แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2563

"ผู้นำฝ่ายค้าน" แนะรัฐบริหารงบประมาณ ต้องมีทิศทาง-ยุทธศาสตร์-ประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


"ผู้นำฝ่ายค้าน" เสนอรัฐบาลต้องเคร่งครัด บริหารงบประมาณและใช้เงินอนาคตของประชาชนอย่างมีทิศทาง มียุทธศาสตร์และมีประสิทธิภาพ
…………………………………

วันนี้เรามีโจทย์ใหญ่สำคัญ 2 ประการที่ กำลังคุกคามโลกและประเทศไทย คือ
                                    
1) วิกฤติ “โควิด-19” การติดเชื้อและความเจ็บป่วยที่กำลังก่อผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของผู้คนทั้งโลกอย่างรุนแรง รวดเร็ว การขยายตัวในปริมาณและพื้นที่ในวงกว้างระดับโลก จนคาดเดาไม่ได้ว่ารัฐบาลแต่ละประเทศจะสามารถจัดการและประคับประคองสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ให้ประชาชนในประเทศของตนเผชิญอันตรายและสูญเสียน้อยที่สุดได้อย่างไร
                         
2) วิกฤติ “เศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการระบาดของไวรัส “โควิด-19” อันเป็นผลที่ตามมาและจะก่อผลสะเทือนที่ขยายวงกว้างไปทั้งโลก สถานการณ์เศรษฐกิจของแทบทุกประเทศไม่สามารถดำเนินไปในทิศทางเดิมได้อีก เกิดปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่ ทั้งปัญหาแรงงาน การยุติการลงทุน การท่องเที่ยว การเดินทางสื่อสารระหว่างกันของประชาชนมีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดวิกฤติที่ทับซ้อนเข้ามาคุกคามประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย

วิกฤติทั้งสองนี้ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่  และมีผลกระทบต่อทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกชนชั้น มากเกินกว่าจะคาดคิด... หากรัฐบาลหรือผู้นำประเทศใดไม่มีศักยภาพมากเพียงพอที่จะสามารถกอบกู้วิกฤติครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ ผลที่ติดตามมาจะส่งผลเสียหายต่อประชาชนในประเทศนั้นอย่างรุนแรงยิ่ง

สถานการณ์ดังกล่าว  คือข้อท้าทายภาวะการนำที่มีศักยภาพ ที่ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่เพียงอย่างเดียว  หากแต่เป็นการทดสอบวิสัยทัศน์ การคิดเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคตว่า ผู้นำมีความสามารถในการนำความรู้ด้านการบริหาร  ประสานกับความรู้เฉพาะทางจากวิชาชีพที่เชี่ยวชาญ การจัดการงบประมาณและทรัพยากรทุกด้านที่จำเป็น มีความเป็นผู้นำที่สามารถสื่อสารอย่างน่าเชื่อถือในสถานการณ์ฉุกเฉิน  และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในประเทศของตนอย่างไร

จากวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ เราได้เห็นความโดดเด่นในการแก้ไขปัญหาของผู้นำหลายประเทศ ที่แสดงถึงศักยภาพการบริหารประเทศภายใต้ภาวะวิกฤติ ซึ่งมีความชัดเจน เด็ดขาด ตรงไปตรงมา มองเห็นภาพรวมทั้งระบบในการแก้ไขปัญหา  ทำให้คนทั้งประเทศมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจ สามารถทำให้ผู้คนพร้อมที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญ

ผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก กำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญ ถึงความสามารถในการบริหารประเทศยามวิกฤติ และต่างกำลังพยายามใช้ทุกวิถีทางในการบริหารจัดการประเทศของตน ให้ก้าวพ้นปัญหา และเลือกใช้มาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ และร่วมประคับประคองประเทศให้พ้นวิกฤติ

ผมขอยกตัวอย่างประเทศใกล้บ้านเราอย่างเช่นสิงคโปร์ วันนี้เขารับมือกับวิกฤติโดยบริหารงบประมาณของประเทศจำนวนมากถึง 3 หมื่นกว่าล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพื่อนำมากระตุ้นและเตรียมรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยมุ่งรับมือกับความถดถอยทางเศรษฐกิจของโลกที่กำลังจะมาถึง และเตรียมรับมือกับวิกฤติที่เป็นผลกระทบจากการระบาดที่ร้ายแรงของ “โควิด-19”  โดยใช้นโยบาย 3 ประสาน คือ นโยบายการเงินการคลัง นโยบายสาธารณสุขที่สู้กับการระบาดของโรค และนโยบายการช่วยเหลือดูแลหน่วยธุรกิจต่างๆ ทุกระดับของประเทศ พร้อมกับการประคับประคอง เยียวยาประชาชนและคนยากคนจนของสิงคโปร์ให้อยู่รอดได้ นั่นเพราะเขาให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ในฐานะที่เป็นพลังสำคัญสำหรับการฟื้นฟูและผลักดันให้ประเทศกลับคืนสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว ด้วยการใช้ศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมด มาทุ่มเท เตรียมรับมือและฟื้นฟูประเทศ เพื่อเตรียมก้าวเข้าสู่บริบทใหม่ทางเศรษฐกิจของโลกในอนาคตอันใกล้ที่กำลังจะมาถึง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สร้าง “ผู้นำ” ฉันใด สถานการณ์ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลวของ “ผู้นำ” ได้ฉันนั้น
   
เมื่อมองกลับมาที่สถานการณ์ของประเทศไทยเราในวันนี้  จึงเป็นบททดสอบสำคัญต่อ “นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี” ว่ามีศักยภาพเพียงพอในการเป็นผู้นำในยามวิกฤติหรือไม่  และจะสามารถนำพาประเทศของเราให้ก้าวข้ามพ้นวิกฤติได้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งผมได้เคยบอกกล่าวไปแล้วว่าในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน  เราพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่

หากแต่วันนี้ เรายังไม่เห็นถึงความชัดเจนของรัฐบาลในนโยบายสำคัญด้านการเงินการคลัง ว่ามีแผนจะจัดการ ปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณปี 2563 อย่างไร เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติทั้งทางชีวิต สุขภาพ การป้องกันตนเอง และการเร่งเยียวยาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก รวมทั้งหน่วยเศรษฐกิจ บริษัท ห้างร้านในระดับต่างๆ ที่ต้องมีมาตรการการดูแลไม่ให้เสียหายมากจนเกินไป เพราะส่งผลผูกพันกับพนักงาน แรงงานจำนวนมหาศาล รวมถึงกลุ่มเกษตรกรในภาคการผลิตที่ขาดการดูแลและประกันรายได้  รัฐบาลควรมีแผนการเตรียมความพร้อมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในมิติต่างๆ ของประเทศ คู่ขนานไปกับการแก้วิกฤติสุขภาพ โดยควรกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่า จะมีนโยบายเตรียมพร้อมเศรษฐกิจของประเทศในทุกภาคส่วนอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเห็นแนวโน้มและจังหวะก้าวของชีวิตในอนาคต  พร้อมกับการเตรียมการรับมือเศรษฐกิจครัวเรือนของตนอย่างมีความหวัง

นอกจากผมจะยังไม่เห็นความชัดเจนในการปรับงบประมาณปี 2563 แล้ว ผมยังมีความเป็นห่วงต่อการที่รัฐบาลเตรียมการจะขอออกพระราชกำหนดสำคัญทางการเงิน โดยเฉพาะพระราชกำหนดกู้เงิน ซึ่งหากไม่มีการจัดการที่มีคุณภาพ เราอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการนำเงินเก็บก้อนใหญ่อันเป็นเงินในอนาคตของประเทศ มาใช้อย่างขาดหลักประกัน ผมพร้อมสนับสนุนหากรัฐบาลนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาของประเทศและพี่น้องประชาชนอย่างมีแผน อย่างเป็นระบบ ครบถ้วนรอบด้าน ทั่วถึง และโปร่งใส อันจะเป็นผลต่อการเยียวยาชีวิตให้กับคนไทยทุกชนชั้น ทั้งแผ่นดิน

แต่วันนี้ ...ผมยังไม่เห็นแผนการใช้งบประมาณที่ชัดเจนเลยครับ

ผมขออนุญาตส่งเสียงเตือนรัฐบาลอย่างจริงจัง  เพราะนี่คือ “เรื่องสำคัญอย่างยิ่งของประเทศ”

ผมอยากเห็นการบริหารประเทศ  ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันเวลาและเท่าทันสถานการณ์
ไม่อยากเห็นการบริหารงาน ที่ไร้ทิศทาง ไร้ยุทธศาสตร์  ทำลายอนาคต ทำลายโอกาสของประเทศ และทำลายความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชน                         

ผมและพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมทั้งประชาชนคนไทยจะเฝ้าติดตามการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด

และหวังว่าเสียงสะท้อนของพวกเรา จะนำไปสู่การสร้างการมีส่วนร่วม ที่รัฐบาลพึงรับฟัง เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ ไปได้อย่างดี

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
8 เมษายน 2563

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563

"สมพงษ์" ชี้กดบัตรแทนกัน ทำพ.ร.บ.งบฯโมฆะ-ประเทศเสียหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


จากกรณีกดบัตรแทนกันของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล สะท้อนให้เห็นผลกระทบที่สำคัญ 2 ด้าน ทั้งทางด้านความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศ และความเสียหายต่อบรรทัดฐานของการตีความกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ในสังคม

เนื่องจากการเสียบบัตรแทนกันครั้งนี้ เป็นการลงมติเพื่อเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2563 ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อมีปัญหาที่ถูกตั้งคำถาม เกี่ยวกับความชอบในการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ อันจะส่งผลให้เกิดความล่าช้าของการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณ  ซึ่งจะส่งผลต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ  ที่กระทบต่อเงินลงทุนของประเทศอย่างหนัก จึงนับเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่ประเทศต้องการการขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐ ซึ่งถือเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจขณะนี้ ซึ่งความล่าช้านี้ยังจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และสร้างความชะงักงันต่อเศรษฐกิจประเทศ

ในความเห็นของผม…

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมในสังคมอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจากบรรทัดฐานในอดีตที่เราสามารถเทียบเคียงได้อย่างชัดเจนว่าการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณครั้งนี้มีกระบวนการตราที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นโมฆะได้

ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังเฝ้าจับตามองว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้จะคลี่คลายอย่างไร การบิดเบือนหรือการตีความใดๆ ในขณะนี้ ที่ต่างออกไปจากข้อสรุป และความเชื่อที่สังคม มีอยู่  น่าจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมที่กำลังมีข้อกังขาอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น กระบวนการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป ทุกองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องยึดมั่นในหลักการตามกฎหมาย และตามบรรทัดฐานที่ถูกต้องที่เคยมีมาในอดีต  เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเคลือบแคลงและบั่นทอนต่อความเชื่อมั่นต่อระบบรัฐสภาไทย และต่อระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมไทย

 สิ่งที่เป็นข้อพึงระวังคือ ทุกฝ่ายต้องไม่คิดแก้ไขปัญหา แค่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพียงเพื่อให้ พ.ร.บ.งบประมาณผ่านไปได้ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายอย่างรุนแรงในอนาคตที่จะเกิดขึ้น

ผมหวังว่าผู้ที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนเพื่อน / ส.ส.ที่ฝากบัตรให้เพื่อนเสียบแทน  / หัวหน้าพรรคการเมืองที่มีสมาชิกกระทำผิด / ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี  รวมทั้งคณะรัฐมนตรี ตลอดจนองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง ต้องตระหนักถึงภาระความรับผิดชอบที่สำคัญนี้  ไม่ปล่อยให้ปัญหานี้จบลงด้วยวิธีการที่สร้างความเคลือบแคลงใจกับคนในประเทศ และทำลายความเชื่อมั่นของนานาประเทศ เหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่าน 

อย่าให้ประเทศเราต้องบอบช้ำไปมากกว่าที่เป็นอยู่เลยครับ

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
24 มกราคม 2563

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562

"สมพงษ์" นำฝ่ายค้านอภิปราย ประยุทธ์ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ


วันที่ 18 ก.ย. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน ส.ส.บัญชีรายชื่อเพื่อไทย เปิดประชุมอภิปรายปมนายกฯ ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบและรัฐบาลไม่แจงที่มาเงินงบประมาณ ยืนยัน ข้อเท็จจริงนายกฯ และคณะครม.ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบจริง หายไปบางท่อน คำถวายสัตย์ฯ นายกฯ ยังขาดถ้อยความสำคัญของการถวายสัตย์ฯ และยังมีการกล่าวถ้อยคำเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ซึ่งขาดสาระสำคัญ ทำให้มีปัญหาการใช้ถ้อยคำถวายสัตย์ฯ ทั้งนี้ฝ่ายค้านก็ให้โอกาสให้นายกฯ แก้ปัญหาเหล่านั้น แต่นายกฯ ก็ยังเพิกเฉย ไม่แก้ไขอะไร พวกผมฝ่ายค้าน จึงต้องมาอภิปรายในวันนี้ ทั้งนี้ นายสมพงษ์ ยังได้ยกคำพูดของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่เคยได้กล่าวไว้ว่า การถวายสัตย์ฯ จะผิดพลาดไม่ได้ คำกล่าวจะต้องไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว มาเปรียบเทียบอีกด้วย
.
"ผมขอเรียนเพิ่มเติมว่า นายกฯ เองเคยเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณมาแล้ว ผมเห็นว่าท่านมีเจตนาไม่ใช้ข้อความที่ สำนักนายกรัฐมนตรี จัดทำให้ ท่านมีเจตนาอะไร สิ่งนี้ฝ่ายค้าน จะได้อภิปรายต่อไป ผมขอยืนยันว่า การกระทำของนายกฯ ไม่ปฏิบัติตาม รธน.มาตรา 162 ซึ่งส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน งบประมาณต่างๆ ของรัฐบาลอีกด้วย" นายสมพงษ์ กล่าว
.
นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า เห็นว่าคำแถลงนโยบายดังกล่าว ฝ่ายค้านมีการคัดค้านไปแล้วแต่คณะครม.ก็เพิกเฉยไม่ปฏิบัติแต่อย่างไร ปัญหาอยู่ที่ว่า ท่านจะหาเงินนั้นมาใช้เป็นงบประมาณได้อย่างไร เมื่อพิจารณาพฤติกรรมของนายกฯ ที่กระทำอย่างต่อเนื่อง ผมพบว่า ท่วงทำนองที่ท่านนายกฯ ได้กระทำมา ขัดรธน.โดยตลอด สิ่งที่ท่านไม่ได้กระทำตามรธน. อาทิ นำครม.ทั้งคณะกล่าวปฏิญาณไม่ครบถ้วน แถลงต่อสภา ไม่แจงที่มาของเงินงบประมาณแผ่นดินที่จะใช้

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562

"สมพงษ์" นำฝ่ายค้านลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวเชียงใหม่


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ได้เดินทางไปพบปะกรรมการและสมาชิกสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและมีคณะกรรมการบริหารนับตั้งแต่ก่อตั้งถึงปัจจุบัน รวม 46 ชุด มีสมาชิกมากกว่า 6,000 คน โดยมีนาย ชัยวิเศษ ดีสุวรรณ ประธานสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ให้การต้อนรับ โดย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ระบุว่ากิจกรรมในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อประชาชนซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเยี่ยมเยียนและเรียนรู้ ตลอดจน รับทราบปัญหาและข้อจำกัดของเกษตรกร พร้อมกันนี้ นาย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ได้ชื่นชมในความสำเร็จสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ที่ยังคงเป็นกลไกและยึดโยงเกษตรกรไว้กับระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง  พร้อมทั้ง ขอให้กรรมการและสมาชิกได้ช่วยกันรวบรวมและสะท้อนปัญหาเพื่อส่งให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคฝ่ายค้านและจะได้ร่วมกันหาวิธีการและแนวทางในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนผ่านระบบของรัฐสภา แต่ต้องไม่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง หรือ นำเงินมาแจกเป็นครั้งเป็นคราว และในโอกาสเดียวกันนี้ผู้แทนของสหกรณ์ได้ขอให้พรรคฝ่ายค้านจัดหา หรือ พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกในฤดูแล้ง รวมถึง แก้ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาตกต่ำ เช่น ข้าวเปลือกข้าวเหนียวขายอยู่ที่ตันละ 14,000.- บาท แต่ข้าวสารเหนียวมีราคาแพง หรือ  ตันละ 40,000 บาท โดยประมาณ  หรือ เกษตรกรต้องใช้ข้าวเปลือกถึง 3.5 ตันเพื่อนำไปสีและให้ได้ข้าวสารเหนียว 1 ตัน เป็นต้น