แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

"สืบทอดอำนาจ" ในร่างรัฐธรรมนูญ กระแสชาวเน็ตมาแรง แห่โพสต์วิจารณ์ยับ


การที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติเรื่องการจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปแห่งชาติไว้ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเรื่องขององค์ประกอบและที่มาของทั้ง 2 ส่วน กล่าวคือ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กำหนดสัดส่วนไว้ 120 คน มีที่มาจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 60 คน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 30 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านการปฏิรูปอีก 30 คน ในขณะที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ไม่เกิน 15 คน มาจากการแต่งตั้ง

ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติอำนาจหน้าที่ของทั้ง 2 ส่วนนี้ไว้ว่า มีหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้วยการให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี และมีบทบาทบูรณาการข้อเสนอด้านการปฏิรูปของ สปช.กับทุกภาคส่วน รวมถึงอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูป นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดให้ ครม. ต้องชี้แจงเหตุผลต่อรัฐสภาและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หากไม่ดำเนินการตามคำแนะนำและในกรณีจำเป็น ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นควรให้ดำเนินการหรือไม่

เมื่อพิจารณาถึงที่มาประกอบกับอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ จึงกลายเป็นข้อสังเกตถึงการปูทางสืบทอดอำนาจของ สปช. และ สนช. ตลอดจนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นที่เชื่อกันว่า 2 กลไกนี้มีเจตนาที่มุ่งตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่

ทางด้านพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ กราฟิก เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ 2540, 2550 และ 2558 ประเด็นที่มาของ ส.ว. โดยมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตร่วมแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญเป็นจำนวนมาก โดยบางความเห็นระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นการสืบทอดอำนาจ


วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

กมธ.ยกร่างฯสรุปที่มา ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 200 คน


คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ข้อสรุปเรื่องวุฒิสภาแล้ว โดยกำหนดให้ ส.ว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 200 คน ใน 5 กลุ่มบุคคล ‪

#‎TV24‬ วานนี้ (25 ก.พ.2558) คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสรุปข้อบัญญัติแบบรายมาตรา กำหนดให้วุฒิสภา มีจำนวนไม่เกิน 200 คน โดยกำหนดให้ ส.ว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนใน 5 กลุ่มบุคคล ได้แก่ บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งข้าราชการฝ่ายพลเรือน ในระดับปลัดกระทรวง ผู้นำเหล่าทัพ หัวหน้าองค์กรรัฐวิสาหกิจ บุคคลที่เป็นผู้แทนองค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง และบุคคลจากองค์กรด้านการเกษตร แรงงาน วิชาการ ชุมชน ท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่าง ๆ ขณะที่คุณสมบัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกวุฒิสภา ยังคงเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 แต่มีลักษณะต้องห้าม มิให้เป็นบุพการี คู่สมรส ,บุตรของ ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง , และภายในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ต้องไม่ดำรงตำแหน่ง หรือเคยดำรงตำแหน่ง ส.ส. หรือในพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองและต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ในระยะเวลา 2 ปีก่อนการดำรงตำแหน่ง ส่วนวาระกำหนดให้คราวละ 6 ปี ซึ่งห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกัน 2 วาระ และสิ้นสุดสมาชิกภาพแล้วไม่เกิน 2 ปี ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สมาชิกวุฒิสภา มีหน้าที่ตรวจสอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและจริยธรรม หากแต่ให้อำนาจเพียงแต่การส่งรายงานเสนอนายกรัฐมนตรี และประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป