วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

“ฟิโก้” ผนึกรวม 3 บริษัทสื่อ ลุยศึกมีเดีย ครบวงจร


นายวรพจน์ นิ่มวิจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิวส์ เอนเตอร์เทนเมนท์ กรุ๊ป จำกัด ในกลุ่มฟิโก เปิดเผยว่า ตามแผนการดำเนินงานของฟิโก้ จากเดิมที่มีบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับมีเดีย 3 บริษัท คือ มิวส์, มอนสเตอร์มีเดีย และ V Love Client หลังจากนี้จะรวมตัวและทำงานร่วมกัน ในนาม “ฟิโก้ มีเดีย”
     
โดยจะนำความแข็งแกร่งและความชำนาญของแต่ละบริษัทสู่ความเป็นบริษัทมีเดียแบบครบวงจร ในการให้บริการลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทั้งบิโลว์เดอะไลน์ และอะโบฟเดอะไลน์ ทั้งในแง่ของการจัดอีเวนต์ เปิดตัวสินค้า รวมถึงความเป็นเอเจนซี่วางแผนสื่อโฆษณาให้กับลูกค้าได้
     
แผนการทำงานหลังจากนี้ นอกจากจะให้บริการลูกค้าแล้ว ในส่วนของอีเวนต์ ทางบริษัทฯยังเตรียมที่จะนำเข้าและสร้างสรรค์อีเวนต์คอนเสิร์ตขึ้นเองไม่ต่ำกว่า 4-5 งานในปีนี้ เช่น การนำคอนเสิร์ตศิลปินจากต่างประเทศเข้ามา และการจัดงานคอนเสิร์ตเฟสติวัลในไทย คาดว่าจะต้องใช้งบลงทุนทั้งสิ้น 50-60 ล้านบาท
     
นอกจากนี้ทางบริษัทฯยังมีแผนสร้างศิลปินขึ้นเอง เช่น Bang Bang Bang เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าและสร้างตลาดในต่างประเทศ และหลังจากนี้ยังจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามมองว่าธุรกิจอีเวนต์คอนเสิร์ตในปีนี้เติบโตสูงมาก จากที่ชะลอกันมาตั้งแต่ต้นปี 2557 ที่มีปัญหาทางการเมือง ทำให้มีคอนเสิร์ตหลายงานเลื่อนมาจัดงานในปีนี้แทน หรือคิดเป็นตัวเลขเทียบกันแล้ว ปีนี้มีจำนวนคอนเสิร์ตทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30-40%
     
นายวรพจน์ กล่าวต่อว่า ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เป็นธุรกิจที่ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดี ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่กดดัน บวกกับทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอล รวมถึงวิทยุดิจิตอลที่กำลังจะเกิดขึ้น มองว่าคอนเทนต์มีความสำคัญมาก ดังนั้นทางบริษัทฯพร้อมที่จะก้าวสู่ความเป็นคอนเทนต์โพรไวเดอร์

ผลิตและนำเสนอคอนเทนต์ป้อนให้กับช่องทีวีดิจิตอล รวมถึงลงทุนในส่วนของวิทยุดิจิตอลต่อไป ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพาร์ทเนอร์เกี่ยวกับคอนเทนต์ที่จะเกิดขึ้น คาดว่าจะเห็นได้ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าเป็นต้นไป
     
“การรวมตัวกันในนามของฟิโก้ มีเดีย ครั้งนี้ มองว่าการดำเนินงานในปีแรกน่าจะมีรายได้รวมกันไม่ต่ำกว่า 100-200 ล้านบาท และหลังจากดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ทั้งหมด เชื่อว่ารายได้จะเติบโตแบบก้าวกระโดด หรือภายใน 3-5 ปี จะมีรายได้เพิ่มเป็นปีละไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ภายใต้ 2 ธุรกิจหลัก คือ อีเวนต์ และคอนเทนต์โพรไวเดอร์ในสัดส่วน 50% เท่าๆกัน” นายวรพจน์ กล่าว

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ด่วน! โจรบุกทำร้าย “โจ้-ยุทธพงศ์” รมช.เกษตรฯ สมัยยิ่งลักษณ์ แขนหัก กลางโรงแรมที่ญี่ปุ่น


#‎TV24‬ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร หรือ "โจ้" อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ซึ่งเดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่นในเวลานี้ ได้ถูกโจรบุกปล้นถึงห้องพักในโรงแรม ANA InterContinental ตั้งอยู่ที่ 1-12-33 Akasaka Minato-ku กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเบื้องต้นมีการต่อสู้กันภายในห้องพัก จนนายยุทธพงศ์แขนหัก






“พีชทีวี” ยื่นหนังสือสหประชาชาติ ชี้แจงข้อเท็จจริง ถูกสั่งตัดสัญญาณยุติการออกอากาศ


#‎TV24‬ ‪#‎BreakingNews‬ นายแพทย์ เหวง โตจิราการ และ ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์พีชทีวี ‪(PeaceTV)‬ อ่านแถลงการณ์ และนกพิราบปล่อย ก่อนเดินทางเข้าอาคารสำนักงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย ถนนราชดำเนิน เพื่อ ยื่นหนังสือผ่าน นายยู คาโนสุเอะ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน สำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึง นายบัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ ชี้แจงถึงเหตุการณ์และข้อเท็จจริงที่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีชทีวี (PeaceTV) ถูกคำสั่งยุติการออกอากาศ โดยมีสื่อมวลชนจำนวนมากทั้งไทยและต่างประเทศร่วมเดินทางมาทำข่าว








“ยิ่งลักษณ์” กราบสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ ประชาชนแห่ให้กำลังใจ พร้อมครอบครัว “สะสมทรัพย์”


#‎TV24‬ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไป จ.นครปฐม เข้ากราบสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม โดยมีประชาชนร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก

ทั้งนี้ ครอบครัวสะสมทรัพย์ นำโดย นายไชยา สะสมทรัพย์  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ร่วมเดินทางไปกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในครั้งนี้ด้วย
















วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

“จาตุรนต์” แนะ รัฐธรรมนูญ ต้องรีบทำประชามติ


#TV24 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความ ผ่าน Facebook : Chaturon Chaisang โดยมีเนื้อหาดังนี้

ประชามติ ประชามติ ประชามติ

เห็นวิวาทะระหว่างท่านวิษณุกับท่านบวรศักดิ์แล้วก็รู้สึกเห็นใจที่คอหอยกับลูกกระเดือกต้องมาเล่นบทลิ้นกับฟัน แต่ถึงยังไงลิ้นกับฟันกระทบกันก็คงไม่ถึงกับหนักหนาอะไรหรอก

ที่มีการถกกันว่าควรตัดเนื้อหาออกไปสัก 20-30 มาตรานั้น ผมเข้าใจว่าอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรเลย ถ้าจะดูที่เนื้อหาแล้วจะว่าร่างนี้ยาวไปก็ยาวจริงๆ มีเรื่องจำนวนมากที่ไม่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการสร้างองค์กรจำนวนมากมาควบคุมและแย่งเอาอำนาจไปจากประชาชนกับการกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศและการปฏิรูปทั้งหลายเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นจะตัดกันจริงๆคงไม่น้อยกว่า 100-150 มาตรา ส่วนที่ไม่ตัดทิ้งก็ยังต้องแก้ไขในสาระสำคัญอีกมาก

ส่วนที่คุณบวรศักดิ์บอกว่าจะให้ใช้รัฐธรรมนูญนี้ไป 5 ปีก่อนแล้วค่อยมีการแก้ไขนั้น ความจริงต้องถือเป็นความก้าวหน้าอยู่เหมือนกันเพราะตามร่างนี้ หากใช้แล้วจะไม่มีใครแก้อะไรได้อีกเลย ตลอดไป แต่ข้อเสนอของคุณบวรศักดิ์ดูจะไม่เป็นที่ขานรับเพราะเขาเข็ดกับการ "รับไปก่อนแล้วแก้ไขทีหลังได้" กันหมดแล้ว

สำหรับเรื่องการลงประชามตินั้น ถ้าดูจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว การจะให้มีการลงประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทำได้ 2 ทางคือการใช้อำนาจของคสช.ตามมาตรา 44 และการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวตามมาตรา 46

การใช้อำนาจคสช.ตามมาตรา 44 อาจมีคนโต้แย้งว่าทำไม่ได้ แต่ถ้าทำขึ้นมาจริงๆ รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็บอกว่าเป็นที่สุด ใครก็โต้แย้งไม่ได้ เพียงแต่ว่าถ้าถามว่าสมควรใช้หรือไม่ก็เป็นอีกประะเด็นหนึ่ง การใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้นมีข้อเสียที่สำคัญคือเมื่อใช้อย่างไรแล้ว ไม่มีใครแก้ไขอะไรได้อีกนอกจากคสช.จะแก้เองเท่านั้น นอกจากนั้นการใช้มาตรา 44 ยังเป็นการยืนยันว่าคสช.มีอำนาจเหนืออำนาจอธิปไตยทุกฝ่ายซึ่งจะไม่น่าจะเป็นผลดี

ดังนั้นจึงเหลืออยู่ช่องทางเดียวที่จะให้เกิดการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญคือการที่คสช.และครม.มีมติร่วมกันแล้วเสนอต่อสนช.ให้เห็นชอบ ถ้าจะทำกันจริงๆคณะกรรมาธิการยกร่างหรือสปช.หรือทั้ง 2 องค์กรซึ่งปรากฏเป็นข่าวว่าส่วนใหญ่เห็นว่าควรจัดให้มีการลงประชามติอาจร่วมกันเสนอความเห็นไปยังครม.และคสช.ได้ ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวจะไม่ได้กำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการและสปช. แต่ก็ไม่ได้ห้ามไว้และนายกรัฐมนตรีก็ยังได้พูดไว้ว่าให้องค์กรทั้งสองเป็นผู้เสนอมาดีกว่าที่จะให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจเองตามลำพัง

นอกจากนั้นใครที่เห็นว่าควรมีการลงประชามติก็สามารถเสนอความเห็นไปยังผู้มีอำนาจในเรื่องนี้ได้อีกด้วย

ผมมีความเห็นมาตั้งแต่ต้นว่าหากต้องการให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดี เป็นประชาธิปไตยพอสมควร จำเป็นต้องให้มีการลงประชามติ และอยากจะย้ำอีกครั้งว่ายิ่งตัดสินใจให้มีการลงประชามติเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีมากเท่านั้น ไม่ควรรอให้เนิ่นนานไป การตัดสินใจเร็วจะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะปรับท่าทีของตนเองคือจะรับฟังความเห็นของประชาชนและจะยอมให้มีการแก้ไขร่างนี้มากขึ้นเพราะรู้ว่าถ้าไม่ฟังเสียงคัดค้านบ้างเลย ร่างนี้ก็จะไม่ผ่านในการลงประชามติ

เวลานี้เหตุผลที่ไม่ต้องการให้มีการลงประชามติดูจะอยู่ที่กลัวว่าจะเสียเวลาซึ่งมีได้ 2 แบบคือเสียเวลาที่ใช้ในการลงประชามติกับเสียเวลามากขึ้นถ้าลงประชามติแล้วไม่ผ่าน

เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าถ้าคิดสักแต่ว่าให้ผ่านๆกันไปแม้ว่าร่างนี้จะแย่แค่ไหนก็ช่าง จะได้จบๆเสียทีนั้น เอาเข้าจริงๆแล้วจะไม่จบ แต่จะเสียหายมหาศาลและเสียเวลาไม่สิ้นสุด
ถ้าจะให้มีการลงประชามติจึงต้องไม่กลัวเสียเวลา ถ้าลงประชามติแล้วต้องผ่านสถานเดียว ไม่ต้องลงประชามติให้เสียทั้งเงินทองและเวลาไปเปล่าๆ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการลงประชามติจะต้องใช้เวลานานมากมายอะไร ถ้าตัดสินใจให้เร็ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกกต.ก็เตรียมการล่วงหน้าได้ ร่นเวลาเข้ามาได้อีกเป็นเดือนๆ ถ้าลงประชามติแล้วไม่ผ่านจะทำอย่างไรก็สามารถกำหนดได้ว่าให้ทำอย่างไรที่ไม่ใช่การกลับมาตั้งต้นใหม่โดยตั้งสปช.และคณะกรรมาธิการกันใหม่อีกรอบหนึ่ง

ที่ผ่านมาก็มีข้อเสนออยู่บ้างว่าถ้าลงประชามติไม่ผ่านก็อาจเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งในอดีตมาใช้ไปเลย หรือไม่ก็อาจจะใช้ไปพลางก่อน แล้วก็หาทางร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ด้วยวิธีที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

ในความเห็นของผมถ้าประชามติแล้วไม่ผ่านก็แสดงว่าประชาชนไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ ทางออกจะเป็นอย่างไรก็อาจเสนอให้ประชาชนตัดสินไปเสียด้วยเลยในการลงประชามติ ซึ่งถ้าสุดท้ายแล้วจะต้องเสียเวลาบ้างหรือแม้แต่ต้องเสียเวลาพอสมควรก็คงต้องยอมครับ 

ดีกว่าปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ออกมาใช้บังคับโดยไม่มีการแก้ไขในสาระสำคัญเพราะรังแต่จะทำให้ประเทศชาติต้องล้าหลัง เกิดวิกฤตขัดแย้งชนิดไม่มีทางออกแล้วก็กลับเข้าสู่วงจรเดิมๆไม่จบไม่สิ้นครับ

“ชยิกา” ย้ำนโยบายเพื่อไทย ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ดูแลแรงงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ


#TV24 1 พฤษภาคม 2558 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "แซนด์-ชยิกา วงศ์นภาจันทร์" (บุตรสาว นางเยาวเรศ ชินวัตร) ในฐานะอดีตคณะทำงานจัดทำนโยบายพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ Facebook : Sand Wongnapachant โดยมีเนื้อหาดังนี้


วันแรงงานแห่งชาติ นับเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่เกิดขึ้นเพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของพี่น้องชาวแรงงาน ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ นอกจากกลุ่มแรงงานเป็นกลจักรสำคัญสำหรับในภาคการผลิตมวลรวมของประเทศแล้ว เนื่องจากแรงงานคือประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แรงงานเองจึงเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอีกด้วย พูดง่ายๆก็คือ ความกินดีอยู่ดี และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงาน ส่งผลให้คนไทยทั้งประเทศกินดีอยู่ดีตามไปด้วย

ที่ผ่านมารัฐบาลทักษิณ และ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน 2 ส่วนคือ
1. สวัสดิการแรงงาน หรือ หลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค และ 2. นโยบายสร้างรายได้ ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ปริญญาตรี 15,000 บาท

สำหรับการดูแลด้านคุณภาพชีวิตแรงงาน นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ประธานชมรมแพทย์ชนบท รุ่นที่ 8 เป็นผู้บุกเบิกและผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าผ่านรัฐบาลทักษิณจนเป็นที่รู้จักกันในนาม “30 บาทรักษาทุกโรค” นั้น มีหลักปรัชญานโยบายเพื่อสร้าง “ความเข้าถึง” (Access) และ “เท่าเทียม” (Equality) ให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่จำเป็นต้องได้รับการ “บริจาค” หรือ “เสียสละ” จากใคร

ต่อมารัฐบาลยิ่งลักษณ์ สานต่อนโยบายดังกล่าวในนามของ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ด้วยการพัฒนา ปรับปรุง “คุณภาพ” (Quality) การให้บริการที่ต่อเนื่องครอบคลุมประชาชนมากขึ้น ประชาชนสามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้ารับบริการการแพทย์ฉุกเฉินได้ทุกโรงพยาบาล โดยไม่มีการถามสิทธิ และไม่ต้องสำรองจ่าย ตลอดจนขยายขอบเขตการดูแลค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยโรคไตและผู้ติดเชื้อเอชไอวี เด็กแรกเกิด คนชรา ผู้พิการ รวมทั้งใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น

สำหรับการดูแลด้านการสร้างรายได้ให้กับประชาชนกลุ่มแรงงาน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ผลักดันค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และ เงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 15,000 บาท ซึ่งนโยบายดังกล่าวถือเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการใช้จ่ายบริโภคภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยต้นทุนแรงงาน 300 บาท ไม่ใช่ “ปัญหาเศรษฐกิจ” อย่างที่บางคนหยิบจับเอามาโจมตี เพราะถ้ารัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ภาคเอกชนอยู่ได้ ด้วยการส่งเสริมการส่งออก ดึงดูดนักลงทุน นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ หรือสามารถเร่งการลงทุนโดยภาครัฐได้ เมื่อภาคเอกชนมีรายได้ ก็จะสามารถจ่ายค่าแรงได้ด้วย เพราะท้ายที่สุด ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยไม่สามารถแข่งขันด้วย “ราคา” แต่ต้องแข่งขันกันที่การสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” เพื่อสร้างความ “แตกต่าง” ผลักดันให้แรงงานไทยจาก “แรงงานกึ่งฝีมือ” ไปเป็น “แรงงานมีฝีมือ”

"ยิ่งลักษณ์" FB ขอบคุณแรงงานไทย

#TV24 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ ขอบคุณแรงงานไทยในวันแรงงานแห่งชาติ ระบุ สินค้าไทยที่เกิดจากฝีมือแรงงาน ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ โดยมีเนื้อหาดังนี้


“น้ำพักน้ำแรงและหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงาน คือ ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างความเจริญรุ่งเรือง และความมั่งคั่งให้กับประเทศชาติ ความมุ่งมั่น ตั้งใจ และทักษะฝีมือแรงงานไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วโลก และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน”