีน ญี่ปุ่น แล้ว ซึ่งท่านมองว่าประเทศไทยควรจะเป็นแหล่งผลิตอาหารคุณภาพไปขายทั่วโลก แต่ถ้าให้เกษตรกรไปทำร่วมกับระบบราชการนั้นเป็นไปได้ยาก จึงคิดว่าจะต้องเป็นเด็กรุ่นใหม่ ช่วยออกแบบ วางแผนการตลาด ทำให้คนตัวเล็กแข็งแรงได้ ประเทศไทยจะมีคนตัวเล็กแต่แข็งแรงเกิดขึ้นอย่างมาก เราจะสามารถสร้างโอกาสในการตักตวงรายได้จากต่างประเทศ จากประชากรของโลกที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพในปัจจุบันที่จะต้องมาซื้อสินค้าจากประเทศไทย

จากเหตุผลดังกล่าวสามารถสะท้อนได้ว่าท่านเชื่อมั่นในพลังและความสามารถของคนรุ่นใหม่ ซึ่งท่านเคยกล่าวว่าในวันนี้คนรุ่นใหม่เก่งกว่าคนรุ่นเก่าเยอะ เพราะมีโอกาสเรียนรู้เยอะ แต่ก่อนนี้อยากรู้เรื่องอะไรต้องไปหาครู แต่เดี๋ยวนี้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถค้นหาได้ในกูเกิล ซึ่งคนรุ่นใหม่พวกเขารู้โลก และเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว คนรุ่นท่านบางทีก็ตามไม่ทันแล้ว ทั้งไอเดีย ทั้งความรู้ด้านเทคโนโลยี ท่านยอมรับและเชื่อในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ซึ่งอนาคตของประเทศ ควรปล่อยให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำร่วมกับคนรุ่นเก่าที่ต้องคอยประคับประคอง และคอยช่วยเหลือในเรื่องของประสบการณ์