แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิชัย นริพทะพันธุ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิชัย นริพทะพันธุ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561

“พิชัย” เสนอลดราคาน้ำมันช่วยประชาชน-แก้ปัญหาทุนผูกขาด

พิชัยทวงบิ๊กตู่ลดราคานำ้มันช่วยเหลือประชาชน ชี้ ต้องแก้การผูกขาดพลังงาน แนะ กกพ. ส่งเรื่องกลับบอร์ดใหม่ ปตท


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นและยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างมาก จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้นำเรื่องที่ตนเคยเสนอไว้ไปพิจารณาช่วยเหลือประชาชนไม่ให้เดือดร้อนไปกว่าเดิม ซึ่งเรื่องที่ตนเสนอนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำได้จริง เช่นเรื่องการลดราคาค่าการตลาด ซึ่งลดได้จริงแล้วโดยบริษัทยอมลดลงจากอัตราเดิมที่เคยเก็บถึงลิตรละเกือบสองบาท ลงมาเหลือเพียงลิตรละ 1.26 บาทเท่านั้น ดังนั้นจึงอยากให้มีการพิจารณาลดราคานำ้มันหน้าโรงกลั่นให้เท่ากับสิงคโปร์โดยไม่ต้องรวมค่าขนส่ง เพราะปัจจุบันโรงกลั่นกำไรจากค่าการกลั่นที่สูงอยู่แล้ว ขนาดบมจ. ไทยออยล์ ในเครือ ปตท. ยังจะขยายกำลังการกลั่นเพิ่มอีกวันละ 125,000 บาเรลเพื่อการส่งออก ซึ่งขายต่ำกว่าราคาในประเทศ ดังนั้นเหตุใดคนไทยจึงต้องจ่ายสูงกว่าราคาส่งออกซึ่งไม่มีเหตุผล นอกจากจะต้องการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทน้ำมันที่กำไรมหาศาลอยู่แล้วเท่านั้น  และอยากขอให้ลดราคาเอทานอลให้เท่าราคาตลาดโลก เพราะ ราคาน้ำตาลและราคาโมลาสได้ลดลงอย่างมากแต่ราคาเอทานอลที่ใช้ผสมน้ำมันแก๊สโซฮอลกลับยังมีราคาสูง ทั้งนี้เชื่อว่าแม้พลเอกประยุทธ์จะพยายามหาว่าตนบิดเบือน แต่ลึกๆพลเอกประยุทธ์ควรจะต้องเชื่อว่าสิ่งที่ตนพูดเป็นความจริง และหากราคาน้ำมันดิบยังเพิ่มสูงขึ้นไปอีก รัฐก็ควรจะลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อช่วยค่าครองชีพของประชาชน การที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งก็เพราะการปล่อยให้มีการผูกขาดพลังงานมาเป็นเวลานาน จึงต้องแก้ไขเรื่องการผูกขาดนี้ และนโยบายทักษิโณมิกส์เวอร์ชั่นใหม่ จะต้องแก้ไขการผูกขาดทั้งหมดรวมถึง การผูกขาดด้านพลังงานนี้ อีกทั้งต้องไม่ให้ การผูกขาดน้ำมัน ลามไปยังการผูกขาดไฟฟ้าด้วย 

ทั้งนี้ อยากให้ คณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) ชุดใหม่ ได้พิจารณาส่งเรื่องการซื้อบมจ. โกลว์ของบริษัทไฟฟ้าในเครือ ปตท. กลับไปให้บอร์ดใหญ่ของ บมจ. ปตท พิจารณาใหม่ เพราะมีความผิดปกติในหลายเรื่อง เช่น มีความไม่โปร่งใสว่าจะเป็นการเซ็นทิ้งทวนของประธานบอร์ด  ปตท. คนเก่าที่พึ่งออกไปหรือไม่ เพราะอนุมัติการซื้อก่อนออกจากตำแหน่งเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น และ ซีอีโอ ปตท. คนเก่า ก็อนุมัติตอนก่อนจะครบวาระเช่นกัน อดไม่ได้ที่จะต้องคิดว่าเป็นการเซ็นทิ้งทวนหรือไม่ เพราะมักจะมีการตำหนินักการเมืองว่าชอบเซ็นทิ้งทวน ดังนั้นก็ไม่ควรจะให้ทำในลักษณะเดียวกัน และหากพิจารณาการขึ้นของราคาหุ้นโกลว์ก่อนที่จะมีการตกลงซื้อขายกันปรากฏว่ามีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่าน่าจะมีการใช้ข้อมูลภายในในการซื้อขายหุ้น ซึ่งอยากให้ ...ได้เข้าตรวจสอบการใช้ข้อมูลภายในในเรื่องนี้ด้วย นอกจากนี้ ราคาซื้อขายน่าจะสูงกว่าราคาที่ควรจะเป็นมาก ซึ่งน่าสงสัยว่าจะมีการรับผลประโยชน์จากการซื้อขายครั้งนี้หรือไม่ นี่คือเหตุผลของความผิดปกติและความไม่โปร่งใส นอกจากนี้ยังมีปัญหาการผูกขาดในการผลิตพิ้นที่ตะวันออกโดยเฉพาะในบริเวณอีอีซี ซึ่งมีผู้ประกอบการปิโตรเคมีหลายบริษัททั้งไทยและต่างประเทศไม่สบายใจที่ บริษัทในเครือ บมจ. ปตท. ซื้อ บมจ. โกลว์ เพราะจะทำให้ บมจ. ปตท. ทราบข้อมูลการใช้ไฟฟัาและปริมาณการผลิตซึ่งเป็นความลับของบริษัทที่ไม่อยากให้ บมจ. ปตท ที่ก็ทำธุรกิจปิโตรเคมีเหมือนกันและแข่งขันกันอยู่ได้ทราบ อีกทั้ง บมจ. โกลว์ยังมีการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินในสัดส่วนที่สูง ซึ่งสวนกับแนวทางของ บมจ. ปตท. ที่ต้องการรักษาสภาวะแวดล้อม ดังนั้นจึงน่าจะเป็นความรับผิดชอบของบอร์ดใหม่และ ซีอีโอคนใหม่ของ บมจ. ปตท. ที่จะพิจารณาความโปร่งใสในเรื่องนี้อย่างละเอียด และพร้อมตอบคำถามสังคม และ หลายหน่วยงาน แม้กระทั่ง ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ที่ยังมีข้อสงสัยในความโปร่งใสของการซื้อขายครั้งนี้ 

วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

“พิชัย” อัดรัฐอ้างช่วยคนจนหวังหาเสียง


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวในงานสัมมนา “ผลงานด้านเศรษฐกิจ 4 ปี ของรัฐบาล คสช. รอดหรือร่วง?” จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ว่า “4 ปี การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช. ล้มเหลว พิสูจน์ได้จากผลสำรวจโพลทุกสำนักทุกครั้งที่ให้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาอันดับแรกของรัฐบาล คสช.  แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดจะไม่แย่ลงและดูเหมือนว่าจะดีขึ้นทั้งปี 2560 และในปี 2561 นี้ แต่ไม่ได้สะท้อนว่าความเดือดร้อนของประชาชนจะลดลง ทั้งนี้เพราะผลประโยชน์การเจริญเติบโตตกอยู่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้มีการกระจาย และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดจาก การส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว หลังจากการส่งออกที่ตกต่ำและไม่ได้ขยายตัวมาหลายปี การท่องเที่ยวก็ขยายตัวเองตามศักยภาพเช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลเลย ทั้งนี้ตลอด 3 ปีกว่าที่รัฐบาลบริหาร เศรษฐกิจโตเฉลี่ยเพียงปีละ 2.7% เท่านั้น ซึ่งถือว่าตำ่มาก ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโตเฉลี่ยใน 3 ปีกว่านี้ สูงกว่าไทยมาก ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกายังโตสูงมาก จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไทยโตได้น้อยในขณะที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวดี ทั้งนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังเพิ่มขึ้นตลอด โดยได้เคยขอให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยมาตลอด 3 ปีกว่า แต่รัฐบาลพึ่งจะมาเริ่มดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในปีสุดท้าย ทั้งที่ควรทำตั้งแต่เริ่มเข้าบริหาร หากมีความตั้งใจจะช่วยประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง นี่ก็จะออกงบประมาณกลางปีอีก 1.5 แสนล้านบาท ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าที่ต้องทำเพราะต้องการหาเสียงทางการเมืองใช่หรือไม่? เพราะพึ่งจะประกาศตัวเองว่าเป็นนักการเมือง อีกทั้งการให้บัตรคนจนซื้อของเฉพาะในร้านธงฟ้าประชารัฐที่มีผู้ผลิตไม่กี่รายได้ประโยชน์ จะถือเป็นการล็อกสเปคจัดซื้อเพื่อเอื้อประโยชน์นายทุนบางรายใช่หรือไม่? จึงอยากให้ สตง. และ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย”

นายพิชัย กล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศยังเป็นปัญหา ยอดการลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำมาก ยอดขอ BOI เหลือเพียง 6.4 แสนล้านเท่านั้น การลงทุนจริงยิ่งต่ำกว่ามาก และรัฐบาลไม่กล้าแถลงยอดการลงทุนใน EEC ที่ยังไม่ค่อยมีคนมาลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคงสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยจะหวังแต่การลงทุนในภาครัฐคงไม่ได้ แถมการลงทุนในภาครัฐก็เป็นไปอย่างช้ามาก ข้าราชการส่วนใหญ่คงอยากรอทำงานให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่า เพราะสามารถตรวจสอบได้ ไม่อยากต้องตอบคำถามแบบคลุมเคลือเหมือน ป.ป.ช. ที่ตอบเรื่องนาฬิกา ทั้งนี้ อยากขอเตือนรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาหลายเรื่องเช่น ค่าบาทแข็ง พร้อมเพย์ล่มที่ได้เคยเตือนไว้ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มใช้แล้ว และบิตคอยน์ที่อาจจะเป็นปัญหาได้ เป็นต้น โดยอยากให้รัฐปรับแนวคิดให้ทันโลกเพื่อประเทศไทยจะได้สามารถพัฒนาความสามารถในการแข่งขันได้”

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ปรับครม.ไม่ช่วย! “พิชัย” แนะรัฐเร่งเลือกตั้ง


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานสัมมนาที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ว่า “ตามที่รัฐบาลได้มีการปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 แล้วนั้น โดยปรับถึง 18 ตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเท่ากับยอมรับว่าผลงานที่ผ่านมาย่ำแย่ การบริหารราชการมีปัญหาถึงต้องปรับเปลี่ยนตำแหน่งมากขนาดนั้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาใหญ่อยู่ที่เรื่องเศรษฐกิจ แต่กลับปรับ ครม. เศรษฐกิจน้อยมาก แทบไม่เปลี่ยนเลย โดยเฉพาะในส่วนของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายสมคิดยังบอกว่านโยบายก็จะไม่เปลี่ยน จึงสงสัยว่าเมื่อไม่ปรับเปลี่ยนคนและไม่ปรับนโยบาย แล้วจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างไร? นอกจากนี้รัฐบาลอ้างว่าการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นความสำเร็จ แต่ปรากฏว่ามีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการทั้ง 2 กระทรวงนี้ แสดงว่ารัฐบาลยอมรับว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามเศรษฐกิจโลกเท่านั้น เพราะประเทศเพื่อนบ้านส่งออกเพิ่มขึ้นมากกว่าไทยมาก และนักท่องเที่ยวก็มาเพิ่มตามปกติอยู่แล้วใช่หรือไม่? ส่วนการลงทุนที่ยังหดหายแม้จะพยายามเพิ่มสิทธิต่างๆ เหมือนเป็นการลดแลกแจกแถมก็ยังไม่มีนักลงทุนต่างประเทศลงทุนมากนัก และยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่เหมือนประเทศเพื่อนบ้านเช่นในเวียดนามที่การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 29.2% จน พล.อ.ประยุทธ์ต้องลงมาดูเอง แต่กลับไม่เปลี่ยนรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ทั้งนี้เป้าขอส่งเสริมการลงทุนที่ตั้งยอดต่ำเพียง 6 แสนล้านบาท แต่ก็ยังต่ำกว่าเป้าถึง 2 แสนล้านบาท การลงทุนจริงยิ่งต่ำกว่าเป้ามาก ในขณะที่ก่อนปฏิวัติมียอดขอส่งเสริมมากกว่าเป็นเท่าๆ แสดงว่าถึงแม้จะเปิดเขตเศรษฐกิจระเบียงตะวันออก (EEC) แต่ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มการลงทุนแต่อย่างไร การเชิญนักลงทุนญี่ปุ่นมา 500-600 คน ก็เป็นเพียงการจัดฉากเท่านั้น”

นายพิชัย กล่าวต่อไปว่า “อยากให้นายสมคิดช่วยอธิบายว่าจะทำให้คนจนหมดไปในปีหน้าได้อย่างไร? ทั้งๆที่ปีนี้ รัฐบาลพึ่งออกบัตรคนจนมากว่า 11 ล้านใบ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลตั้งแนวทางการดำเนินการและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ถูกทาง ไม่ใช่เปลี่ยนไปตามสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปเอง หรือ เพียงต้องการหาเสียง เพราะสภาวะความเป็นจริงที่คนส่วนใหญ่ลำบากกันมาก จะยิ่งทำให้ความนิยมของรัฐบาลลดต่ำลงอีก และการปรับ ครม. ก็ไม่น่าจะช่วยอะไรได้มาก เพราะจะไม่มีช่วงฮันนีมูนแล้ว ซึ่งหากเข้ามาบริหารแล้วยังไม่เห็นผลโดยเร็ว ก็ควรจะรีบจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเลือกคนที่จะเข้ามาแก้ปัญหาให้กับเขา ก่อนที่ประชาชนจะทนกันไม่ไหว อยากฝากไปถึงท่านรองนายกฯสมคิด ว่าจะใช้วิธีการเดิมๆ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันจะไม่สามารถแก้ปัญหาให้สำเร็จได้ ต้องคิดวิธีใหม่ๆ”

วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"พิชัย" แนะรัฐหยุดปิดกั้นความเห็น เผยถูกดำเนินคดีหลังวิจารณ์ปัญหาเศรษฐกิจ


"พิชัย" แจง การเข้าพบ บก. ปอท. ชี้ เศรษฐกิจแย่จึงแนะนำ หากไม่เห็นด้วยควรให้ผู้รู้มาชี้แจง การปิดกั้นความคิดเห็นนอกจากแสดงความไม่มั่นใจของรัฐบาลแล้ว จะทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ 

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า ตามที่ตนได้เข้าพบ ปอท. และได้รับแจ้งว่า พันเอก บุรินทร์ ทองประไพ  เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงการข่าว ได้รับมอบอำนาจให้มาแจ้งความ โดยมีรายละเอียดว่า ตนให้ข้อมูลบิดเบือนมาตลอดตั้งแต่ปี 57 โดยเฉพาะการให้ข่าวในวันที่ 26-27 กรกฎาคม 2560 ในหัวข้อ " "พิชัย" แนะ "บิ๊กตู่" ฟัง "สมคิด" ก่อนประเทศจะถอยหลังไปกว่านี้ เตือน ความเลื่อมล้ำจะยิ่งทำแตกแยก ชี้ สัญญาณกบต้มเริ่มชัดขึ้นเรื่อย" ซึ่งมีผลทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ โดยจะให้มีการดำเนินคดีกับตน ตามมาตรา 14 (1) (2) (5)  ซึ่งประชาชนน่าจะใช้วิจารณญาณได้ว่า การกระทำของผู้แทน คสช. นั้น มีจุดมุ่งหมายเช่นไร  ส่วนตน ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ เข้าพบ พนักงานสอบสวน  จึงอยากให้ประชาชนได้ลองไปอ่านข่าวในวันดังกล่าว ซึ่งเป็นการเตือนด้วยความบริสุทธิ์ใจ อีกทั้งข้อมูลทางเศรษฐกิจก็เป็นข้อมูลของรัฐและข้อมูลสาธารณะที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด ไม่ได้มีการบิดเบือนแต่อย่างไร การวิเคราะห์ก็ใช้หลักการสากลในการดำเนินการ ซึ่งถ้าหากรัฐบาลมีความเห็นต่างก็น่าจะให้ผู้รับผิดชอบทางเศรษฐกิจได้ออกมาชี้แจง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นหลักการที่อารยประเทศทำกัน การถกเถียงทางเศรษฐกิจเพื่อต้องการหาทางออกให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปัจจุบันให้ดีขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารประเทศควรนำไปศึกษาปรับปรุงมากกว่าจะมาดำเนินคดีกับผู้วิเคราะห์วิจารณ์เศรษฐกิจซึ่งไม่มีประเทศศิวิไลซ์ที่ไหนเขาทำกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ตนได้พบกับทีมเศรษฐกิจของ คสช. นำโดย นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ก็ได้แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งตรวจสอบข้อมูลกันแล้ว และเป็นข้อมูลของทีมเศรษฐกิจของ คสช. เองที่คลาดเคลื่อน ซึ่งตนก็ได้ให้ข้อมูลไปเพื่อเป็นประโยชน์ในการแก้ไขเศรษฐกิจให้สำเร็จ  อีกทั้ง การตักเตือนเรื่องทฤษฏีวิกฤตกบต้มที่เป็นห่วงว่าประเทศกำลังเสื่อมลงเรื่อยๆเหมือนกบที่กำลังถูกต้มช้าๆนี้  ตนก็เคยเตือนทีมเศรษฐกิจ คสช. ไปวันนั้นเช่นกัน และ คณะอาจารย์ เศรษฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ ก็ออกมาเตือนตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้  ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลส่งคนที่มีความรู้ทางเศรษฐกิจออกมาชี้แจง การปิดกั้นความเห็นทางเศรษฐกิจนอกจากจะแสดงถึงความไม่มั่นใจของรัฐบาลต่อการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจแล้ว ยังทำลายความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะขนาดเสรีภาพทางความเห็นทางเศรษฐกิจยังถูกปิดกั้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ลงไปอีก และ อยากเห็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริงเพราะประชาชนลำบากกันอย่างมากในขณะนี้

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เรียก "พิชัย" ปรับทัศนคติครั้งที่ 9 หลังโพสต์ติงรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ได้รับแจ้งจาก พ.ต.ท.ปิติรัตน์ ของ บก.ปอท. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) เพื่อเรียกเข้าพบในวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคมนี้ เวลา 10.00 น. ที่ บก.ปอท. ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ตึก B ชั้น 4

ทั้งนี้ นายพิชัย ได้วิพากษ์วิจารณ์ทางเศรษฐกิจโดยใช้ข้อมูลจริงจากหน่วยงานรัฐ และเสนอแนะแนวทางให้กับรัฐบาลมาโดยตลอด และการคาดการณ์ส่วนใหญ่ก็เป็นจริง จนสื่อหลายสำนักยกให้เป็นกูรูผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ซึ่งพึ่งถูกเรียกปรับทัศนคติเป็นครั้งที่ 8 ในวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่กองทัพภาคที่ 1 โดยหลังจากออกมาได้แสดงความเป็นห่วงในตัวเลขที่ไม่ตรงกับข้อมูลที่เป็นจริงของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งอาจจะทำให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ จึงไม่ทราบว่าถูกเรียกเพราะเหตุใด โดยไม่กี่วันนี้  นายพิชัยได้ปรากฏภาพในคลิปงานฉลองเซอร์ไพรส์ปาร์ตี้วันเกิด ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งใจกลางกรุงลอนดอน และได้รับเชิญให้เยี่ยมชมสำนักข่าวและสถานีโทรทัศน์ BBC ในกรุงลอนดอน อีกทั้งเพิ่งได้รับเชิญทานอาหารและพูดคุยกับผู้บริหารของหนังสือพิมพ์ อาซาฮี ชิมบุน ที่บินมาจากประเทศญี่ปุ่น

วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"พิชัย" ขอรัฐหยุดกลั่นแกล้ง-เรียกเข้าค่าย หลังตอบ4คำถามประยุทธ์


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า "ตามที่ พ.ท.พีรยุทธ์ เศวตเศรนี ของ คสช. โทรแจ้งว่าจะมารับตัวในวันศุกร์ตอนเที่ยง เพื่อเข้าไปในกองทัพภาคที่ 1 นั้น ตนได้สอบถามกลับไปยัง พ.ท.พีรยุทธ์ ว่าถูกเรียกเพราะสาเหตุใด? แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ ทั้งนี้เพราะตั้งแต่ถูกเรียกและยกเลิกไปคราวที่แล้ว ก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไร นอกจากการตอบ 4 คำถามของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งถามต่อสาธารณะเอง และออกมาเตือนเรื่องค่าเงินบาทแข็งจะมีผลต่อการส่งออก โดยเสนอให้แบงค์ชาติลดดอกเบี้ย เพื่อให้ค่าเงินอ่อนลง และช่วยลดภาระของประชาชนและธุรกิจ อีกทั้งเตือนให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหนี้เสียและการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำมานาน ซึ่งก็เป็นการให้แนวคิดตามข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมข้อแนะนำ ตามโพลสำรวจที่ประชาชนอยากเห็น จึงไม่น่าที่จะต้องถูกเรียก ทั้งๆที่มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตน่าจะได้รับการเคารพ ซึ่งอาจทำให้ความเชื่อถือของนักลงทุนในต่างประเทศและในประเทศลดลงไปอีกได้" 

นายพิชัย กล่าวต่อว่า "นอกจากนี้ไม่แน่ใจว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทราบหรือไม่? ว่ามีการเข้ามากลั่นแกล้งตรวจสอบบริษัทเครือญาติของตน ทั้งๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนแล้ว เนื่องจากออกมาอยู่การเมือง ดังนั้นหากพลเอกประยุทธ์ไม่ทราบเรื่อง ก็ขอให้พลเอกประยุทธ์ ได้สั่งให้หยุดการกลั่นแกล้งดังกล่าวโดยทันที เพราะไม่ได้เป็นผลดีกับรัฐบาลแต่อย่างใด สุดท้ายสังคมจะดูว่ารัฐบาลทหารลุแก่อำนาจได้"

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"พิชัย" ติง3ปีรัฐประหาร คนเชียร์เสียงอ่อน-เศรษฐกิจซบ-ประชาชนลำบาก


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

3 ปีผ่านไปแล้วที่ประเทศไทยมีการปฏิวัติ หลายคนคงไม่คิดว่าประเทศจะไม่กลับสู่ระบอบประชาธิปไตยได้นานขนาดนี้ หากย้อนกลับไปหลังการปฏิวัติแล้วบอกจะอยู่กันนานถึงขนาดนี้ ประชาชนส่วนใหญ่คงจะรับกันไม่ได้ หลายคนอาจจะบอกว่าต้องฉีกตำรารัฐศาสตร์ทิ้งกันเลย แต่ก็ต้องยอมรับถึงความสามารถ รวมถึงคำสัญญาที่บอกว่าขอเวลาอีกไม่นานที่ทำให้ลากกันมาได้ถึงตรงนี้ และยังไม่มีทีท่าว่าจะคืนอำนาจให้กับประชาชนในเวลาอันใกล้นี้เลย และดูเหมือนประชาชนจำนวนมากก็ไม่เดือดร้อน เหมือนกับสามารถอยู่กันไปได้เรื่อยๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าน่าประหลาดใจ แต่ที่แน่ๆ คือ ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มรู้ซึ้งถึงความยากลำบากกันแล้ว เพราะผลกระทบจากการทวนกระแสโลก ย่อมส่งผลทางเศรษฐกิจตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนที่เคยปากแข็งเชียร์อย่างสุดใจก็เริ่มจะเสียงอ่อนลงเพราะปัญหาเศรษฐกิจได้รุมเร้าเข้าสู่ตัวเองและครอบครัวอย่างยากที่จะปฏิเสธ

หลายคนเฝ้าคอยว่า คสช.จะแถลงผลงานว่ามีอะไรบ้าง เพื่อจะได้นำมาแก้ต่างให้ เพราะยังนึกไม่ออกว่าจะมีผลงานอะไร แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะ คสช.ได้เลื่อนการแถลงออกไป ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่จับความได้คือ เพราะมีหลายคนจากทุกภาคส่วนออกมาชี้ให้เห็นว่า 3 ปีที่ผ่านมามีแต่ความล้มเหลวในทุกด้าน ซึ่งหาก คสช.มีความมั่นใจในผลงานของตัวเองอย่างแท้จริง ก็ไม่เห็นน่าจะต้องกังวลที่จะแถลงผลงาน นอกเสียจากว่าจะเห็นว่าเหตุผลของคนวิพากษ์วิจารณ์มีน้ำหนักมากกว่า เพราะแม้กระทั่งผลงานที่ คสช.ภาคภูมิใจที่สุด ที่บอกว่าทำให้เกิดความสงบ คนส่วนใหญ่ก็พอทราบกันแล้วว่าความไม่สงบก่อนการปฏิวัตินั้นเป็นฝีมือของใคร และใครมีส่วนอยู่เบื้องหลัง และหากปฏิบัติการเข้มงวดเหมือนตอนหลังปฏิวัติ ความสงบก็คงเกิดขึ้นเช่นกัน ไม่มีความจำเป็นต้องปฏิวัติแต่อย่างไร ผลงานความสงบนี้จึงไม่อาจจะขายได้แล้วเมื่อเวลาผ่านมา แม้กระทั่งความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นความรับผิดชอบโดยตรงยังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลงแต่อย่างไร

เหตุผลของการปฏิวัติที่อ้างว่าเข้ามาเพื่อปราบทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องหลัก แต่พอเวลาผ่านไป ประชาชนจำนวนมากสงสัยว่าปัจจุบันการทุจริตคอร์รัปชั่นกลับมีมากกว่าเดิมมาก แถมยังตรวจสอบไม่ได้ อีกทั้งใครคิดตรวจสอบก็จะโดนปิดปาก ทั้งนี้ ความสงสัยของประชาชนเริ่มมาตั้งแต่การซื้อไมโครโฟนราคาแพง อุทยานราชภักดิ์ ปัญหาเครือญาติของผู้นำ ทั้งการขายที่ดินที่ต้องโอนผ่านบริษัทในต่างประเทศ การนำเงินหลวงเข้าบัญชีส่วนตัว การสร้างฝาย และการประมูลงานในกองทัพของหลานชาย ปัญหาการขุดลอกคลองของ อผศ. ปัญหาการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ฯลฯ ซึ่งไม่ได้มีการชี้แจงอย่างโปร่งใส และไม่มีฝ่ายค้านในสภาคอยตรวจสอบ เวลาสื่อมวลชนถามก็ถูกตวาดใส่

อีกทั้งยังจะมีการออกกฎหมายใหม่มาควบคุมสื่อมวลชนเพิ่มขึ้นอีก ยิ่งทำให้ประชาชนเห็นชัดว่าคอร์รัปชั่นไม่ได้หมดไป แต่กลับมีมากขึ้น ประกอบกับองค์การโปร่งใสสากลได้ลดอันดับความโปร่งใสของไทยลงมาอยู่อันดับที่ 101 จากอันดับเดิมที่ 76 และยังบอกว่าไทยมีการจ่ายใต้โต๊ะมากกว่ากัมพูชาและเมียนมาเสียอีก ยิ่งตอกย้ำการทุจริตคอร์รัปชั่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ข้ออ้างที่บอกว่าต้องการให้ประเทศสงบ แต่ต้องแลกมาด้วยการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งประเทศ โดยใครเห็นต่างและมีแนวคิดไม่เหมือน จะถูกกดดันและถูกจับเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักศึกษาที่มีความคิดก้าวหน้าจะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ถึงขนาดตำหนิการคัดเลือกประธานสภานักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีความคิดก้าวหน้า แต่ที่หนักที่สุดคือความพยายามที่จะควบคุมสื่อมวลชน ที่เปรียบเสมือนเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนในภาวะที่บ้านเมืองไม่ปกติ ซึ่งตอกย้ำการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนมากยิ่งขึ้น โดยหลักคิดสากลยังบอกว่า สิทธิของประชาชนสำคัญกว่าความสงบมาก ซึ่งรัฐบาลจะอ้างความสงบเพื่อจะมาละเมิดสิทธิของประชาชนไม่ได้

3 ปีที่ผ่านมานี้ ความล้มเหลวที่สุดที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนกับปัญหาเศรษฐกิจกันอย่างแสนสาหัส ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนกี่ครั้ง รัฐบาลก็สอบตกเรื่องเศรษฐกิจทุกครั้ง ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้ลดลงมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และคนหาเช้ากินค่ำ แม้แต่พ่อค้า-แม่ค้าในตลาดก็ขายของได้ลดลงต่ำกว่าครึ่ง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นมาก แถมรัฐบาลยังพยายามที่จะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีกหลายทาง เช่น ภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ภาษีมรดก เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ

ซึ่งเมื่อมองในภาพรวม การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยขยายตัวต่ำที่สุดในอาเซียนมาตลอด 3 ปีที่มีการปฏิวัติ และยังมีแนวโน้มที่จะโตต่ำสุดต่อไปเรื่อยๆ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ต่างก็ออกมาเตือนถึงปัญหานี้ โดยเฉพาะธนาคารโลกที่ระบุว่าหากไทยโตได้แค่ปีละ 3% กว่า ไทยต้องใช้เวลา 20 ปี กว่าจะเป็นประเทศรายได้สูง และจะทำให้ประชาชนรายได้น้อยลำบากกันอย่างมาก แต่รัฐบาลก็ยังแสดงความดีใจเมื่อเศรษฐกิจโตได้ 3.2% เมื่อปีที่แล้ว และ 3.3% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ถือว่าต่ำมาก ต่ำกว่าศักยภาพของประเทศไทยมาก และยังต่ำกว่าที่รัฐบาลได้พยายามขายฝันว่าปีนี้จะโตได้ถึง 4-5% ซึ่งคงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว

นอกจากนี้ นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศขาดความเชื่อมั่น การลงทุนภาคเอกชนได้หดหายไปเรื่อยๆ โดยการลงทุนตลอด 3 ปีที่มีการปฏิวัติ ยังน้อยกว่าการลงทุนใน 1 ปีในภาวะปกติ โดยเรื่องปัญหาการลงทุนภาคเอกชนหดหายนี้ ผู้เขียนได้พยายามเตือนรัฐบาลหลายหน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปฏิเสธตลอด แถมยังหาว่าผู้เขียนใส่ร้ายรัฐบาล จนกระทั่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุนทั้ง 3 ปีออกมาเอง อีกทั้งปัญหาการลงทุนดังกล่าวยังถูกตอกย้ำโดยนายบรรยง พงษ์พานิช อดีตซุปเปอร์บอร์ดที่ได้ลาออกไปก่อนหน้านี้ ที่ได้ออกมาระบุว่าเป็นการลงทุนที่หดตัว ไม่ใช่ขยายตัว และต่อมา ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาฯอังค์ถัด ได้แสดงความเป็นห่วงและออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยตัวเลขการลงทุนที่แท้จริง และยังห่วงปัญหาเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าไม่กี่เดือน ดร.ศุภชัยเพิ่งออกมาเชียร์รัฐบาลอยู่เลย

ปัญหาการลงทุนภาคเอกชนที่หดหายนี้ อยากให้รัฐบาลได้ศึกษาปัญหาให้ดี เพราะจากข้อมูลที่ได้รับ นักลงทุนญี่ปุ่นที่เป็นนักลงทุนต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของไทยที่มีสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนต่างประเทศทั้งหมด มีความไม่พอใจรัฐบาลในหลายประการ ประกอบกับความไม่แน่นอนเรื่องการเจรจาการค้ากับหลายประเทศจากภาวะการเมืองปัจจุบัน จึงทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นหันไปลงทุนในประเทศอื่นแทนที่จะลงทุนในประเทศไทย ส่งผลให้การลงทุนในไตรมาสแรกเหลือเพียง 80,000 ล้านบาท ซึ่งต่ำมาก และการที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจจะเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นในเร็วๆ นี้ ก็อยากจะให้ทำการบ้านให้ดี ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการไปที่เสียเที่ยว เหมือนครั้งที่แล้วที่ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นแต่ไม่เกิดประโยชน์อะไร การลงทุนกลับลดลง ไม่ได้เพิ่มขึ้น

หากการลงทุนภาคเอกชนยังซบเซา จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาของประเทศในอนาคต รวมถึงการจ้างงานและการส่งออกในอนาคตที่จะลดลงไปด้วย และเป็นเวลา 3 ปีแล้วที่การลงทุนภาคเอกชนได้หดหายไป ยิ่ง คสช.ลากการเลือกตั้งไปอีก การลงทุนภาคเอกชนก็จะยิ่งซบเซาลงอีกอย่างแน่นอน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า 3 ปีหลังการปฏิวัติ แม้ คสช.จะพยายามใช้คำพูดหรูๆ ว่าประสบความสำเร็จ แต่ความเป็นจริงได้พิสูจน์แล้วว่าผลงานล้มเหลวทุกด้าน ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหลักให้ต้องเลื่อนการแถลงผลงานออกไป
ก็อยากให้ คสช.ได้วิเคราะห์สาเหตุของความล้มเหลวนี้ว่าเกิดมาจากการเข้าบริหารในงานที่เกินกว่าความรู้ความสามารถที่มี หรือภาวะการเมืองที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก หรือทั้งสองอย่าง เพื่อเป็นบทเรียนให้กับประเทศที่จะไม่ต้องกลับมาสู่วัฏจักรเดิมๆ กันอีกและรีบหาทางแก้ไข เพื่อให้ประเทศไทยได้กลับมามีศักดิ์ศรีเหมือนเดิมในเวทีโลก

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"รีพับลีกันสากล" พบ "พิชัย" ขอแนวทางกำหนดการเลือกตั้ง-ส่งเสริมประชาธิปไตยไทย

นายแมททิว เจ. เฮย์ ผู้อำนวยการ อินเตอร์เนชั่นแนล รีพับลิกัน อินสติติวท์ (สถาบันพรรครีพับลีกันสากลสหรัฐอเมริกา) ได้เข้าพบนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอแนวทางกำหนดการเลือกตั้งของไทย และความร่วมมือกับสถาบันในการส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทย อีกทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น โดยมี นายพชร นริพทะพันธุ์ ร่วมด้วย ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล

โดยนายพิชัย กล่าวว่า นายแมททิว เจ. เฮย์ หวังว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นจริงในปีหน้า และหวังว่าสถาบันพรรครีพับลิกันสากลนี้จะช่วยส่งเสริมให้ประชาธิปไตยของไทยกลับมาโดยเร็ว และความร่วมมือในการพัฒนาพรรคการเมืองของไทยร่วมกันในอนาคต โดยจะจัดสัมมนาเพื่อพัฒนาบุคคลากรทางการเมืองของไทย โดยได้แสดงความเป็นห่วงการพัฒนานักการเมืองไทยรุ่นใหม่ในระบอบประชาธิปไตย หลังจากที่นักการเมืองไทยถูกใส่ร้ายสร้างภาพให้ดูแย่ จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยในอนาคต โดยนายพิชัย เชื่อว่าทั้งเศรษฐกิจและการเมืองจะดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง


วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

 "พิชัย" แนะรัฐกลับสู่ประชาธิปไตย-เพิ่มความมั่นใจนักลงทุน


ในการสัมมนา แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ชาตินี้หรือชาติหน้า? ครั้งที่ 6 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า องค์กรความโปร่งใสสากลจัดอันดับความโปร่งใสของไทยของไทยลดลงมาอยู่อันดับที่ 101 จากอันดับที่ 76 แถมการจ่ายใต้โต๊ะในประเทศไทยยังอยู่ แย่กว่า กัมพูชา และ พม่า เสียอีก ทั้งนี้ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่คาใจประชาชนและตรวจสอบไม่ได้ เช่น การจัดซื้อไมโครโฟน อุทยานราชภักดิ์ การขุดลอกคลองของ อผศ. ปัญหาเครือญาติผู้นำ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ฯลฯ ซึ่งตรวจสอบไม่ได้ แล้วยังมีการออกกฏหมายเพื่อจะมากำจัดสิทธิของสื่อมวลชนอีก ซึ่งเป็นการคอรับชั่นสิทธิของสื่ออย่างร้ายแรง ยิ่งเสรีภาพสื่อน้อยลง การคอรัปชั่นก็จะยิ่งมากขึ้น เพราะไม่มีสื่อคอยตรวจสอบ และยังไม่มีฝ่ายค้านในสภาอีก

นอกจากนี้ รัฐบาลนี้ยังคอรัปชั่นเอาสิทธิที่จะเลือกผู้นำของประชาชนไป ทำให้ได้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แปลกประหลาด เช่น ให้ไปขายยางดาวอังคาร อาหารทะเลแพงก็ไม่ต้องกิน ปลูกหมาหมุ่ยแทนปลูกข้าว ส่งออกยาสีฟัน แปลงสีฟันและขัน และล่าสุด ให้ส่งลูกเรียนอาชีวะ ไม่ต้องส่งลูกเรียบปริญญา ทั้งๆที่เคยถามคนอื่นว่า จบอะไรมา?

อีกทั้งยังไม่เข้าใจว่าอนาคตการจ้างงานจะลดลงตามการพัฒนา ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งผู้นำไม่เข้าใจ และที่ร้ายแรงที่สุดคือการคอรัปชั่นความเจริญของประเทศทำให้ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพมาหลายปี การลงทุนหดหาย ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการพัฒนาประเทศมาก ประชาชนลำบากกันมาก ขนาดองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร เช่น ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ เอดีบี ยังออกมาเตือน ดังนั้น วิธีแก้ไขคอรัปชั่นที่ดีทำได้คือ

1) หากมีรายได้โดยไม่มีที่มาให้ถือเป็นการคอรัปชั่นเลย

2) การรายงานรายได้ตั้งแต่อายุ 21 ปีทุกคน หากต่อมารวยขึ้นต้องถามว่าจ่ายภาษีถูกต้องหรือไม่

3) การลดขนาดรัฐให้เล็กลง outsource งานที่ไม่สำคัญให้เอกชน เพิ่มเงินเดือนข้าราชการ และผู้บริหารประเทศ แต่ห้ามคอรัปชั่น

ดังนั้นจึงควรจะกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้มีระบบตรวจสอบการคอรัปชั่นและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนเพื่อประเทศจะได้พัฒนาได้ตามศักยภาพ

วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

"พิชัย" ติงรัฐเดินตามจีน-เศรษฐกิจย่ำแย่


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า "รู้สึกเป็นห่วงมากที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น น่าจะเป็นความเข้าใจผิดและถึงกับหลงทางเลย ทั้งนี้หากจำกันได้ ตนได้ออกมาเตือนตลอด 2 ปีกว่าที่ผ่านมาว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ประชาชนจะเดือนร้อนกันมาก แต่รัฐบาลไม่ฟังและพยายามห้ามตนพูด ถึงวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่คงรู้สึกกันแล้วว่าเศรษฐกิจย่ำแย่ขนาดหนัก แต่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กลับบอกว่ารัฐบาลไม่ต้องฟังเสียงจากประชาชน ซึ่งสะท้อนหลักคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน"

"โดยผลสำรวจของโพลที่ปกติเชียร์รัฐบาลยังบอกว่าประชาชน 89.71% มองปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาของรัฐบาลอันดับที่ 1  และหนำซ้ำ 76.61% ยังมองรัฐบาลมีปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเป็นอันดับสอง อีกผลสำรวจนึงก็บอกว่าประชาชน 76.5% ไม่ชอบรัฐบาลนี้เพราะเศรษฐกิจแย่  นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศ ทั้ง เวิล์ดแบงค์ ไอเอ็มเอฟ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ยังบอกว่าไทยเติบโตได้เพียง 3% กว่าเท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน และจะต่ำสุดไปอีกหลายปี โดยประชาชนฐานรากจะลำบากมากหากเติบโตได้เพียงเท่านี้ และต้องใช้เวลาอีก 20 ปีกว่าจะเป็นประเทศรายได้สูงได้"

"มิหนำซ้ำ พลเอกประยุทธ์ยังบอกว่าจะยึดประเทศจีนเป็นแบบอย่างของเศรษฐกิจไทย ซึ่งน่าจะเป็นความเข้าใจผิดทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพราะประเทศจีนแม้จะมีเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก แต่จีนมีประชากรมากซึ่งเมื่อเฉลี่ยแล้วจีนยังไม่ได้เป็นประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูง อีกทั้งความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของจีนมีสูงมาก และโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนและประเทศเล็กอย่างไทยต่างกันมาก ถึงกระนั้นเศรษฐกิจของจีนก็ยังขยายตัวมากกว่าไทยมาก"

"ได้แต่หวังว่าพลเอกประยุทธ์จะไม่ได้หวังจะทำซูเปอร์บอร์ดชาติตามยุทธศาสตร์ 20 ปีให้เป็นเหมือนโปลิตบูโรของจีนที่จะคุมทุกอย่าง ซึ่งจะสร้างปัญหาอย่างมาก และจะกลายเป็นการปกครองคนละระบอบไปแล้ว ดังนั้นไทยจึงควรเลือกแบบอย่างจากประเทศที่มีพัฒนาแล้วและมีรายได้สูง ซึ่งมีขนาด และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อีกทั้งระบอบการปกครอง คล้ายกับไทยน่าจะเหมาะสมกว่า เช่น ประเทศเยอรมันนี ที่เป็นศูนย์กลางของอียู ประเทศอังกฤษ หรือ ประเทศเกาหลีใต้  เป็นต้น ทั้งนี้แม้ดูเหมือนว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะไม่ย่ำแย่ลง แต่ก็ยังแย่และยังไม่ได้ฟื้นอย่างแท้จริง ยังเติบโตในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพมาก อีกทั้งการกระจายรายได้ยังเป็นปัญหาอย่างมากเพราะเศรษฐกิจฐานรากยังไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างไร มีแต่บริษัทใหญ่ที่สนับสนุนรัฐบาลเท่านั้นที่ดีขึ้น จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ศึกษาจะได้เข้าใจภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงและไม่หลงทาง"

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

"พิชัย" แนะ "ประยุทธ์" คำนึงผลประโยชน์ชาติ-เร่งคืนประชาธิปไตย


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลจะสรุปยุทธศาสตร์ชาติ จึงอยากแนะนำ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เปิดโลกทัศน์มองยุทธศาสตร์ประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลกว่ามียุทธศาสตร์อย่างไร โดยอยากขอแนะนำ 4 ยุทธศาสตร์ คือ

1) ยุทธศาสตร์การเชื่อมต่อกับประชาคมโลก เพราะเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจเล็กและเปิด โดยต้องเร่งให้มีการเจรจาทวิภาคี และ พหุภาคีกับประเทศต่างๆ  เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาทางการค้าและการลงทุนได้ แม้ว่าปัจจุบันจะทำไม่ได้เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ โดยต้องเร่งกลับสู่ระบอบปกครองที่ประชาคมโลกยอมรับโดยเร็ว

2) ยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนประเทศไทยเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยที่การปรับเปลี่ยนและการพัฒนาทางเทคโนโลยีของโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งหากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวเองให้รองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ประเทศอาจจะล้าหลังได้ในเวลาไม่นานนัก

3) ยุทธศาสตร์การศึกษาและหลักคิด โดยประเทศนอกจากจะต้องพัฒนาการศึกษาให้ตรงกับอนาคตของประเทศแล้วยังต้องพัฒนาหลักคิด หากคนมีการศึกษาและเป็นบุคคลชั้นนำที่จะต้องนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้า ยังมีความคิดที่แปลกประหลาดไม่เป็นสากล การพัฒนาของประเทศในอนาคตก็จะเป็นไปได้ยาก และจะเป็นผู้ถ่วงความเจริญของประเทศอย่างแท้จริง

4) ยุทธศาสตร์การสร้างความรักชาติและเห็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องทำเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ และการพัฒนาของประเทศต่อไปในอนาคต

ดังนั้น หากการทำยุทธศาสตร์ของประเทศคำนึงถึงแต่การจะรักษาอำนาจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือพยายามกีดกันคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมามีอำนาจ ที่ดูเหมือนจะเป็นอยู่ในปัจจุบันและถึงกับจะให้มีซูเปอร์บอร์ดชาติมาควบคุม ก็จะยิ่งสร้างปัญหาให้กับประเทศมากขึ้น และการเร่งกลับสู่ระบอบที่ประชาคมโลกยอมรับน่าจะเป็นยุทธศาสตร์เร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการ โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่กระแสความไม่พอใจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจากสาเหตุการหายของหมุดคณะราษฎร ก็ยิ่งควรจะต้องเร่งคืนอำนาจให้กับประชาชนและกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว

วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2560

 "พิชัย" แนะรัฐเร่งเลือกตั้ง-งดคำสั่ง ม.44 เพื่อประเทศเดินหน้า


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว รัฐบาลควรจะต้องเตรียมการไปสู่การเลือกตั้ง การดำเนินการปัจจุบันน่าจะเป็นการรองรับรัฐบาลจากประชาชนเลือกที่จะเข้ามาทำงาน ดังนั้นจึงอยากเสนอให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาดำเนินการ 5 เรื่องดังนี้


1) เปิดให้มีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงเปิดให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ การเปิดให้มีเสรีภาพและการสร้างบรรยากาศของประเทศให้เข้าสู่ภาวะปกติ จะช่วยให้ภาพพจน์ของประเทศในสายตานักลงทุนต่างประเทศดีขึ้น

2) กำหนดวันเลือกตั้งที่แน่นอน ซึ่งเชื่อว่า สนช. กรธ. จะสามารถเร่งทำงานให้ตรงกับกำหนดการได้ หากตั้งใจจริง เพื่อนักลงทุนจะได้วางแผนในการลงทุนได้ถูกต้อง ทั้งที่จะต้องไม่เลื่อนไปเลื่อนมาเหมือนที่ผ่านมาอีก เพราะทำให้ความเชื่อมั่นได้ลดลงมากและการลงทุนหายไป

3) งดใช้อำนาจ ม.44 เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต อีกทั้งนำทุกคำสั่ง ม.44 และ คำสั่ง คสช. กลับมาพิจารณา เพื่อยกเลิกหากเห็นว่าไม่จำเป็นหรือไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่รัฐบาลจากการเลือกตั้งในอนาคตที่ต้องออกกฏหมายมาแก้ไข และเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศในอนาคต


4) ให้ข้าราชการเตรียมความพร้อมในการเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ โดยดูว่ามีประเด็นใดบ้างที่ยังสรุปไม่ได้ ซึ่งหลังจากรัฐบาลจากการเลือกตั้งเข้ามาแล้ว สามารถตัดสินใจสุดท้ายและพร้อมเซ็นสัญญาได้ทันที เพื่อฟื้นความมั่นใจของนักลงทุนโดยเร็วเพื่อเร่งฟื้นเศรษฐกิจ

5) เร่งทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งปกติทำได้ยาก เพราะที่ผ่านมาไม่เห็นทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันที่เป็นประโยชน์หรือยังไม่เห็นผลงานของรัฐบาลนี้เลย แต่หากเรื่องใดไม่มั่นใจหรือยังศึกษาไม่ดีพอก็ควรรอรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งเข้ามาตัดสินใจ มิเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลกำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่เรื่อง รัฐบาลถังแตก โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 8% บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ อาลีบาบาเลือกมาเลเซีย ถึงกระทั่งห้ามประชาชนนั่งหลังรถกระบะ  ซึ่งรัฐบาลต้องถอยแทบทุกเรื่อง ดังนั้นโอกาสที่จะทำอะไรได้อีกจึงมีน้อย น่าจะต้องรีบ ปรับ ครม. และ เร่งให้มีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งเข้ามาทำงานโดยเร็ว ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีสติปัญญาน้อยตามที่ท่านเองออกตัว แต่ท่านอาจจะขาดความรู้และประสบการณ์ในหลายด้านโดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560

"พิชัย" ห่วงรัฐยื้อเลือกตั้ง กระทบเศรษฐกิจ


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่มีพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ในวันที่ 6 เมษายนนี้ ก็อยากให้ รัฐบาล , สนช. และ กรธ. เร่งดำเนินการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว อย่าได้พยายามถ่วงเวลาการเลือกตั้ง เพราะไม่ได้เป็นประโยชน์กับประเทศ หากจำกันได้เมื่อ สนช. โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ ดร.บวรศักดิ์ โดยที่ ดร.บวรศักดิ์ได้ให้เหตุผลว่าเพราะเขาอยากอยู่ยาว และรัฐบาลบอกว่าต้องใช้เวลา 18 เดือนในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่งตนได้ออกมาเตือนว่าจะทำให้เศรษฐกิจแย่ แล้วตนก็โดนเรียกปรับทัศนคติ แต่ต่อมาก็พิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจได้ย่ำแย่อย่างที่ตนได้เตือนไว้จริง และคราวนี้ก็จะพยายามยื้อเวลากันอีกหลังจากที่เลื่อนกันมาตลอด ซึ่งหากจะลากการเลือกตั้งออกไปอีก 16 เดือนตามที่ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานร่างรัฐธรรมนูญบอก ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สหรัฐฯจัดให้ไทยอยู่ใน 1 ใน 16 ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ และจะมีมาตรการกีดกันการค้าออกมา ซึ่งหากไทยยังมีการปกครองแบบนี้ การเจรจาต่อรองคงจะทำได้ยาก และจะยิ่งซ้ำเติมจากการที่ EU ไม่ยอมเจรจาการค้ากับไทยด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ ซึ่งจะทำให้การส่งออกที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะฟื้นตัวกลับจะยิ่งทรุดลง และจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนให้ยิ่งแย่ลง ความหวังของรัฐบาลที่อยากให้มีการลงทุนมากๆในเขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออกก็อาจจะผิดหวังได้ เพราะคงไม่มีนักลงทุนอยากลงทุนหากต้องเจอกับการกีดกันทางการค้าและการที่ไม่สามารถเจรจาการค้าได้ และจะส่งผลกระทบต่อความสามารถแข่งขันของประเทศไปอีกนาน

ดังนั้น รัฐบาล , สนช. และ กรธ. จึงควรจะเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว เศรษฐกิจจะได้ฟื้นตัวได้ ประชาชนจะได้ไม่ลำบาก ซึ่งหากรัฐบาลจะกลัวว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งตามกระแสข่าวเรื่องผลโพลภายในที่ทำกันไว้ การลากการเลือกตั้งจะทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ และจะยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งมากขึ้น แต่ผลเสียคือยิ่งลากยาวจะยิ่งทำให้ประเทศเสียหายมากยิ่งขึ้นด้วย

วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560

"พิชัย" เตือนรัฐ หลัง "อาลีบาบา" เมินลงทุนในไทย


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า "ตามที่ อาลีบาบา ประกาศว่าจะไปตั้งศูนย์กระจายสินค้าในประเทศมาเลเซีย แทนที่จะตั้งในประเทศไทย ทั้งๆที่ประเทศไทยมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมกว่า และนายแจ๊ค หม่า ยังเคยมาเยือนไทยถึง 2 หน และรัฐบาลอ้างเสมอว่าสนิทสนมมากกับนายแจ๊ค หม่า แต่รัฐบาลกลับไม่สามารถชักชวนให้อาลีบาบามาตั้งในประเทศไทยได้ นายแจ๊ค หม่า บอกว่าได้คุยกับนายกฯ มาเลเซีย 10 นาที ก็ตัดสินใจเลย แสดงให้เห็นความแตกต่างของวิสัยทัศน์ของผู้นำที่เขามองออก โดยเหตุผลหนึ่งที่นายแจ๊ค หม่า เลือกที่จะตั้งในประเทศมาเลเซียคือ มาเลเซียมีความเป็นมิตรทางธุรกิจ ซึ่งหากพิจารณาประเทศไทยที่มีปัญหาทางการเมืองมายาวนานและยังไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ อีกทั้งระบอบการปกครองที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก และองค์กรความโปร่งใสสากลยังจัดระดับความโปร่งใสของไทยหล่นมาอยู่อันดับที่ 101 จากอันดับที่ 76 แถมล่าสุด ไทยยังถูกจัดอันดับการจ่ายสินบนอยู่อันดับที่ 3 แย่กว่า เมียนมาร์และกัมพูชาเสียอีก นอกจากนี้การที่ไทยยังไม่ยอมรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การห้ามรถยนตร์ Uber ให้บริการ และการยังยึดติดกับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หลายประเทศกำลังจะเลิกแล้ว และยังมี พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ และ ซิงเกิลเกตเวย์ ที่เป็นอุปสรรคกับธุรกิจออนไลน์ในอนาคตตามที่ได้เคยเตือนแล้วหลายหน และ ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งล่าสุดยังจะมีอภินิหารของกฏหมาย ที่สื่อต่างประเทศมองว่าเป็นการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่จะเรียกเก็บภาษีจากกำไรของหุ้นที่รัฐยึดกำไรไปหมดแล้วอีก  จึงไม่แปลกใจเลยที่ทำไม อาลีบาบา และ แจ๊ค หม่า ถึงเลือกจะตั้งศูนย์กระจายสินค้าในมาเลเซียแทนที่จะเป็นประเทศไทย"

"การที่ไทยเสียโอกาสครั้งนี้นับเป็นความเสื่อมถอยของประเทศอย่างมากและหวังว่ารัฐบาลจะได้กลับมาพิจารณาสาเหตุและหาทางแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนของธุรกิจที่เป็นอนาคตของโลกได้ มิเช่นนั้นประเทศก็จะค่อยๆล้าหลังและเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆตามที่ธนาคารโลกออกมาเตือนและจะเป็นเหมือนทฤษฎีกบถูกต้มของกลุ่มอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ที่ได้ออกมาเตือนรัฐบาล และตนก็เคยเตือนเช่นเดียวกันมาโดยตลอด" นายพิชัยกล่าว

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

"พิชัย" ห่วงประชาชนลำบาก แนะรัฐหยุดใช้วาทกรรมกลบปัญหา


"พิชัย" เตือน อย่าใช้ภาษีเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อกลบปัญหาของรัฐบาล ตอกย้ำ ธนาคารโลกยืนยันไทยหลงทาง คนจนจะยิ่งลำบาก เห็นมีแต่คนรวยที่สนับสนุนรัฐบาลที่ดีขึ้น

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่ได้เคยเตือนรัฐบาลมาโดยตลอดว่ากำลังเดินหลงทางและหากดีใจกับเศรษฐกิจโตได้แค่ 3% กว่านี้ ประเทศจะล้าหลังไปอีกนานคนจนจะย่ิงลำบาก อีกทั้งนักลงทุนไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม แต่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่าเป็นคนไม่ดีใส่ร้ายรัฐบาลและ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ บอกให้รูดซิบปาก แต่ปรากฏว่า ธนาคารโลกได้ออกมาเตือนไทยเหมือนที่ตนได้เตือนว่าถ้าโตได้แค่นี้อีก 20 ปี กว่าไทยถึงจะเป็นประเทศรายได้สูงได้ คนจนจะลำบากมาก ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนจะยิ่งห่างมาก ซึ่งปัจจุบันก็เห็นมีแต่บริษัทใหญ่ๆที่สนับสนุนรัฐบาลเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ในขณะที่คนส่วนใหญ่ลำบากกันอย่างมาก แล้วพลเอกประยุทธ์ยังออกมาพูดสับสนเรื่องการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งที่พูดเองแต่กลับไปโทษสื่อ และถึงแม้เป็นแนวทางที่ถูกแต่อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในภาวะที่ประชาชนกำลังลำบากกันอย่างมาก อีกทั้งรัฐบาลมีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพและมีข้อครหาการทุจริตมากมาย ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ให้ข้อมูลพลเอกประยุทธ์ได้เตรียมและศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนให้พูด อย่าให้ออกมาพูดผิดพลาดบ่อยๆ เพราะจะทำให้ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและความมั่นใจนักลงทุนยิ่งลดลงไปอีก และการเรียกเก็บภาษีต้องมีความยุติธรรม หากเป็นการทำเพื่อกลั่นแกล้งหรือทำเพื่อเป็นการสร้างกระแสเพื่อกลบปัญหาของรัฐบาลที่กำลังเผชิญอยู่หลายทาง อาจจะเป็นบรรทัดฐานในอนาคตให้มีการเรียกเก็บภาษีเพื่อเป็นวิธีทางการเมืองต่อกันอย่างไม่สิ้นสุดได้ ไม่อยากให้ระบบภาษีของประเทศกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไป เพราะสุดท้ายผู้บริหารประเทศในปัจจุบันอาจจะต้องประสบปัญหาเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีเองก็เป็นได้ และจะยิ่งทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนเสื่อมถอยลงไปอีก

วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560

"พิชัย" เตือนรัฐเสพติดอำนาจ-ใช้ ม.44 พร่ำเพรื่อ


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มีการใช้อำนาจ มาตรา 44 จำนวนมากถึง 138 ฉบับ จนเป็นที่ทักท้วงถึงปัญหาในอนาคตที่ยังจะมีการใช้อย่างพร่ำเพรื่อ และหากในอนาคต มาตรา 44 ที่ออกมาไปขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญก็จะสร้างปัญหาให้กับประเทศอย่างมาก อีกทั้งอาจจะมีการฟ้องร้องจากผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจาก มาตรา 44 ในอนาคตได้

นอกจากนี้ มาตรา 44 เป็นกฎหมายที่ไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ เพราะเป็นกฎหมายเฉพาะของระบอบเผด็จการ ซึ่งจะทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งลดลง อีกทั้งยังมีข้อสงสัยในเสรีภาพของประชาชนในการนับถือศาสนาของไทย แถมโฆษก คสช. ยังออกมาอวดอ้างว่าหากไม่มี มาตรา 44 จะอยู่กันได้ไหม ซึ่งแสดงถึงวิธีคิดที่เสพติดอำนาจอย่างชัดเจน และยังลามมาถึงหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่สั่งคนวิจารณ์ให้รูดซิบปากทั้งๆที่การวิจารณ์ทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องปกติที่น่าจะต้องรับฟัง โดยเฉพาะในภาวะที่ประชาชนกำลังลำบากกันอย่างมาก แต่กลับเสพติดอำนาจตามไปด้วย ซึ่งผู้บริหารเศรษฐกิจที่ดีจะไม่พูดจาแบบเผด็จการนี้

ทั้งนี้เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเพราะเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด และเป็นเรื่องที่ควรทำมาตั้งนานแล้วไม่ใช่ต้องมารอถึงเกือบ 3 ปี แต่วิธีที่แก้หนี้ที่ดีที่สุดคือ ต้องทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะนำมาใช้หนี้ได้ หากรัฐบาลเพียงให้ธนาคารรัฐมาปล่อยกู้เพื่อใช้หนี้ แต่ประชาชนไม่มีรายได้เพียงพอที่จะใช้หนี้ได้ หนี้ก็ไม่หายไปอยู่ดี และก็จะเป็นหนี้เพิ่มในระบบแทนที่เป็นหนี้นอกระบบคือแค่เอาหนี้มาโปะหนี้เท่านั้น

ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการแก้หนี้นอกระบบ ซึ่งเกือบ 3 ปีที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่มีหนี้เพิ่มขึ้นกันถ้วนหน้าจากผลงานการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล และหากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ก็ควรจะเร่งกลับสู่ระบอบที่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกโดยเร็ว เพื่อเศรษฐกิจจะได้ฟื้น ประชาชนจะได้หายลำบาก อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้ไม่ต้องทนทรมานนานตามที่ได้บ่นไว้เอง

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"พิชัย" แนะรัฐเร่งเลือกตั้ง-ฟื้นเศรษฐกิจ ช่วยประชาชน


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ออกมาให้ใครที่บอกว่ารัฐบาลนี้ทิ้งคนจนให้รูดซิบปาก แสดงให้เห็นว่านายสมคิดยังไม่เข้าใจสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงที่คนจนยังลำบากกันอย่างมาก ความช่วยเหลือของรัฐ เช่นการแจกเงินก็ช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ความเป็นอยู่ของคนจนดีขึ้น หากรัฐบาลไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจที่แท้จริงได้ คนจนจะยิ่งลำบากมากขึ้น ซึ่งหากไม่มีใครเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนจน รัฐบาลก็ทำเหมือนไม่เดือดร้อนมาโดยตลอด และความลำบากได้ลามไปถึงคนชั้นกลางและคนส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว

นายพิชัย ยังกล่าวอีกว่า ตามที่นายสมคิดยอมรับเองว่าไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ยิ่งตอกย้ำว่านายสมคิด ไม่ทราบสภาวะและปัญหาที่แท้จริงเลย การที่นายสมคิดยังเปรียบเทียบไทยที่เป็นประเทศกำลังพัฒนากับสิงคโปร์ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ยิ่งตอกย้ำถึงความไม่รู้ เพราะรายได้ประชาชาติต่อหัวของไทยประมาณ 5,700 เหรียญ ในขณะที่รายได้ประชาชาติต่อหัวของสิงคโปร์สูงถึง 81,000 เหรียญ หรือสูงกว่าไทย 14 เท่า หากไทยโต 3.2% รายได้เฉลี่ยจะเพิ่ม 182 เหรียญ ในขณะที่สิงคโปร์โต 2.9% รายได้เฉลี่ยเพิ่มถึง 2,349 เหรียญ จึงไม่มีทางที่รายได้เฉลี่ยของไทยจะตามสิงคโปร์ได้ทันเลย และเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย และศักยภาพของประเทศไทยควรต้องโตกว่านี้มาก

ดังนั้นจึงอยากให้นายสมคิดศึกษาให้ดีก่อนพูด โดยที่นายสมคิดเป็นนักวางแผนกลยุทธ์การตลาดจึงพยายามทำการตลาดบอกว่าเศรษฐกิจดีอย่างเดียว โดยไม่ดูสภาวะที่แท้จริงเหมือนพยายามสะกดจิตคนจน แต่คงสะกดจิตไม่ได้เพราะเงินในกระเป๋าไม่มี ซึ่งในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ รัฐบาลควรจะต้องหานักเศรษฐศาสตร์ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงมาแก้ปัญหาประเทศ มากกว่าจะใช้นักกลยุทธ์การตลาดที่เพียงแต่ท่องว่าเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นไปวันๆเท่านั้น ในขณะที่คนบ่นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจกันทั่วไปหมด และอยากขอบอกนายสมคิดและรัฐบาลว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องนโยบาย พรรคเพื่อไทยได้เตรียมคิดนโยบายเศรษฐกิจไว้แล้ว ซึ่งเชื่อว่าประชาชนจะไม่ลำบากเหมือนปัจจุบันแน่นอน เพียงแต่รัฐบาลควรเร่งและอย่าถ่วงเวลาการเลือกตั้ง ก่อนที่คนจนจะอดตายกันหมด

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"พิชัย" แนะรัฐ ดันสตาร์ทอัพแก้ปัญหาเศรษฐกิจ


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า "ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ บอกว่าปีนี้การส่งออกจะโต 5%  ทำให้นึกถึงว่าปีที่แล้วนายสมคิดก็พูดแบบนี้ว่าการส่งออกปี 2559 จะโต 5% เช่นกัน แต่การส่งออกแท้จริงกลับไม่เพิ่มเลยแถมยังติดลบด้วยเมื่อหักการส่งออกทองคำ ทั้งๆที่ ในปี 2558 การส่งออกลดลงหนักถึง 5.78% และตั้งแต่มีการรัฐประหารการส่งออกก็ยังไม่ฟื้นเลย จึงอยากเห็นการส่งออกที่ฟื้นจริงๆไม่ใช่แค่พูด และตามที่นายสมคิดได้ให้สัมภาษณ์เรื่อง ไทยแลนด์ 4.0 และ ธุรกิจสตาร์ทอัพ ทำให้สงสัยว่านายสมคิดกำลังพูดถึงไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องพัฒนาเทคโนโลยีหรือกำลังพูดถึงโอทอป เมื่อ 15 ปีก่อน การที่นายสมคิดยกตัวอย่าง ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ผลิตนาฬิกาเก๋ๆ ทำเครื่องหนัง ทำให้งงว่าธุรกิจเหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างก้าวกระโดดได้อย่างไร ไม่น่าจะใช่ทิศทาง 4.0 ของโลกปัจจุบัน ธุรกิจเอสเอมอีและสตาร์ทอัพที่รัฐควรสนับสนุนควรเป็นเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยีและสามารถพัฒนาขึ้นไปเป็นบริษัทใหญ่ในอนาคตได้เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้เกิดขึ้น ถ้าคิดได้แคบๆแบบเก่าๆประเทศไทยจะไม่สามารถพัฒนาไปไหน และที่น่าห่วงคือแนวคิดของนายสมคิดที่อยากเห็นการเมืองนิ่งในสภาพแบบนี้และบอกว่าเศรษฐกิจจะเจริญ ก็อยากให้นายสมคิดได้ยกตัวอย่างว่าประเทศที่เจริญในภาวะการเมืองแบบนี้มีประเทศไหนบ้าง ที่เห็นก็มีแต่เมียนมาร์ที่การเมืองถูกกดให้นิ่งมาตลอดหลายสิบปีแต่เศรษฐกิจกลับไม่พัฒนาและล้าหลังกว่าเพื่อนบ้านมาก จนในที่สุดต้องเปลี่ยนแปลง เพราะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก ซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกันกับประเทศไทยในปัจจุบัน ถึงทำให้นานาชาติเร่งประเทศไทยให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว โดยล่าสุดบริษัทชื่อดังได้วิเคราะห์ว่าหากไทยยังเป็นแบบนี้ อีก 33 ปีประเทศไทยจะพัฒนาต่ำสุดในอาเซียน ซึ่งจะพัฒนาต่ำกว่า ลาว เขมร เมียนมาร์ เวียดนามด้วยซ้ำ จึงอยากให้นายสมคิดได้ศึกษาแนวคิดของโลกให้ดีก่อนที่จะพูดเพราะหากพูดโดยไม่ศึกษาจะยิ่งทำลายเครดิตของรัฐบาลให้แย่ลงเรื่อยๆ"

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"พิชัย" สอน "สมคิด" รับผิดชอบ เศรษฐกิจไม่โตตามคาด


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ พยายามจะขายฝันว่าปี 2560 เศรษฐกิจจะดี การลงทุนจะมากเป็นประวัติศาสตร์ ทั้งๆที่ยังไม่มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้เศรษฐกิจดีได้ โดยเฉพาะปัจจัยทางการเมืองที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ดังนั้นที่บอกว่าจะโตถึง 4-5% นั้นก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ และที่ผ่านมานายสมคิดก็คาดการณ์เศรษฐกิจผิดมาโดยตลอดและส่งผลถึงการบริหาร จึงทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างมาก ดังนั้นจึงอยากให้ตอบ 6 คำถามดังนี้

1. เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว ดีตามที่นายสมคิดออกมาเถียงหรือไม่? เศรษฐกิจทั้งปีโตได้ 3.5% ตามที่นายสมคิดเคยยืนยันหลายหนหรือไม่? เพราะจากข้อมูลที่ได้รับทราบว่าเศรษฐกิจปลายปีที่แล้วค่อนข้างแย่ ซึ่งไดัโตต่ำที่สุดกว่าทุกไตรมาสตามที่ได้เตือนไว้แล้ว ฉุดให้ทั้งปี 2559 โตได้แค่ 3.2% ไม่ได้ดีตามที่นายสมคิดยืนยัน นายสมคิดจะรับผิดชอบอย่างไร?

2. การที่นายสมคิดบอกว่ายอดการส่งเสริมการลงทุนที่ 584,350 ล้านบาท เป็นยอดที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ ต้องถามว่าที่ได้ขอส่งเสริมไปแล้ว และที่ได้มีการลงทุนจริงเป็นเท่าไหร่ ทำไมแบงค์ชาติถึงบอกว่าการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2559 ถึงลดลง 63% จากปี 2558 ที่แย่อยู่แล้ว เพราะความจริงคือยอดการขอส่งเสริมมีมากแต่การลงทุนจริงๆกลับมีน้อย อีกทั้งหากย้อนกลับไปในปีก่อนการปฏิวัติ เช่น ปี 2555 ยอดการส่งเสริมการลงทุนสูงมีถึง 1.4 ล้านล้านบาท และในปี 2556 ยอดขอการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาทและมีการลงทุนจริงสูง และยอดขอส่งเสริมก็สูงกว่ายอด 5.8 แสนล้านบาทที่นายสมคิดพยายามขายฝันว่าสูงสุดในประวัติศาสตร์มาก ใช่หรือไม่?

3.  การที่นายสมคิดจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา โดยบอกว่าจะไปเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน นายสมคิดทราบหรือไม่ว่าสหรัฐในยุคประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบาย "สหรัฐมาก่อน" ส่งเสริมให้คนลงทุนในสหรัฐมากกว่าลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้นจะหวังความสำเร็จในการเยือนได้ขนาดไหน อีกทั้ง สหรัฐเองก็เร่งให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยจากการฝึกคอบร้าโกลด์ที่ผ่านมา และอยากให้นายสมคิดช่วยแถลงว่าที่ผ่านมาที่ได้ไปเยือนญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส และจีน แล้วมีผลสำเร็จในการเยือนเป็นอย่างไร เหตุใดกลับมาแล้วการลงทุนจึงไม่เพิ่มขึ้นเลย เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ใช่หรือไม่? ไม่อยากให้ไปเยือนเฉยๆแต่ไม่เกิดประโยชน์อะไร ได้แค่เอามาทำการตลาดเท่านั้น

4. นายสมคิดทราบหรือไม่ว่า การจะปรับประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 ให้เทียบเท่าประเทศอื่น จะทำให้ต้องมีการนำเทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ และ ปัญญาประดิษฐ์ มาทดแทนการจ้างงาน ซึ่งจะทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลได้เตรียมพร้อมในเรื่องดังกล่าวอย่างไร ทำไมไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้เลย

5. จริงอยู่ที่ฐานะการเงินการคลังของประเทศยังแข็งแกร่งในปัจจุบันที่มีเงินทุนสำรองสูงและหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต่ำ แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรถ้าประเทศไทยยังมีการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก มีการส่งออกที่ไม่เพิ่มขึ้น และการลงทุนหดหาย ซึ่งแปลว่าปัจจุบันเป็นการกินบุญเก่าใช่หรือไม่? เพราะทุนสำรองที่สูงและหนี้สาธารณะที่ต่ำก็มีมาตั้งแต่รัฐบาลเดิมแล้ว ไม่ได้เกิดเพราะรัฐบาลนี้ และการที่หนี้สาธารณะที่ต่ำมาตลอดแสดงให้เห็นว่านโยบายประชานิยมที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ประเทศล่มสลายเหมือนที่ถูกใส่ร้ายใช่หรือไม่?

6. การที่รัฐบาลจะพยายามที่จะเก็บภาษีเพิ่มหลายทางในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เป็นแนวทางที่ถูกหรือไม่ ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังถังแตกหรือไม่ ซึ่งโดยหลักแล้วควรต้องลดภาษี เพราะการลดภาษีจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นแล้วจะส่งผลให้รัฐบาลได้ภาษีกลับมามากกว่า ซึ่งมีตัวอย่างแล้ว หากจำกันได้รัฐบาลเพื่อไทย มีการลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงจาก 30% เหลือ 23% แต่กลับเก็บภาษีได้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจดีมีการเจริญเติบโตสูงถึง 6.5% ในปี 2555 ก่อนที่จะมีการประท้วงและเกิดการปฏิวัติ

ดังนั้นจึงอยากให้นายสมคิดได้ศึกษาแนวคิดเดิมที่นายสมคิดเคยสังกัด เพื่อนำไปศึกษาปรับปรุงแนวทางของตัวเอง มิเช่นนั้นประชาชนจะไม่เชื่อว่านายสมคิดจะเคยมีแนวคิดที่ดีในอดีตจริง เพียงแต่ทำตามแนวทางของพรรคเดิมเท่านั้น และหากนายสมคิดเห็นว่าไม่ถูกต้อง ตนก็ยินดีจะร่วมชี้แจงให้ประชาชนฟังพร้อมกันได้เสมอเพื่อให้ประชาชนทราบภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่แท้จริง และอนาคตที่ยังคงมืดมน

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"พิชัย" สอน "ประยุทธ์" ฟังเสียงวิจารณ์ปัญหาเศรษฐกิจ


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ไปเปิดการประชุมที่ BOI และกล่าวตอนหนึ่งว่า "ยังมีคนไม่ดีที่มีความพยายามจะวิพากษ์วิจารณ์ กล่าวหาเรื่องการทำงาน และเปิดหน้าออกมาต่อเนื่อง จึงอยากให้ BOI ช่วยอธิบายเรื่องการลงทุน เพราะมีคนไม่ดีคอยโจมตีรัฐบาล" แสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะยังมีความเข้าใจผิดในสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง อย่างเช่น ตัวเลขการขอ BOI กับตัวเลขของการลงทุนจริงอาจจะต่างกันมาก คือบริษัทมาขอกันมากแต่ไม่ได้ลงทุนจริง ซึ่งอยากให้ BOI ออกมาชี้แจงในเรื่องนี้ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ แนะนำ ซึ่งหากตัวเลขการลงทุนจริงของ BOI ไม่ตรงกับตัวเลขการลงทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่แถลงว่า การลงทุนจากต่างประเทศในปี 2559 ลดลง 63% จากปี 2558 ที่แย่อยู่แล้ว ก็ต้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาชี้แจงแก้ไข เพราะตัวเลขที่ตนเปิดเผยเป็นตัวเลขทางการ ไม่ได้โจมตีแต่อย่างใด และต้องถามว่าหากมองย้อนหลังแทบทุกเรื่องที่ตนเคยออกมาเตือนก็มักจะเป็นจริงมาตลอดใช่หรือไม่? ดังนั้นจึงอยากขอร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดใจรับฟังทุกคนที่เปิดหน้าออกมาวิจารณ์ มากกว่าที่จะให้ไปวิจารณ์ลับหลัง ซึ่งหากมีข้อมูลอะไรไม่ถูกต้องก็สามารถให้ผู้รับผิดชอบออกมาชี้แจงได้ โดยหากผู้วิจารณ์ให้ข้อมูลผิดหรือบิดเบือน คนวิจารณ์ก็จะหมดความน่าเชื่อถือไปเอง และตนยินดีเสมอที่จะออกทีวีร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่อาจจะมีความรู้และความชำนาญทางเศรษฐกิจทางฝั่งรัฐบาลมากกว่า แต่กลับไม่ออกมาอธิบายเอง ปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาพูดแทน ส่วนตัวเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ทำงานหนักและมีความตั้งใจดีที่จะบริหารประเทศให้ไปได้ดี ซึ่งคนไทยทุกคนก็คงอยากเห็นประเทศไทยเจริญเช่นกัน รวมถึงตนและทุกคนที่กล้าวิจารณ์อย่างเปิดเผยด้วย ดังนั้นจึงอยากขอร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดใจรับฟังจะได้ทราบข้อมูลและปัญหาทุกด้าน และอยากให้กำลังใจรัฐบาลให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ประชาชนจะได้ไม่ลำบากกันมากเหมือนในปัจจุบัน