แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563

"ณัฐวุฒิ" ห่วงคนหาเช้ากินค่ำ เตือนรัฐระวังโกลาหล

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


สั่งปิดสารพัดกิจการ บอกคนไทยให้อยู่บ้าน แต่เรื่องชาวต่างชาติจะเข้ามายังไม่ห้ามเด็ดขาด ไม่รู้เหลือไว้ทำไม

ต้องการให้ทุกอย่างนิ่งแต่ไม่มีมาตรการรองรับไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้าวันนี้ยังไม่ชัดสัปดาห์หน้าได้เห็นคนต่างจังหวัดไหลกลับบ้านแน่

ฝนจะตกหนักมดยังขนไข่ย้ายรัง มนุษย์ที่กำลังจะไม่มีกิน จะนอนรออดตายอยู่ได้อย่างไร

รัฐบาลต้องคิดเร็วทำทันที จริงๆคือต้องคิดให้ครบแล้วประกาศพร้อมกัน ปล่อยแบบนี้มีแต่จะโกลาหล

ที่สำคัญคือต้องไม่พูดกลับไปกลับมาอีก อย่าเติมอารมณ์คนให้ไปไกลกว่านี้

มาตรการภาษี บรรเทาภาระหนี้ เยียวยาผู้ประกอบการ ลูกจ้าง ต้องออกมาพร้อมกันไม่กะปริดกะปรอย

เงินใช้จ่ายฉุกเฉิน ช่วยคนหาเช้ากินค่ำ ควรทำอย่างด่วนที่สุด

เคยบอกให้หน่วยราชการเร่งจัดประชุมสัมมนา งบส่วนนั้นรวมถึงงบศึกษาดูงานของรัฐสภา องค์กรปกครองท้องถิ่น เอามาจัดการให้ภาคธุรกิจ โรงแรม ร้านอาหาร ทัวร์ หรืออื่นๆที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ อย่างไร

กองทุนประกันสังคมเอามาดูแลลูกจ้าง ราคาสินค้า ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา แก๊สหุงต้ม น้ำมัน ฯลฯ ต้องหยุดเก็บหรือทำให้ลดลงบางส่วนช่วงนี้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

ไม่ใช่การโปรยเงินแจกประชาชน แต่เป็นการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤต ไม่ต้องกังวลข้อจำกัดเรื่องกฎหมาย รัฐบาลนี้จัดจ้านเรื่องยกเว้นอยู่แล้ว

คิดให้ครบว่าเป็นประโยชน์ รักษาคนป่วย ป้องกันคนเสี่ยง ยุติการแพร่ระบาด ดูแลคนไม่ป่วยให้รอดไปด้วยกัน ภายใต้เป้าหมายนี้ทุกอย่างต้องทำได้

ไม่มีใครคิดหาเรื่องรัฐบาลหรอก ทุกคนเอาใจช่วย แต่เห็นแบบนี้แล้วร้อนใจ

ประเทศไทยชนะเองไม่ได้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาล

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

"ณัฐวุฒิ" ขอมาตรฐานเดียว-เทียบคดี นปช.-กปปส.


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วย นายณรงค์ศักดิ์ มณี นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายสมชาย ไพบูลย์ นายพายัพ ปั้นเกตุ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เดินทางมาที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อนำตัวส่งฟ้อง ต่อศาลหลังอัยการมีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง 15 แกนนำ นปช. ในคดีการชุมนุมปี 2552 ที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในวันนี้ไม่มีความกังวลใด ๆ กับการที่อัยการสั่งฟ้อง เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่มี ซึ่งการที่อัยการสั่งฟ้องในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ตนสงสัย เนื่องจากตนถูกดำเนินคดีทั้งในกรุงเทพและพัทยาไปแล้วจากคดีการชุมชนุมในปี 2552 และได้ทำเรื่องขอความเป็นธรรม ไปยังอัยการสูงสุดว่าเป็นการฟ้องซ้ำซ้อนหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา และยังไม่มีข้อสรุปจากอัยการสูงสุด ส่วนในวันนี้ที่จะถูกสั่งฟ้องนั้น ตนและแกนนำได้เตรียมหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 2 แสนบาท เพื่อยื่นขอประกันตัว และต่อสู้ตามกระบวนการต่อไป และยืนยันว่าทุกคดีความ พร้อมที่ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด ขณะเดียวกันก็จะดำเนินการร้องขอความเป็นธรรมด้วย เพราะการฟ้องคดีซ้ำซ้อนเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?


ทั้งนี้ ตนอยากให้บรรทัดฐานของกรณีนี้ ใช้เทียบเคียงกับคดีอื่นๆ ของกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง เช่น กปปส. ที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกจำเลยในคดีขัดขวางการเลือกตั้งที่ จ.พัทลุงไปแล้ว ก็อยากให้มีการดำเนินคดีกับแกนนำ หรือผู้ร่วมสนับสนุนในส่วนกลาง ที่มีการเชิญชวนปลุกระดมให้มีการขัดขวางการเลือกตั้งด้วย รวมไปถึงยังมีการก่อเหตุใช้อาวุธปืน และอาวุธสงคราม และปรากฎภาพใบหน้าชายฉกรรจ์ในกลุ่ม กปปส. ถืออาวุธอย่างชัดเจน แต่ยังไม่มีการดำเนินคดีใดๆ จึงอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่มีมาตรฐานเดียวกัน ชัดเจน ตรงไปตรงมา และยืนยันว่าตนไม่ได้มีความคิดที่จะตามหาเรื่องหรือคิดพยาบาทใดๆ กับกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองอื่นๆ เพียงแต่อยากเห็นกระบวนการยุติธรรมไม่เลือกฝ่าย และเท่าเทียมกันในทุกๆคดี













วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

"ณัฐวุฒิ" รับเจ็บปวด-เลื่อนเลือกตั้งประเทศเสียหาย


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า จุดยืนของ นปช. คือ สนับสนุนการเลือกตั้งและนำพาบ้านเมืองไปสู่ประชาธิปไตย เราไม่เคยเชื่อและไม่เคยยอมรับว่าอำนาจเผด็จการจะทำเรื่องนี้ได้ การพูดแบบนกแก้วนกขุนทองของแม่น้ำ 5 สาย ว่ากำลังสร้างระบบและกติกาที่จะทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมเป็นเรื่องห่างไกลความจริงมาก เพราะถ้าดูตามเนื้อหารัฐธรรมนูญและส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ชัดเจนว่ามีเป้าหมายให้เกิดนายกรัฐมนตรี คนนอก หรือถ้าฝ่ายการเมืองตั้งรัฐบาลได้ก็ต้องเจอกับดักอำนาจมากมายจนแทบง่อยเปลี้ยเสียขา ทั้งนี้ การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์จึงไม่ได้หมายถึงแค่ไม่มีซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ถ้ากติกาไม่เป็นธรรม เจตนาขัดหลักการประชาธิปไตย มีเป้าหมายสืบทอดอำนาจ ต่อให้ไม่ซื้อเสียงกันสักบาทก็เรียกว่าการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมไม่ได้

“หากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติยืดเวลาบังคับใช้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ออกไปอีก 90 วัน นปช. ก็ไม่คิดจะเคลื่อนไหวเรียกร้องใดๆ เพราะขณะนี้กำลังพบเห็นคนบางกลุ่ม ทั้งพรรคการเมืองหรืออื่นๆ มีอาการไบโพลาร์ทางการเมือง คือบางทีเรียกหารัฐประหาร บางวันต้องการประชาธิปไตย บางครั้งบอยคอตเลือกตั้งและขัดขวางไม่ให้คนอื่นไปเลือก แต่บางคราวอยากเลือกตั้ง ใครดึงใครยื้อก็รับไม่ได้ จึงเป็นโอกาสดีที่กลุ่มอาการไบโพลาร์ทางการเมืองนี้จะบำบัดอาการให้หายขาด โดยสื่อสารกับตัวเองและสังคมให้ชัดว่า ยังเชื่ออยู่หรือไม่ว่าเผด็จการจะแก้ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือปราบคอร์รัปชั่นได้ ระหว่างระบบเลือกตั้งที่ตัดสินใจเลือกเองและไล่เองได้ กับลากตั้งที่ไม่ได้เลือกและแตะต้องไม่ได้ จะเอายังไง” ณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า แน่นอนว่าสถานการณ์นี้คือความเสียหายของประเทศ เราเจ็บปวดมาตลอดกับการสูญเสียประชาธิปไตย แต่ไม่เคยรู้สึกผิดหวังหรืออกหัก เพราะไม่เคยหลงรักเผด็จการมาก่อน ช่วงนี้มีข่าวคนดังแยกทางกับคนรักหลายราย ถ้ามองเทียบกับการเมืองโดยพูดถึงหลักการ ไม่ใช่ตัวบุคคล อยากให้บางฝ่ายพิจารณาว่า ถ้าเผด็จการทำให้เจ็บปวดมากก็ตัดใจเสียเถอะ แล้วเริ่มต้นใหม่กับประชาธิปไตยดีกว่า แม้จะล้มลุกคลุกคลานกันบ้าง แต่เขาก็รักเราจริง ยอมรับว่าคนเท่ากัน มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียม

วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

“ณัฐวุฒิ” ห่วง “พานทองแท้” ถูกยัดคดี เผยอยุติธรรม-ตอกลิ่มความขัดแย้ง


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ถ้าเหตุผลแท้จริงในการสั่งย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดี DSI คือไม่ตอบสนองต่อคำสั่งให้เร่งดำเนินคดีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งที่พยานหลักฐานยังไม่สมบูรณ์ ตามที่เจ้าตัวร้องทุกข์คำสั่งกระทรวงยุติธรรม เรื่องนี้ก็ไม่ถือเป็นปัญหาส่วนตัวของรองอธิบดีคนหนึ่งในฐานะเจ้าพนักงาน และนายพานทองแท้ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาอีกต่อไป แต่เท่ากับมีการใช้อำนาจกดดันกระบวนการยุติธรรม เพื่อเล่นงานบุคคลที่ถือเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของผู้มีอำนาจหรือไม่?

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า หลักในการพิจารณาคดีของศาล หากเห็นว่าพยานหลักฐานยังมีข้อน่าสงสัยก็จะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่กรณีนายพานทองแท้แม้ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ หรือบางข้อหากหมดอายุความไปแล้วก็ยังจะยัดเยียดให้เป็นจำเลย เรื่องแบบนี้ต้องระมัดระวัง เพราะอาจเป็นการตอกลิ่มความขัดแย้งได้ ทั้งนี้ แม้ยังไม่มีข้อมูลส่วนใดชี้ว่าเกี่ยวข้องกับคนสำคัญในรัฐบาล แต่น่าห่วงว่า พอเป็นข่าวสังคมอาจเกิดความเคลือบแคลงสงสัย ส่วนตัวเห็นว่าควรมีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อคำร้องทุกข์ของ พ.ต.ท.สมบูรณ์ และข้อสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา อย่าให้บ้านเมืองเกิดวิธีคิดว่า ความอยุติธรรมเป็นมรดกตกทอดจากพี่สู่น้อง จากพ่อสู่ลูกได้

"สำหรับผม ถ้านายพานทองแท้ผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี แต่ทุกขั้นตอนต้องสิ้นสงสัย ผิดถูกว่าไปตามหลักนิติธรรม ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามข้อมูลรองอธิบดี DSI แล้วชาวบ้านตั้งคำถามว่า ลูกกระทิงแดงปล่อยให้อายุความค่อยๆ หมดไป แต่ลูกฝ่ายเสื้อแดงหมดอายุความแล้วก็ยังจะเอาให้ได้ จะอธิบายกันยังไง" นายณัฐวุฒิ กล่าว

วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"ณัฐวุฒิ" ขอทุกคนอย่าสิ้นหวัง อยู่ในหัวใจกันและกัน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ยิ่งใหญ่และงดงามจนมองข้ามไม่ได้สำหรับวันนี้ คือหัวใจพี่น้องที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ

สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ออกเงินกันเอง ฝ่าการกดดันและสกัดกั้นทั้งหลาย มาเหนื่อยมาร้อนทั้งกายและใจด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ผมรู้ว่าใจพี่น้องไม่ได้มีความสุข แต่ยิ้มเพื่อส่งกำลังใจให้กันในยามยาก

แม้รู้แล้วว่านายกฯปูไม่มาศาล แต่ยังอยู่กันยันบ่าย พูดคุย ถามไถ่เรื่องราวของกันและกัน เสมือนหนึ่งวันรวมญาติ

ขอคารวะพี่น้องทุกท่านจากใจจริง

อย่าท้อแท้ อย่าสูญสิ้นกำลังใจนะครับ

ไม่มีใครหายไปไหน เพราะทุกคนอยู่ในหัวใจของกันและกันตลอดเวลา







วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"นปช." ฟื้นคดีสลายการชุมนุม'53 ห่วงความอยุติธรรมทำสังคมแตกแยก


"นปช." ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการคดีสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนปช. เมื่อปี2553 ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อดำเนินคดีสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ใหม่ โดย นายณัฐวุฒิกล่าวว่า "ที่พวกผมเดินทางมาในวันนี้ก็เพื่อยื่นหนังสือและเอกสารข้อมูลหลักฐานประกอบร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้มีการพิจารณากรณีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553 ใหม่ ทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นการดำเนินการตามบทบัญญัติมาตรา 86 (1) พระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ซึ่งเปิดให้สามารถที่จะยื่นพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาคำร้อง ซึ่งได้มีการยกคำร้องไปแล้วได้ พยานหลักฐานใหม่ซึ่งมีสาระสำคัญต่อคดีที่พวกผมหยิบยกมาก็คือ ผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่ง ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะ ซึ่งเป็นจำเลยร่วมทั้งหมด ประเด็นก็คือว่าในการดำเนินการฟ้องร้องคดีดังกล่าวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ มีกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างน้อยที่เห็นควรยกคำร้อง หลังจากนั้นก็ใช้มติ ป.ป.ช. เสียงข้างมากยื่นเรื่องต่อไปยังอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดก็ชี้ข้อไม่สมบูรณ์จนนำไปสู่การตั้งคณะทำงานร่วม และเมื่อคณะทำงานร่วมได้ปรึกษาหารือทำงานร่วมกันแล้วก็ยังมีความเห็นแตกต่าง โดยฝ่ายอัยการสูงสุดเห็นว่า การสั่งการและการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายจำเลยเป็นไปอย่างเหมาะสมและชอบธรรมแล้ว จึงเห็นควรไม่สั่งฟ้อง เมื่อเรื่องกลับมาที่ ป.ป.ช. แล้ว ป.ป.ช.ก็ใช้อำนาจหน้าที่ยื่นฟ้องเองโดยว่าจ้างทนายจากสภาทนายความ หลังจากนั้นคดีก็เข้าสู่ขบวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนถึงที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง"


นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า "จากตรงนี้จะเห็นว่า การใช้ดุลยพินิจตามอำนาจหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. นั้น นอกจากไม่เป็นเอกฉันท์ในชั้น ป.ป.ช. แล้ว ยังมีความแปลกแตกต่างจากองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรมคืออัยการสูงสุด แล้วในที่สุดก็แตกต่างจากดุลยพินิจของคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ดุลยพินิจของ ป.ป.ช. ต่อคดีสลายการชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์ปี 2553 ก็อาจจะแตกต่างกับอัยการและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน แต่ในกรณีของกลุ่มพันธมิตร ป.ป.ช. ใช้อำนาจหน้าที่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ถึงขั้นจ้างทนายฟ้องเอง ในขณะที่คดีของกลุ่ม นปช. ป.ป.ช. กลับยกคำร้องยุติเรื่องเพียงแค่ในชั้นพนักงานสอบสวน เท่ากับเป็นการตัดโอกาสของประชาชนที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงของคดีอย่างถึงที่สุด ประการต่อมาในคำฟ้องของ ป.ป.ช. ต่อคดีของกลุ่มพันธมิตร ได้มีการระบุชัดเจนถึงจำนวนของผู้เสียชีวิตว่ามี 2 ราย แต่ในรายละเอียดกลับชี้เฉพาะรายกรณีของนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือโบว์ เท่านั้น ไม่ได้พูดถึงกรณีของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงก็คือว่าในคำฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้ว่าการเสียชีวิตของนางสาวอังคณาน่าจะเกิดจากแก๊สน้ำตา แต่ในคำพิพากษาของศาลชี้ว่ามีความแตกต่างกับความเห็นของกรรมการ ป.ป.ช. โดยอ้างคำให้การของผู้เชี่ยวชาญหลายคนประกอบกัน ส่วนกรณีของสารวัตรจ๊าบ ซึ่ง ป.ป.ช. ไม่ได้ระบุรายละเอียดลงในคำฟ้องเลยนั้น จากรายงานของเจ้าหน้าที่ก็พบว่า มีการขับรถบรรทุกวัตถุระเบิดที่มีอำนาจทำลายล้างสูงเข้าไปในพื้นที่สถานการณ์และเกิดเหตุระเบิดจนเสียชีวิต ซึ่งตรงนี้เป็นสาระสำคัญแห่งคดี เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า การชุมนุมในวันนั้นก็มิได้ปราศจากอาวุธ ซึ่งจะถือเป็นเหตุสำคัญในการยกคำร้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะได้ แต่ ป.ป.ช. เมื่อไม่ใส่ข้อเท็จจริงนี้ลงไปก็สั่งฟ้อง ในขณะเดียวกันกรณีของกลุ่ม นปช. ป.ป.ช.อ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบไม่ปราศจากอาวุธ จึงให้ความชอบธรรมกับการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารและอาวุธสงครามเข้าดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ยกคำร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวก ในเรื่องของการชุมนุม ซึ่งมีการกล่าวอ้างคำพิพากษาของศาลนั้น กลุ่มพันธมิตรก็ได้อ้างว่าศาลเคยรับรองการชุมนุมนี้ว่าเป็นไปตามกฎหมาย แต่ในท้ายที่สุดคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีข้อสรุปที่แตกต่าง โดยชี้ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ได้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย"


"ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่เราบอกว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ ที่มีสาระสำคัญต่อคดีเพราะชี้ว่า การใช้ดุลยพินิจของ ป.ป.ช. อาจจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคดีความ เมื่อเข้าไปสู่ชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกประการหนึ่งในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เหตุที่เกิดและจบลงกินเวลาภายในวันเดียว คือวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แต่กรณีของกลุ่ม นปช. นั้น หากนับเริ่มต้นจากการที่มีผู้เสียชีวิตจนถึงยุติการชุมนุมคือวันที่ 10 เมษายน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั่นแสดงว่ากว่า 1 เดือนที่สถานการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน แล้วการบาดเจ็บเสียชีวิตของประชาชนก็เกิดขึ้นกันต่างกรรมต่างวาระต่างสถานที่ ผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งก็มิได้เป็นผู้ชุมนุม เป็นเพียงผู้สัญจรผ่านไปมาหรือผู้มาพบเห็นเหตุการณ์แล้วเข้าไปสังเกตการณ์เท่านั้น บางรายเป็นอาสาสมัครพยาบาลซึ่งมีเครื่องหมายสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะชัดเจน แต่การพิจารณาคำร้องของกลุ่มพันธมิตรแม้เกิดขึ้นและจบลงภายในวันเดียว แต่กรรมการ ป.ป.ช. ได้แยกเหตุการณ์เป็น 3 ช่วงเวลา คือ ภาคเช้า ภาคบ่าย และภาคค่ำ ของวันเดียวกัน ขณะที่สถานการณ์ของกลุ่ม นปช. ซึ่งเกิดขึ้นเดือนกว่า กลับพิจารณาแบบเหมารวมเป็นเหตุการณ์เดียว โดยอ้างคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งชี้ก่อนการยุติการชุมนุมจะเกิดขึ้นเกือบหนึ่งเดือนเอามาครอบคลุมทั้งหมดแล้วนำไปสู่การยกคำร้องให้จำเลยพ้นจากการถูกดำเนินคดี ในการเรียกร้องวันนี้เราจึงบรรจุประเด็นว่า ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากหยิบยกเอากรณีนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่แล้ว ขอให้พิจารณาโดยแยกเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์ที่วัดปทุมวนาราม เหตุการณ์ที่แยกบ่อนไก่ เหตุการณ์ที่ถนนราชปรารภ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อความเป็นมาตรฐานเดียวในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เครื่องมือที่ถูกระบุว่าเป็นอาวุธหรือเป็นเหตุทำให้ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตมีเพียงแก๊สน้ำตาเท่านั้น แต่เหตุการณ์ในปี 2553 มีอาวุธสงคราม มีปืนติดลำกล้อง แล้วก็มียุทโธปกรณ์ต่างๆมากมาย มีการประกาศเขตใช้กระสุนจริงซึ่งเห็นปรากฏชัดไปทั่วโลก พวกผมมีคำถามในใจมาตลอดว่า สั่งฟ้องแก๊สน้ำตา แต่ไม่ฟ้องอาวุธสงครามและปืนติดลำกล้องได้อย่างไร?"


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังกล่าวด้วยว่า "คนมือเปล่าถูกยิงร่วมร้อยชีวิตกลางเมืองหลวง แต่ทุกวันนี้ยังไม่รู้จะไปเอาผิดกับใคร? ซึ่งพวกผมหวังจะได้รับโอกาส จากกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ที่ผมเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้เรียกร้องเพื่อตนเอง ผมเรียกร้องให้ความยุติธรรมต่อผู้คนที่บาดเจ็บล้มตาย ถูกผิดต้องว่ากัน ไม่ใช่จะมายุติเรื่องจาก ป.ป.ช. ที่มีความเห็นแตกต่างกัน ยิ่งเฉพาะสถานการณ์แบบนี้ ยากที่พวกผมจะส่งเสียงใดๆได้ ซึ่งพวกผมเจ็บปวด แต่พวกผมก็จะรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000คน ยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา ให้ทำเรื่องยื่นต่อศาลเพื่อให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุม โดยพวกผมจะรอดูว่าหากมีการยื่นอุทธรณ์คดีพันธมิตรฯ ป.ป.ช. จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช." 

"ความยุติธรรมไม่เคยทำร้ายใคร แต่ความอยุติธรรม ต่างหากที่เป็นตัวสร้างความแตกแยกในสังคม" นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"น้ำตาที่กลั่นจากความรู้สึก...นายกฯของประชาชน" ณัฐวุฒิ ให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์โดยมีเนื้อหาดังนี้


มีนาคม 2554

ออกจากคุกได้ไม่นาน ครอบครัวผมรับนัด"คุณปู"ไปกินข้าว
กลับมาบ้านผมกับแก้มชื่นชมเธอถึงมิตรภาพที่มอบให้
พฤษภาคม 2554

"คุณปู" ประกาศตัวเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี ผมรับหน้าที่เป็นคนปราศรัยร่วมคณะทุกเวทีตลอด 49 วัน ไปไหนไปกันทุกที่

... ทำงานไปก็แอบเป็นห่วงเธอไป ใจลึกๆมีคำถามว่า"คุณปู"ไหวไหมสำหรับบทบาทนี้ ในที่สุด"คุณปู"ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ผมนึกว่าตัวเองแน่ แต่เห็นท่านในบทบาทนั้น ทุกสถานการณ์ ทุกแรงกดดัน "นายกฯยิ่งลักษณ์"ผ่านมาได้อย่างทรนง สง่างาม

ภูมิใจที่ได้ทำงานในรัฐบาลของนายกฯคนนี้ อยู่กับท่านจนวินาทีสุดท้ายของการทำหน้าที่
หลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ผมไปขอถ่ายรูป ภายหลังจึงทราบว่านั่นคือรูปแรกหลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ท่านนายกฯครับ ให้กำลังใจท่านนะครับ
น้ำตาของท่านในรูปนี้คงกลั่นจากความรู้สึกที่ใครก็เข้าไปไม่ถึง

ผมเข้าใจ
พูดอะไรไม่ออกแล้ว...
สุขสันต์วันเกิดครับ
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งของประชาชน

วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"ณัฐวุฒิ" เดินหน้าจัดทอล์คโชว์แจกทุนช่วยเด็กนักเรียน


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าล่าสุดของการจัดงานระดมทุนโครงการด้วยรักและแบ่งปัน ช่วยเหลือการศึกษานักเรียนที่ขาดแคลน ยังคงยืนยันว่าจัดงานในวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 โดยเปลี่ยนสถานที่เป็นห้องประชุมชั้น 6 อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง มีการแสดงดนตรีของ เสก โลโซ, ฮาร์ต สุทธิพงษ์ ทัดพิทักษ์กุล, ทอล์คโชว์โดยตน การแสดงของนักเรียนที่ได้รับทุนในโครงการ และศิลปินรับเชิญพิเศษอีกหลายคน จะเริ่มการแสดงในเวลา 14.00 น. นอกจากนี้ บริเวณงานยังมีการโชว์ผลงานของนักเรียนในโครงการ เช่น งานแกะสลัก งานศิลปะต่างๆ และบนเวทีดำเนินรายการโดยนักเรียนที่ได้รับทุนด้วย ทั้งนี้ ตนได้ชี้แจงรูปแบบและวัตถุประสงค์การจัดงานในวงปรองดองที่กระทรวงกลาโหมแล้ว เชื่อว่าฝ่ายความมั่นคงน่าจะเข้าใจ และการจัดงานจะผ่านไปด้วยดี

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า "งานนี้ไม่มีการเมือง นักเรียนผู้ขาดแคลนไม่ว่าจะเป็นลูกหลานของคนฝ่ายไหนทางโครงการไม่เคยขัดข้องในการมอบทุนให้ ผ่านมา 1 ปี ดำเนินการไปแล้วเกือบ 700 ทุน เราจะเดินหน้าปีที่ 2 และปีต่อๆไป โดยตั้งใจจะดูแลนักเรียนที่มีผลการเรียนดีและเป็นนักกิจกรรมไปจนจบการศึกษาและเข้าสู่โลกอาชีพ ซึ่งขณะนี้ทีมงานกำลังเร่งเตรียมความพร้อมทุกด้าน ตนก็รวบรวมข้อมูลเพื่อทำงานทอล์คโชว์แบบไม่มีการเมืองให้ออกมาประทับใจผู้ชม จึงอยากเชิญชวนประชาชนมาร่วมกุศลกัน โดยการซื้อบัตรในราคาใบละ 1,000 บาท สำรองที่นั่งได้ที่ 092-712-8989 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"

วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

"ณัฐวุฒิ" เผย ถูกยกเลิกงานการกุศลช่วยเด็กยากจน


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ กล่าวว่า จากกรณีที่ตนประกาศจัดงานระดมทุนช่วยเหลือนักเรียนยากจนในวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 ที่หอประชุมกองทัพอากาศ โดยได้มอบหมายทีมงานนำหนังสือในนามของตนไปประสานงานกับสำนักงานคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารงานหอประชุมกองทัพอากาศ และมีการวางมัดจำเป็นเงินสด 40,000 บาท พร้อมทั้งเซ็นสัญญาขอใช้สถานที่ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2560 นั้น ปรากฏว่า เมื่อคืนนี้ทีมงานได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลหอประชุมว่า เกิดความไม่สะดวกที่จะให้ใช้สถานที่จัดงานได้ จึงขอยกเลิกสัญญาและจะคืนเงินมัดจำให้ ตนตรวจสอบจากข่าวทราบว่า ผู้บัญชาการทหารอากาศมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการจัดงานดังกล่าว น่าจะเป็นที่มาของการขอยกเลิกสัญญาครั้งนี้หรือไม่? ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะทุกอย่างได้เตรียมการไปมากแล้ว

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ตนเข้าใจทุกฝ่าย และไม่ประสงค์จะกระทบกระทั่งกับใครทั้งสิ้น เมื่อทางสถานที่ไม่สะดวกก็จะหารือกับทีมงานแก้ปัญหากันต่อไป เพียงแต่อยากฝากไปยังท่านผู้บัญชาการทหารอากาศว่า อย่าได้ตะขิดตะขวงใจอะไรเลย  ตนมาดี โครงการนี้ทำต่อเนื่องมา 1 ปีแล้ว และจำเป็นต้องทำต่อไปให้ได้ จึงต้องระดมทุนมาขับเคลื่อน เพราะลูกหลานที่ขาดแคลนยังรอทุนการศึกษาอยู่อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะพอขึ้นปีที่ 2 มีการเพิ่มทุนให้นักเรียนที่ได้รับเงินจากโครงการไปแล้วที่มีผลการเรียนไม่ต่ำกว่า 3.00 และนักเรียนที่มีผลงานด้านกิจกรรมดีเด่นอีกด้วย ทำให้ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินการทุกอย่างทำโดยเปิดเผย เคยไปติดต่อสถานที่ของเอกชนและรัฐวิสาหกิจเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะจัดได้ จึงติดต่อสถานที่ของฝ่ายความมั่นคงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีวาระการเมืองใดๆ พอประกาศออกไปก็มีคนสนใจโทรมาจองบัตรกันอย่างคึกคัก  แต่เมื่อเกิดเหตุแบบนี้ก็ต้องพยายามเดินต่อให้ได้

"ถ้ามีหน่วยงานใดสงสัยรูปแบบงาน ผมยินดีจะนำข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดไปอธิบาย หรือหากทำได้ก็อาจจะหยิบยกขึ้นเป็นข้อหารือในวงปรองดองที่ผมจะเป็นตัวแทน นปช.ร่วมกับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เข้าประชุมที่กระทรวงกลาโหมในวันพรุ่งนี้เพื่อสอบถามว่า ในบรรยากาศของการสร้างความปรองดองที่เราให้ความร่วมมือมาโดยตลอด ผมจะจัดงานระดมทุนหาเงินช่วยเด็กที่ยากจนได้หรือไม่?  ถ้างานนี้จัดได้เด็กๆ ในโครงการคงดีใจ แต่หากจัดไม่ได้ผมเข้าใจว่า ไม่น่าจะมีใครมีความสุขกับเรื่องแบบนี้" นายณัฐวุฒิกล่าว

วันอังคารที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560

"ณัฐวุฒิ" ติงอภินิหารทางกฎหมาย ขัดหลักนิติธรรม


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า "เป็นที่เข้าใจตรงกันว่า มติของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาไม่มีผลเปลี่ยนแปลงต่อการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป แต่ก็ทำให้คำว่าอภินิหารทางกฎหมายชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะแม้จะอธิบายว่าเป็นมติเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติโดยทั่วไป ไม่เจาะจงกรณีใด แต่คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า ถ้าเป็นเรื่องอื่นกรมสรรพากรซึ่งมีหน้าที่โดยตรงเรื่องเรียกเก็บภาษีคงไม่ต้องถามใคร แต่ที่นำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา เพราะการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจะหมดอายุความในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ได้ข้อสรุปอย่างไรก็จะอธิบายความชอบธรรมได้ด้วยมติคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร"

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า "ที่ประชุมย่อมทราบว่ามตินี้จะมีผลต่อภาษีหุ้นชินคอร์ปเป็นกรณีแรก และย่อมไม่มีข้าราชการคนใดกล้าเอนเอียงเอื้อประโยชน์ให้ เพราะต่างก็กลัวอภินิหารมาตรา 44 เมื่อผลออกมาว่าขยายเวลาไม่ได้ เรื่องย่อมต้องยุติไปโดยปริยาย เพราะทุกขั้นตอนชัดเจนมีกฎหมายรองรับ แต่เมื่อมีการใช้อภินิหารของกฎหมายก็ส่งผลให้ทุกคน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหมุนตัว 360 องศา แม้แต่ปลัดกระทรวงการคลังซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีโดยตำแหน่งก็ยืนยันโดยอ้างมาตรา 61 ประมวลรัษฎากรตาม สตง. ว่าเรียกเก็บได้ เป็นครั้งแรกที่เราเห็นกรมสรรพากรซึ่งเป็นผู้บังคับใช้โดยตรง และหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังมีความรู้เรื่องประมวลรัษฎากรน้อยกว่า สตง. นี่ก็ถือเป็นอภินิหาร"

"คดีนี้กว่าจะจบยังต้องใช้เวลาสู้กันอีก 3 ศาล แต่คำว่าอภินิหารของกฎหมายทำให้หลักนิติธรรมของสังคมไทยจบลงทันที ก้อนหิน ต้นไม้ ช้าง ม้า วัว ควาย ถ้ามีอภินิหารอาจมีคนกราบไหว้เพราะถือว่าศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าเป็นกฎหมาย จะให้ศักดิ์สิทธิ์ต้องชัดเจน บังคับอย่างเสมอภาค ตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพราะมีอภินิหาร" แกนนำ นปช. กล่าว

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"ณัฐวุฒิ" เผยประชาชนวิตกเงินคงคลังลด-แนะรัฐหยุดตั้งแง่คนวิจารณ์


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า นายกฯบอกว่าอย่าตกใจ แต่ช้าไป เพราะประชาชนจำนวนมากตกใจไปแล้วกับยอดเงินคงคลังที่ลดลงอย่างมากหลังรัฐประหาร การอธิบายว่าใช้เงินไปเพื่อลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจอาจรับฟังได้ แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงก็พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจยังส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น รัฐบาลไม่ควรมองว่าคนวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามเรื่องเหล่านี้เป็นพวกไม่หวังดี เพราะตัวเลขด้านเศรษฐกิจไม่ใช่ความลับ เมื่อเป็นข่าวออกมาย่อมสร้างความสงสัยหรือวิตกกังวลได้

"สิ่งที่ควรจะเป็นคือ มีฝีมือเท่าไหร่ต้องใส่ให้หมด เพราะปีนี้เป็นปีสอบไล่ ไม่ได้หมายความว่าจะมีใครออกมาเผชิญหน้าหรือรุกไล่รัฐบาล แต่ทุกเรื่องที่ทำจะมีข้อสรุป จะสอบผ่านหรือสอบตกอยู่ที่ปีนี้ ผมคิดว่าประชาชนคงให้คะแนนได้ ปีนี้ของจริง นายกฯจะดวงตกหรือไม่ผมไม่มีความรู้เรื่องโหร แต่มั่นใจว่างานหนักแน่ ผลโพล เพลง หรือการจัดรายการทุกสัปดาห์ จะมีน้ำหนักน้อยกว่ารูปธรรมที่ประชาชนจับต้องได้" แกนนำ นปช. กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า กว่า 2 ปีที่ผ่านมายังไม่มีอะไรใหม่ มาตรการด้านเศรษฐกิจคนยังเผลอคิดว่าเป็นยุครัฐบาลไทยรักไทย เพราะหลายเรื่องดูเหมือนนายสมคิดจะถอดแบบมาจากช่วงนั้น เรื่องปฏิรูป ยุทธศาสตร์ ปรองดอง ก็เหมือนเพิ่งมาเริ่มเอาตอนตั้ง ป.ย.ป. และยังมองไม่ออกว่าจะเดินไปได้แค่ไหน? ส่วนโรดแมปสู่การเลือกตั้งก็ยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่? หลายคนสงสัยด้วยซ้ำว่า ถ้าไม่มีมาตรา 44 รัฐบาลนี้จะทำงานยังไง? ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเร่งมือทำงานทุกด้าน ไม่ต้องกังวลกับฝ่ายการเมือง แต่ผู้มีอำนาจต้องมองให้ชัดว่า คู่ต่อสู้ที่แท้จริงคือปัญหาปากท้องของประชาชน และการนำพาประเทศกลับคืนสู่แนวทางประชาธิปไตย เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลก

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"ณัฐวุฒิ" สับ "ไก่อู" ขวางปรองดอง-กล่าวโทษเสื้อแดงชุมนุม'53 แนะคนเรือแป๊ะเคารพวิญญาณวีรชน


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ตนเคยเป็นโฆษกรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ขณะทำหน้าที่ต้องตระหนักตลอดเวลาว่า สิ่งที่พูดผ่านสื่อมวลชนย่อมถูกมองได้ว่าเป็นท่าทีของรัฐบาล จึงไม่เข้าใจสิ่งที่โฆษกรัฐบาลคนปัจจุบันทำหลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกจำเลยคดีเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เมษายน 2553 ทั้งนี้ ตนไม่รู้จักกับจำเลย และการชุมนุมของนปช.ยึดหลักสันติวิธีมาโดยตลอด คนเป็นโฆษกรัฐบาลต้องมีความรู้ว่า คดีนี้มีผู้ต้องหา 5 คน ยกฟ้อง 3 คน จำคุก 2 คน ฐานความผิดคือครอบครองอาวุธ ไม่มีฐานความผิดเรื่องใช้อาวุธไปฆ่าใคร และคดียังไม่ถึงที่สุด เพราะจำเลยยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีจนถึงชั้นฎีกา แล้วต้องรู้ด้วยว่า ศาลวินิจฉัยสาเหตุการตายของประชาชนมือเปล่ากว่า 20 รายว่าเกิดจากกระสุนปืนฝั่งเจ้าหน้าที่ และมีอีกหลายสิบรายยังไม่ได้ไต่สวน จนบัดนี้ยังไม่รู้ว่าคดีประชาชนเสียชีวิตจะได้เริ่มต้นหรือไม่?

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า การมาด่วนสรุปว่า การชุมนุมของประชาชนในเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการชุมนุมติดอาวุธ มีการเข่นฆ่าประชาชนและเจ้าหน้าที่ จึงเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะเป็นประเด็นละเอียดอ่อนทั้งต่อความรู้สึกของแต่ละฝ่าย และต่อบรรยากาศการสร้างความปรองดองในภาพรวม

ทั้งนี้ ตนไม่เคยคิดเอาคดีนี้หรือคดีใดๆ เป็นข้ออ้าง ทุกคดีของแกนนำก็กำลังต่อสู้กันในชั้นศาล และยืนยันว่าจะไม่เป็นอุปสรรคเรื่องการปรองดอง แต่เป็นห่วงว่าท่าทีแบบโฆษกรัฐบาลจะเป็นปัญหา และจะเกิดคำถามเรื่องความจริงใจของรัฐบาลตามมาด้วย เพราะนับวันยิ่งเห็นคนบนเรือแป๊ะแสดงออกเหมือนไม่อยากให้การปรองดองเดินหน้ามากขึ้นทุกที

“ผมต้องทำหน้าที่ปกป้องความบริสุทธิ์ของประชาชนที่สูญเสีย ถ้ายังให้ความจริงหรือความยุติธรรมไม่ได้ก็ควรเคารพต่อดวงวิญญาณของพวกเขา เรื่องคดีก็ว่ากันไป แต่การเขี่ยแผลในใจกันในวันที่บ้านเมืองต้องการความร่วมแรงร่วมใจนั้นสมควรหรือไม่ต้องพิจารณา” นายณัฐวุฒิกล่าว

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"นปช." แนะรัฐแสดงความจริงใจ ก่อนเชิญถกปรองดอง


“ณัฐวุฒิ” เผย นปช.ส่งข้อเสนอให้สปท.แล้ว ชี้ กรอบปรองดองถ้าเกิดก่อนวงพูดคุย จะกลายเป็นกรอบครอบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง วอนผู้มีอำนาจอย่าแสดงท่าทีเป็นธงก่อนวงรับฟังความเห็นจะเริ่ม ดักคอ รัฐบาลมีปัจจัยบวกหลายด้าน ถ้ายังล่มกลางทางเหมือนที่ผ่านมา ความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจอาจมีปัญหา

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลกำหนดบทบาทตัวเองไว้อย่างไรในการสร้างความปรองดอง เพราะการที่ พล.อ.ประยุทธ์บ้าง พล.อ.ประวิตรบ้าง ให้สัมภาษณ์ว่าอย่างนี้ไม่เอา อย่างนั้นไม่ใช่อยู่เรื่อยๆ จะทำให้ทางเดินไปสู่การปรองดองแคบลง ดีไม่ดีอาจจะถึงขั้นเป็นทางตัน เพราะเมื่อผู้มีอำนาจสูงสุดแสดงท่าทีเป็นธงก่อนวงรับฟังความคิดเห็นจะเริ่มก็เท่ากับกำหนดกรอบให้เดิน ซึ่งขัดกับหลักการปรองดองที่ต้องเปิดกว้าง และนี่อาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้การตั้งคณะกรรมการมาทำหน้าที่ออกอาการยึกยักไม่จบเสียที เพราะคนที่มีความรู้ความเข้าใจและทำงานเรื่องปรองดองมาจริงๆ คงไม่อยากเข้ามานั่งให้ผู้มีอำนาจใช้เป็นตรายางให้สูตรปรองดองกึ่งสำเร็จรูป

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า รัฐบาลควรใช้โอกาสที่หลายฝ่ายก้าวข้ามเงื่อนไขทางความคิดและประกาศให้ความร่วมมือ เดินเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม กรอบการปรองดองควรเกิดหลังจากได้พูดคุยกัน ถ้าเกิดก่อนจะกลายเป็นกรอบครอบกรรมการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลกำหนดบทบาทเป็นคนแก้ปัญหาก็ควรเน้นหนักเรื่องการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม โดยพูดถึงเนื้อหาการปรองดองให้น้อยที่สุด ถ้าอยากลงลึกก็ควรเข้ามาอยู่ในวงของคู่ขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ นปช. ยังคงยืนยันการให้ความร่วมมือ

"นปช. ได้ส่งข้อเสนอในทางหลักการไปให้ สปท. แล้ว ทั้งๆที่ยังไม่ทราบว่า สปท. เองเอาไปดูแล้วจะเอาไปสรุปเพื่อส่งต่อที่ไหน เพราะบทบาทหลักอยู่ที่ ป.ย.ป. หมดแล้ว ส่วนในรายละเอียดและรูปธรรมการดำเนินการพร้อมจะนำเสนอในวงประชุมหากได้รับเชิญ จริงๆแล้วรัฐบาลมีปัจจัยบวกหลายด้านที่จะทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนได้ ถ้ายังล่มกลางทางเหมือนที่ผ่านมาก็น่าสนใจว่า ความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจจะเป็นอย่างไร?" นายณัฐวุฒิกล่าว

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

"ณัฐวุฒิ" เตือน "สุเทพ" หยุดตั้งแง่ขวางปรองดอง-แนะคุยด้วยเหตุผล ลดความขัดแย้ง


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศ คิดว่าตัวเองสำคัญถึงขั้นกำหนดเงื่อนไขการปรองดองก่อนเริ่มต้นได้ ถือเป็นความเลอะเลือนอย่างยิ่ง ที่ใครก็ตามคิดว่าตัวเองคือศูนย์กลาง และการปรองดองจะเกิดได้ภายใต้ความต้องการของตนเท่านั้น ทั้งนี้ ขออธิบายให้เข้าใจว่า การที่ นปช. แสดงจุดยืนให้ความร่วมมือนั้น เราไม่เห็นนายสุเทพเลย เพราะได้มองข้ามไปถึงเป้าหมายว่าจะช่วยกันอย่างไรให้คนที่เห็นต่างอยู่ร่วมกันในหลักการและกติกาที่ยอมรับกันได้ ข้อเสนอใดๆ ที่มีจะนำไปเสนอในเวทีพูดคุย เพราะเชื่อว่าพูดกันไปมาตอนนี้มีแต่จะทำให้ยุ่ง และกระบวนการเริ่มนับหนึ่งไม่ได้

“เราคือกลุ่มที่สูญเสียชีวิตพี่น้องกว่า 100 ชีวิต บาดเจ็บกว่า 2,000 คน ทั้งมวลชนและแกนนำสลับกันเข้าคุกเป็นว่าเล่น เราไม่มีเลือดจะกลืน ไม่มีน้ำตาจะกลั้น เพราะมันไหลออกไปแทบหมดตัวแล้ว แต่เมื่อพูดถึงเรื่องการปรองดองเราขานรับตลอดมา เพราะการต่อสู้ของเราคือการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การต่อสู้ทางทหาร เมื่อเป็นการต่อสู้ทางการเมืองย่อมปฏิเสธเวทีที่จะพูดคุยกันด้วยเหตุผลเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติไม่ได้ ส่วนใครตั้งแง่อย่างไรเป็นเรื่องผู้มีอำนาจต้องไปคุยกันเอาเอง กำลังจะเล่นบทพระเอกแท้ๆ แต่คนรักเก่าออกมายืนเหวี่ยงอยู่อย่างนี้ จัดการให้ดีก็แล้วกัน” แกนนำ นปช. กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า สำหรับ นปช. พร้อมเสมอกับกระบวนการปรองดอง ยินดีร่วมเสียสละอย่างเป็นธรรมเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า แต่ไม่มีหน้าที่ไปง้อใครให้เข้าร่วม และไม่พร้อมเป็นลูกไล่ให้ใครกระทบกระแทกเอาดีเข้าตัว เจ้าภาพพร้อมเมื่อไหร่ จะให้มีส่วนร่วมอย่างไรก็บอกมา ถ้าไม่พร้อมหรือเดินหน้าไม่ได้ก็รีบบอกด้วย ประชาชนจะได้ไม่ต้องรอ

"นปช." ไม่ขวางปรองดอง แนะรัฐจริงใจหนุนคู่ขัดแย้งร่วมเจรจา


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การสร้างความปรองดองมีหลายขั้นตอนและต้องใช้เวลา จุดยืนของ นปช. คือ พร้อมให้ความร่วมมือ และจะไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการนี้ เพียงแต่มีข้อสังเกตบางประการที่อยากให้ผู้มีอำนาจและประชาชนพิจารณาเพื่อประกอบความเข้าใจว่า ตัวแบบความปรองดองที่เกิดขึ้นในหลายประเทศและได้รับการยอมรับในระดับสากลเขาเดินกันอย่างไร ที่เอลซัลวาดอร์ อิทธิพลของสงครามเย็นทำให้เกิดสงครามกลางเมืองต่อเนื่องกว่า 12 ปี ขณะที่กัวเตมาลามีการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มต่อต้านราว 30 ปี เมื่อทุกฝ่ายเห็นว่าต้องปรองดองจึงให้สหประชาชาติเข้าดำเนินการ โดยตั้งคณะกรรมการซึ่งมีชาวต่างประเทศอยู่ด้วยมาทำหน้าที่ ประเทศที่ไม่ถึงขั้นสงครามกลางเมือง เช่น ชิลี อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ แม้ไม่ใช้สหประชาชาติและไม่มีต่างชาติเข้าร่วมเป็นกรรมการ แต่มีกระบวนการสรรหาที่ส่วนต่างๆ ทั้งสภาผู้แทนฯ วุฒิสภา ภาคประชาสังคม คู่ขัดแย้ง เป็นต้น คัดเลือกและให้การรับรอง

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ไม่มีประเทศไหนสร้างความปรองดองสำเร็จโดยอำนาจของคู่กรณีในความขัดแย้ง ส่วนของไทยกำลังจะตั้งคณะกรรมการโดยอำนาจนายกฯ จึงต้องพิจารณาว่า คณะผู้มีอำนาจชุดนี้มีบทบาทเป็นคู่กรณีหรือเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งหรือไม่ ขณะที่การดำเนินการจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่บทสรุปที่ยอมรับร่วมกันได้ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าตัวอย่างที่ตนยกมาคือสูตรสำเร็จ หรือผิดจากนี้คือล้มเหลว สิ่งสำคัญคือ ความจริงใจในการทำเรื่องนี้ ถ้าเริ่มด้วยความจริงใจโดยเฉพาะจากฝ่ายผู้มีอำนาจ เชื่อว่าน่าจะให้ผลเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะดีกว่าย่ำอยู่ที่เดิมมาแล้วหลายปี และเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะประคับประคองให้เดินหน้าต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"ณัฐวุฒิ" แนะรัฐหยุดระบบอุปถัมภ์-สร้างประชาธิปไตยแก้ปัญหาประชาชน


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า "เป็นเรื่องน่าแปลกใจมากที่สนช.เสนอรายงานเรื่องการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในวงราชการ ทั้งที่สนช.เองก็เข้าสู่อำนาจจากระบบอุปถัมภ์โดยคณะรัฐประหาร และสาระของรัฐธรรมนูญที่กรธ.ร่างมีรูปลักษณ์ของรัฐราชการซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของระบบดังกล่าว ทั้งนี้ ข้อเสนอแบบห้ามตีกอล์ฟ ห้ามกินเลี้ยง ดูแผ่วเบามากสำหรับการแก้ปัญหานี้ เท่าที่ตามข่าวไม่มีการพูดถึงปัญหาหลักการอย่างแท้จริงว่า ความไม่เป็นประชาธิปไตยคือแหล่งเพาะพันธ์ุและขยายผลของระบบอุปถัมภ์ ถ้ารูปแบบการปกครองไม่ใช่การลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน การพูดถึงการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ยังเป็นเรื่องไกลความจริง"

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า "พิจารณาจากสภาพปัจจุบันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า สังคมไทยอยู่ภายใต้กลไกของระบบอุปถัมภ์ในวงราชการ การแต่งตั้งบุคคลเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจากฝ่ายความมั่นคงและบุคคลใกล้ชิดเป็นเครื่องยืนยันประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดี ในคณะกรรมาธิการที่ศึกษาไม่ได้พูดคุยกันเลยหรือว่า การลดอิทธิพลของระบบอุปถัมภ์คือการเพิ่มอิทธิพลให้ประชาชน วันนี้ก็เห็นกันอยู่ว่า ทุกกลไกเขาถือคติตามใจแป๊ะ แม้แต่ในที่ประชุมสนช.เองก็เพิ่งมองข้ามเสียงเรียกร้องของประชาชนหลายแสนคนที่คัดค้าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะอำนาจที่ตั้งตัวเองมาต้องการให้ผ่าน และมีหวังกับการได้ไปต่อในฐานะส.ว.ลากตั้งหากทำงานเข้าตา สนช.เสนอการแก้ปัญหาทั้งที่ตัวเองอยู่ตรงกลางของปัญหาแบบนี้ได้อย่างไร?"

"ผมเห็นด้วยกับการแก้ไขระบบอุปถัมภ์ แต่เห็นว่าจะแก้ได้จริงคือ ต้องสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ถ้าคนคิดแก้ปัญหากินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง แต่ทำเป็นมองไม่เห็นความจริง คงคาดหวังกับการแก้ปัญหาไม่ได้" นายณัฐวุฒิกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"ณัฐวุฒิ" แนะ สนช. ฟังเสียงประชาชน-ห่วงพ.ร.บ.คอมฯจำกัดสิทธิ์


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า "เท่าที่ติดตามการเคลื่อนไหวคัดค้านพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้นตนเห็นว่า กลุ่มที่ดำเนินการไม่ได้มีปัญหาในประเด็นเรื่องความมั่นคง แต่หัวใจสำคัญคือ ข้อกังวลเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนกรณีซิงเกิลเกตเวย์ ซึ่งแกนนำกลุ่มคัดค้านนั้นหยิบยกสาระในหลายมาตรามาอธิบาย โดยส่วนตัวเห็นว่า นี่คือการคัดค้านอย่างเป็นอารยะ และไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง หากผู้มีอำนาจเห็นว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงก็ควรเปิดเวทีสาธารณะให้ตัวแทนของกลุ่มได้ซักถามและมีผู้รับผิดชอบมาอธิบาย แม้จะกล่าวอ้างว่าเป็นความจำเป็นเร่งรีบ แต่ก็ไม่ควรมองข้ามเสียงเรียกร้องของประชาชนจำนวนมาก"

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า "นอกจากสาระของกฎหมายซึ่งมีความเห็นต่างกันแล้ว ข้อสังเกตุอีกประเด็นคือ การทำหน้าที่ของสนช. ถ้าเป็นสภาฯ จากการเลือกตั้งเรื่องแบบนี้ฝ่ายตรวจสอบจะไม่เพิกเฉย อาจมีการตั้งกระทู้ถามหรือแสดงบทบาทอื่นๆ ในฐานะตัวแทนประชาชนให้ฝ่ายบริหารต้องอธิบาย แต่จนถึงขณะนี้สนช.ยังเงียบ และเป็นไปได้ว่าวันนำเข้าสภาฯ ก็จะเฉย เพราะท่าทีของผู้มีอำนาจเป็นเอกภาพว่าจะเอาให้ได้ สนช.ที่อยู่บนเรือแป๊ะก็ต้องตามใจแป๊ะ เข้าทำนองได้หมดถ้าแป๊ะสดชื่น ทั้งนี้ สาระของกฎหมายฉบับนี้ลิดรอนเสรีภาพหรือไม่ยังถกเถียงกันอยู่ แต่โดยหลักการ อำนาจสถาปนากฎหมายคืออำนาจของประชาชน สนช.ไม่ได้มาจากอำนาจนี้ หากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจตัวจริงหลายแสนคนเข้าชื่อคัดค้านแต่กลับไม่รับฟังก็หาความชอบธรรมไม่ได้"

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"ณัฐวุฒิ" ติงพ.ร.บ.พรรคการเมือง-เปิดโอกาสการเมืองนอกระบบมีอำนาจ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "สภาพความเป็นจริงหลังรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกบังคับใช้นั้น จะมีพื้นที่ทางการเมือง 2 แบบคือ 1.พื้นที่ทางการเมืองโดยอำนาจอธิปไตยของประชาชนผ่านกระบวนการของพรรคการเมือง และ 2.พื้นที่ทางการเมืองโดยอำนาจพิเศษผ่านกระบวนการลากตั้งทั้งหลายตามที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นด้วยกับหลายประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาในพ.ร.บ.พรรคการเมือง แต่อยากขยายภาพปัญหาให้ชัดขึ้นหากบังคับใช้คือ จะทำให้พื้นที่การเมืองในระบบแคบลง คนที่จะเข้าสู่สนามการเมืองผ่านการเลือกตั้ง หรือตั้งพรรคการเมืองเพื่อแสดงบทบาทในเรื่องที่สนใจเป็นการเฉพาะจะมากด้วยข้อจำกัด ทั้งเรื่องเงินค่าก่อตั้ง ค่าสมาชิก ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการทอดกฐินที่นายมีชัยกล่าวอ้าง เพราะไม่มีกฎหมายข้อไหนบังคับให้กรรมการต้องจ่ายเงินแบบการก่อตั้งพรรคการเมือง การหาจำนวนสมาชิก บทลงโทษต่างๆ และแรงเสียดทานจากสมมติฐานที่ถูกสร้างว่านักการเมืองเป็นพวกโกง ชั่วร้ายไปทั้งหมด"

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า "ผลที่สุดคือ คนที่สนใจการเมืองจะเกิดวิธีคิดว่า พื้นที่การเมืองนอกระบบเป็นเรื่องง่ายกว่า ดูดีกว่า และมีโอกาสเข้าสู่อำนาจอย่างปลอดภัยมากกว่า แม้กระทั่งกลุ่มสนับสนุน เช่น กลุ่มทุนทั้งหลายก็จะเห็นว่า ต้องยืนอยู่กับอำนาจนอกระบบ เพราะไม่มีกระบวนการตรวจสอบและบทลงโทษ คำถามคือ กติกาแบบนี้หรือที่จะนำการปฏิรูปไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่น พรรคการเมืองทุกพรรคต้องปฏิรูปตัวเองและแสดงรูปธรรมที่ชัดเจนเรื่องหลักการประชาธิปไตย หากยังย่ำอยู่กับที่ ภายใน 5 ปีจะหาที่ยืนไม่ได้ ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลอำนาจนอกระบบ ซึ่งหมายถึงการเอาอำนาจของประชาชนไปยอมจำนนด้วย พรรคการเมืองไม่สามารถเป็นสถาบันได้ภายใต้กติกานี้ แต่จะเป็นได้โดยสำนึกทางการเมืองที่ถูกต้องของตัวนักการเมืองเอง"

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

“นปช.” ห่วงชาวนา-ข้าวราคาตก สอนรัฐเทียบจำนำยุ้งฉาง-จำนำข้าว

“ณัฐวุฒิ”ย้อน แค่เห็นต่างยังถูกดำเนินคดีจนสะบักสะบอม ถ้านักการเมืองร่วมมือโรงสีกดราคาข้าวจริง รัฐบาลคงไม่ปล่อยไว้ถึงวันนี้ จี้ แถลงผลดำเนินการหลังเคยประกาศเดินหน้าตั้งแต่ ตุลาคม 2557 เชื่อ โครงการจำนำยุ้งฉางมีปัญหาในการปฏิบัติ เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ยังเป็นคนเดิม และตกเป็นผู้ต้องหาจากการทำโครงการจำนำข้าว


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "ปัญหาราคาข้าวตกต่ำคือความจริงที่เจ็บปวดของชาวนา ไม่ใช่ประเด็นการเมืองที่ใครจะหาเรื่องให้ร้ายกัน ถ้าคนแบบ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์พูด ตนจะไม่ใส่ใจ แต่เมื่อนายกฯ ในฐานะผู้นำรัฐบาลใช้มาตรฐานเดียวกันโดยการกล่าวหาว่ามีนักการเมืองร่วมมือกับโรงสีกดราคาข้าวก็ไปกันใหญ่ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแค่แสดงความเห็นต่างก็ถูกคุกคาม ดำเนินคดีจนสะบักสะบอม ถ้ามีนักการเมืองรายไหนไปทำอย่างที่กล่าวหาจริงรัฐบาลจะปล่อยไว้ได้อย่างไร อยากให้ผู้มีอำนาจให้เกียรติชาวนาและประชาชนโดยการพูดถึงปัญหาด้วยความจริง แล้วแสดงฝีมือแก้ไขให้ได้ เรื่องนี้ตนเอาใจช่วย"

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า "เมื่อเห็นมาตรการที่ออกมานั้นก็มีข้อสังเกตุบางประการ เช่น การจำนำยุ้งฉางไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลนี้ประกาศเดินหน้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 แต่มีการสรุปผลการดำเนินการหรือไม่ ควรแถลงต่อสังคมด้วยว่าได้ผลเป็นอย่างไร จะได้ไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องขายผ้าเอาหน้ารอดเพียงให้มีคำตอบกับชาวนาว่าได้แก้ปัญหาให้ และรัฐบาลต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงด้วยว่า มาตรการเหล่านี้จะถูกเทียบเคียงกับโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลที่แล้วทั้งในแง่ผลสัมฤทธิ์และความผูกพันทางกฎหมาย ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ต่างๆ จะขาดความเชื่อมั่น เพราะในขณะที่เดินโครงการจำนำยุ้งฉางก็มีการดำเนินคดียึดทรัพย์กับเจ้าหน้าที่ในโครงการจำนำข้าวเกือบ 1,000 คดี ซึ่งส่วนตัวกังวลว่า มาตรการนี้อาจมีปัญหาในการปฏิบัติ เพราะเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ยังเป็นคนเดิม และกำลังตกเป็นผู้ต้องหาจากการทำโครงการในลักษณะเดียวกัน"

“เรื่องปราบทุจริตไม่มีใครค้าน แต่ฝ่ายผู้มีอำนาจควรปรับทัศนคติตัวเองให้ชัดเสียก่อนว่า ทั้งจำนำข้าวหรือจำนำยุ้งฉางคือมาตรการของรัฐในการช่วยเหลือชาวนา ไม่มีเรื่องกำไรขาดทุน เพราะหากยึดมาตรฐานเดียวกันก็น่าห่วงว่า จบโครงการแล้วจะแถลงปิดบัญชีกันอย่างไร” นายณัฐวุฒิกล่าว

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

"นปช." แนะหยุดรังแก "ยิ่งลักษณ์" สอนโฆษกรัฐทบทวนบทบาทตนเอง


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า หลังรัฐประหารทุกคนรู้ว่าชะตากรรมของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คงหนักหนาสาหัส แต่ถึงขั้นจะเอาผิดเรื่องน้ำท่วมนั้นถือว่ารังแกกันเกินไปหรือไม่ มองอย่างเป็นธรรมทุกคนรู้ดีว่าสถานการณ์นั้นคือวิกฤติน้ำครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์เพิ่งเข้าทำหน้าที่ก็พยายามแก้ไขเต็มที่ ถ้าจะดำเนินคดีเรื่องนี้ ต่อไปน้ำท่วมที่ไหนก็โดนทุกรัฐบาล จะสร้างบรรทัดฐานแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่โฆษกรัฐบาลแสดงความเห็นเรื่องนี้นั้น ควรจะทบทวนบทบาทให้ดีว่ารัฐบาลนี้เป็นคู่กรณีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ การออกหน้าวิพากษ์วิจารณ์จะเกิดคำถามว่า รัฐบาลกับป.ป.ช.รับส่งสัญญาณกันหรือไม่ รัฐบาลควรใช้เวลาไปแก้ปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคเหนือตอนล่างให้เรียบร้อยโดยเร็วจะดีกว่าการใช้น้ำลายตีกินคนที่เสียเปรียบทุกประตูอยู่แล้ว เพราะไม่น่าจะเกิดประโยชน์อะไรกับประชาชน

“ผมเชื่อว่า นางสาวยิ่งลักษณ์พร้อมต่อสู้ทุกข้อกล่าวหา แต่น่าเห็นใจที่อยู่ในสภาพซ้ายก็โดน ขวาก็โดน ทำอะไรไว้ก็ผิดเสียทุกอย่าง คนอื่นทำแบบเดียวกันบ้างก็ถูกไปเสียทุกเรื่อง ถ้าคนเป็นถึงอดีตนายกฯ ยังต้องดิ้นรนหาความเป็นธรรม แล้วประชาชนทั่วไปจะเกิดความมั่นใจได้อย่างไร” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่ฝ่ายผู้มีอำนาจพยายามอธิบายว่าทุกเรื่องเป็นไปตามหลักนิติธรรมนั้น ต้องเข้าใจว่า ตราบใดที่ยังมีการใช้มาตรา 44 มาเกี่ยวข้องก็อ้างหลักนิติธรรมไม่ได้ การดำเนินการกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ มีมาตรา 44 เป็นองค์ประกอบในหลายขั้นตอน การที่เจ้าตัวจะแสดงความรู้สึกให้สังคมรับรู้บ้างจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้