แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

"สุดารัตน์" คัดค้านต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ขอคัดค้านการต่อ #พรกฉุกเฉิน

‪2เดือนแล้ว ที่ไทยปลอด COVID
‪แต่รัฐบาลยังจะต่อ #พรกฉุกเฉิน‬

‪คนไทยการ์ดไม่ตก ทำไมต้องใช้กฎหมายพิเศษมากำราบ?‬

‪ถ้าคิดจะหวด ควรหวดตัวเองมากกว่า‬
‪เพราะความผิดพลาดที่ผ่านมา ล้วนเกิดจากความประมาทเลินเล่อของรัฐบาล‬
ที่ปล่อยให้มีผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศเข้ามา

วันนี้จะมีประชุมใหญ่ศบค. ก่อนที่พลเอกประยุทธ์จะอนุมัติต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
นายกฯช่วยอธิบาย และชี้แจงในเรื่องดังต่อไปนี้ก่อน

1) ในเมื่อไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มา 2 เดือนแล้ว แสดงว่าเชื้อภายในประเทศหมดไปแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้น คือรัฐบาลต้องมีมาตรการที่เข้มงวดไม่ปล่อยให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เข้ามาในประเทศ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลทำงานละหลวมปล่อยให้มีผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศเข้ามาได้ในขณะที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่

ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรทำไม่ใช่ไปต่อพรก. ฉุกเฉิน แต่ควรจะหามาตรการ ที่เข้มงวดในการป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศได้โดยไม่เข้าระบบSQ

2) ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องสาหัสมากสำหรับคนไทยทั่วประเทศสิ่งที่นายกควรทำคือสร้างความมั่นใจให้กับคนไทยและนักลงทุนต่างชาติ ว่าเราสามารถควบคุม COVID ได้ หากมีปัญหารัฐบาลพร้อมรับมือ ไม่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาข่มขู่ ทำลายความเชื่อมั่น และเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจค้าขายของประชาชน

ขณะนี้ สิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องทำเร่งด่วนคือ ต้องรีบเปิดทุกธุรกิจ และสนับสนุนให้ประชาชนทำมาหากินได้อย่างสะดวก พร้อมเร่งมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่างๆออกมาเพื่อให้คนไทยมีกำลังซื้อ

ประชาชนรอคำชี้แจงจากนายกฯอยู่นะว่าประโยชน์ของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อประเทศชาติและประชาชนคืออะไร

หรือใช้เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงของตัวเอง ในการคุมนักศึกษาไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวเท่านั้น

#ยกเลิกพรกฉุกเฉินทันที

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

"สุดารัตน์" อัดรัฐการ์ดตก-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คุมเฉพาะคนไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


บอกคนไทยการ์ดห้ามตก

รัฐบาลอ้าง COVID ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
คุมเข้มกับพลเมืองไทย

คนไทยเดินทางกลับบ้านต้องกักตัว 14 วัน แต่ VIP ต่างชาติไม่ต้องกักตัว
แถมเดินทางไปได้ทั่ว

รัฐบาลการ์ดตกเสียเองแบบนี้
รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร
จนป่านนี้ยังไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนมารับผิดชอบ ‘ทหารก็บอกปัด’ ตกลงคนเหล่านี้เข้าประเทศไทยได้อย่างไร ใครอนุญาต และคนอนุญาตให้เข้าประเทศ มีสิทธิอะไรที่ไปยกเว้นการกักตัว 14 วันให้คนต่างชาติ

หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีไว้ควบคุมเฉพาะคนไทยเท่านั้น???

อันที่จริงการระบาดในรอบแรกก็เกิดจากข้อบกพร่องของหน่วยงานรัฐเอง ตั้งแต่กรณีสนามมวยลุมพินี ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก แต่ไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. ฝ่าฝืนจัดแข่งขันชกมวย จนทำให้มีการระบาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ถึงป่านนี้เรายังไม่เห็นความรับผิดชอบของหน่วยงานหรือการลงโทษคนกระทำผิดจากรัฐบาล

ต่อมาก็มีการประกาศปิด กทม. โดยไม่มีมาตรการรองรับ คนทะลักกลับต่างจังหวัดเป็นแสนคน ทำให้เชื้อกระจายไปทั่วประเทศ ต้องปิดเมือง ปิดจังหวัดทุกจังหวัด จนทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักไปทั้งประเทศ

โดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจออกมาตรการที่บกพร่องเช่นนี้
แต่เคราะห์กรรมตกอยู่กับคนไทย
ที่ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่พังพินาศอยู่ในขณะนี้ ธุรกิจต้องปิดตัว กำลังซื้อหดหาย คนตกงานจำนวนมาก คนจนไม่มีจะกิน

ทั้งที่คนไทยทุกคนยอมเสียสละ
"อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ"
ยอมให้ปิดเมือง หยุดการทำมาหากิน จนเศรษฐกิจพังพินาศ เพื่อให้รัฐบาลคุมการแพร่ระบาดของโรคได้สำเร็จ และไม่ต้องการให้มีการระบาดรอบ 2

ทุกวันนี้ ’คนไทย’การ์ดยังไม่ตก
แต่คนทำการ์ดตกคือ ’รัฐบาล’
ก็ต้องกล้ารับผิดชอบต่อประชาชน

#หยุดโทษประชาชน
หยุดหาเหตุต่อ #พรกฉุกเฉิน

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2563

"สุดารัตน์" แนะรัฐฟังข้อเสนอฝ่ายค้าน แก้วิกฤติโควิด

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


อีกนานเท่าไหร่ เราจึงจะควบคุมการระบาดให้สยบลงได้ และประชาชนจะต้องหยุดทำมาหากินอีกนานเท่าไหร่ ถ้าประสิทธิภาพการทำงานของรัฐยังเป็นเช่นนี้ และมาตรการยังออกมา สะเปะสะปะ ไม่ตรงจุดครบถ้วน

ปิดประเทศ ปิดการทำมาหากินของประชาชน โดยไม่ค้นหาผู้ติดเชื้อ แล้วนำออกจากสังคมไปรักษา  หรือไปกักตัวเฝ้าดูอาการในระบบ  สยบโรคระบาดไม่ได้หรอกค่ะ

หัวใจหลักคือ  ต้องให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจ COVID-19 ฟรี  ให้ได้มากที่สุด
.....................

วันนี้ครบ 16 วัน ที่มีการสั่งปิดกิจการห้างร้านต่างๆ ในกรุงเทพฯ โดยไม่มีมาตรการใดๆ รองรับ ทำให้คนแตกตื่นกลับไปต่างจังหวัดกว่าแสนคน  ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินปิดหลายจังหวัด  ตั้งด่าน สั่งเคอร์ฟิว
แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งทั้ง กทม. และต่างจังหวัดไปกว่า 2,000 รายแล้ว และยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

มีอำนาจล้นฟ้าจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ก็ยังออกมาตรการที่สะเปะสะปะ  ไม่ชัดเจนครบถ้วน  เปลี่ยนไปมา  เหมือนเด็กเล่นขายของ  ผลคือ

- ควบคุมการระบาดไม่ได้ และยังไม่รู้ว่าจะควบคุมได้เมื่อไหร่
- อุปกรณ์การแพทย์ยังคงขาดแคลนอย่างหนัก  จน รพ.ต่างๆ ต้องมาขอรับบริจาค
- ยังตอบไม่ได้ว่า จะปิดเมือง ปิดการทำมาหากินของประชาชน ไปอีกนานแค่ไหน
- จะห้ามหรือชะลอคนไทยกลับบ้าน จะห้ามแบบไหน ชะลอยังไง ไม่ชัด

ดิฉันและพรรคเพื่อไทยได้เสนอ "ยุทธการ 21 วัน สยบ COVID"   มาตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม ถ้ารัฐบาลทำตาม ตั้งแต่วันนั้น ป่านนี้เราคงควบคุมการระบาดให้สยบลงได้แล้วในระดับหนึ่ง
โปรดฟังชัด ๆ อีกครั้งนะคะว่า

หลักการง่าย ๆ ของการควบคุมการระบาดของโรค มีอยู่ 2 ประการคือ

1.ป้องกันผู้ติดเชื้อใหม่ ไม่ให้เข้าประเทศ โดยห้ามการเดินทางเข้าประเทศ หรือกักตัว 14 วัน โดยเช่าโรงแรมให้อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ซึ่งควรทำมาตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว   แต่ก็ปล่อยให้เละเทะมาถึงวันนี้  อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวานก่อน

2. ค้นหาผู้ติดเชื้อในประเทศให้ได้มากที่สุด และเร็วที่สุด โดยใช้กลไกสาธารณสุข และมหาดไทย ปูพรมตรวจหาผู้ติดเชื้อทุกหมู่บ้าน ผู้ติดเชื้อที่ป่วยรีบส่งตัวเข้าโรงพยาบาล ส่วนผู้ติดเชื้อที่มีอาการป่วยน้อยใช้โรงแรมเป็นที่กักตัว เฝ้าดูอาการจนหายดี ตรวจไม่พบเชื้อแล้ว  จึงให้กลับบ้าน

หัวใจหลักคือ ต้องให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจ COVID-19 ฟรี  ให้ได้มากที่สุด

วิธีนี้หลายประเทศทำสำเร็จ สยบการระบาดได้ จนประชาชนกลับมาทำมาหากินกันได้ทั้งจีน, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ แม้แต่ Bill Gates ก็เพิ่งเสนอว่า การเร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุดเท่านั้น จึงจะสยบการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้เช่นกัน

ปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้คือ เรื่องชุดตรวจที่มีข่าวทุจริต  และต้องทะลวงคอขวดของระบบราชการ ให้นำเข้าชุดตรวจให้ได้เร็วที่สุด รวมทั้งมีมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลในประเทศที่มีการพัฒนาชุดตรวจได้  ก็ให้รีบสนับสนุนงบโดยด่วน

ขอให้พลเอกประยุทธ์ หยุดโทษประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แล้วหันมาเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลอย่างเร่งด่วน

ยิ่งช้า..... คนป่วยยิ่งมากขึ้น จนเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขของไทย และแพทย์จะรับมือไหว
ยิ่งช้า.....เศรษฐกิจปากท้องจะพังพินาศ คนไทยจะยากลำบาก  จนไม่ว่ารัฐบาลจะ”กู้เงิน”มามากแค่ไหน ก็ไม่อาจจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาดีได้

ข้อเสนอนี้ เป็นข้อเสนอด้วยความปรารถนาดีของเรา ที่ต้องการให้ประชาชน และประเทศชาติรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้  เป็นข้อเสนอจากประสบการณ์ของเรา ในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ (Emerging Disease) อย่างโรค SARS และไข้หวัดนก

ซึ่งดิฉันเชื่อมั่นในความสามารถของระบบสาธารณสุขของประเทศไทย และความสามารถของคณะแพทย์ พยาบาล  จึงมั่นใจว่า  ถ้าฝ่ายนโยบายได้กำหนดนโยบายได้ถูกต้อง และสนับสนุนการทำงานของแพทย์อย่างเต็มที่

เราจะสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ภายในเร็ววัน และจะสามารถลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ของเราลงได้

โปรดอย่าคิดว่า เป็นข้อเสนอของ ฝ่ายค้าน แล้วนายกฯ ฟังไม่ได้ 

ถ้ารัฐบาลนำไปทำ แล้วสำเร็จ ประชาชนจะสรรเสริญชื่นชมรัฐบาล ไม่ใช่ฝ่ายค้านค่ะ

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563

"สุดารัตน์" นำอ่านจดหมายเปิดผนึกร่วมพรรคการเมือง สู้โควิด19


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อเวลา 11.00น. ที่ผ่านมา มีการแถลงข่าว: จดหมายเปิดผนึกร่วมของพรรคการเมืองต่างๆทั่วโลก เกี่ยวกับความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ในการต่อสู้กับโควิด19 ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนอ่านจดหมายเปิดผนึกร่วมจากพรรคการเมืองต่างๆ เกี่ยวกับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการต่อสู้กับโควิด-19 ว่า

1. เราขอยกย่องอย่างสูงสุดต่อผู้ที่ทำงานด้านสุขภาพ ที่ได้อุทิศตนในการช่วยชีวิตและปกป้องสุขภาพอนามัยของประชาชน เราขอแสดงความเห็นใจ และห่วงใยจากใจต่อผู้ทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดเช่นเดียวกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอแสดงความความเศร้าใจอย่างที่สุดต่อการเสียชีวิตของผู้คนที่โชคร้ายจากการระบาด

2. ถ้าการระบาดของโควิด-19 ไม่ถูกจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพและทันควัน ก็จะเป็นอันตรายต่อชีวิต ความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของประชาชนอีกจำนวนมาก ส่งผลร้ายแรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศ เราขอเรียกร้องให้ทุกประเทศถือว่าชีวิต ความปลอดภัย และสุขอนามัยของประชาชนอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ใช้มาตรการที่เด็ดขาดและแข็งขันเพื่อให้การระบาดของโควิด-19 ยุติลง

3. เราสนับสนุนประเทศต่างๆ ให้มีแผนฉุกเฉินและยุทธศาสตร์ที่จะต่อสู้กับโควิด-19 ที่เป็นไปตามเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละชาติ มีความร่วมมือที่แข็งขันอย่างเท่าเทียมกันทั้งการควบคุมการระบาดและการดูแลผู้ป่วย

4. เราขอเรียกร้องให้สาธารณชนของทุกประเทศปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกัน และการผ่อนปรนด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคม เราสนับสนุนประเทศต่างๆ ที่จะยกระดับความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาชนและจิตอาสา ด้วยความปรารถนาที่จะปลดปล่อยศักยภาพของภาคประชาสังคมในการต่อสู้กับโควิด-19

5. เราสนับสนุนทุกประเทศให้มีท่าทีที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการรับประกันการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มีมาตรการที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องกลุ่มที่อ่อนแอและธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง และมุ่งมั่นที่จะดูแลมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชน และความก้าวหน้าทางสังคม

เราขอเรียกร้องให้ทุกประเทศยกระดับการประสานงานระหว่างประเทศเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เพื่อธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพของตลาดการเงินโลก เช่นเดียวกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมและอุปทาน และลดหรือยกเว้นอากรต่างๆ เพื่อส่งเสริมการค้าเพื่อป้องกันการถดถอยทางเศรษฐกิจของโลก ส่งเสริมการขนส่งข้ามพรมแดนเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเร่งด่วน และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันเพื่อต่อสู้กับโควิด-19

6. ไวรัสไม่มีพรมแดน ทุกประเทศต้องเพิ่มการตื่นรู้เป็นชุมชนแห่งการแบ่งปันอนาคตเพื่อมนุษยชาติ การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกันในเชิงรุก ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศ การประสานนโยบาย การปฏิบัติที่สอดคล้อง และการระดมทรัพยากรจากทั่วโลกจะช่วยให้เราสามารถเอาชนะไวรัสนี้

7. เราขอชื่นชมอย่างสูงต่อประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศจีนที่ได้ใช้ท่าทีที่เปิดเผย โปร่งใสและรับผิดชอบในการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างทันท่วงที แบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการตอบสนองและการรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ ทางการแพทย์และอื่นๆ เท่าที่จะทำได้อย่างดีที่สุดให้แก่ประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ

8. เราขอแสดงความยินดีต่อแถลงการณ์ของการประชุมสุดยอดผู้นากลุ่มประเทศจี 20 วาระพิเศษ เกี่ยวกับโควิด-19 และสนับสนุนประเทศต่างๆ ที่จะเพิ่มความเข้มข้นในการแบ่งปันประสบการณ์ และความร่วมมือทางการแพทย์ในการควบคุมการระบาด

รวมถึงการวิจัยและพัฒนาร่วมเกี่ยวกับยารักษา วัคซีนและการทดลองต่างๆ เราขอเรียกร้องในมีการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ และการสนับสนุนทางเทคนิคแก่ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศที่มีระบบสาธารณสุขอ่อนแอ ขอให้แสงสว่างแห่งความร่วมมือได้ขับไล่ความมืดมิดของโรคระบาดนี้

9. เราขอเรียกร้องให้มีการเสวนาแบบมืออาชีพบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมาตรการป้องกันและแหล่งที่มาของไวรัส เราขอคัดค้นอย่างแข็งขันในการทำให้ประเด็นสาธารณสุขเป็นเรื่องการเมือง ตลอดจนการประณามประเทศอื่นๆ ด้วยการอ้างโควิด-19 เราขอคัดค้านอย่างแข็งขันต่อการวิพากษ์วิจารณ์ และการปฏิบัติอย่างเลือกปฏิบัติต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง ภูมิภาคหรือกลุ่มชาติพันธุ์

10. การระบาดของโควิด 19 ทำให้การบริหารจัดการโลกต้องดำเนินต่อไป สามารถบรรลุเป้าหมายแห่งการแบ่งปันการเติบโตบนพื้นฐานของการพูดคุยและร่วมมือ และสนับสนุนบทบาทหน้าที่ของสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกในการกำกับดูแลการสาธารณสุขของโลก

เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเพิ่มการประสานงานและความร่วมมือภายใต้กรอบของจี 20 และกลไกระหว่างประเทศต่าง ๆ เพื่อการป้องกันและควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพในระดับนานาชาติ

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563

"สุดารัตน์" ปลุกประยุทธ์ตื่น เตือนเรือดำน้ำ-รถถังสู้เชื้อโรคไม่ได้

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


#งบกลาโหมห้ามแตะ

ภัยคุกคามของโลก ได้เปลี่ยนไปแล้ว
แต่มติ ครม.ของประเทศไทยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในการอนุมัติงบประมาณปี 64 ยังคงวนเวียนอยู่ในกรอบเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ..!!

นอกจากงบประมาณปีนี้ที่นายกฯ ยังไม่ยอมสั่งให้ทุกกระทรวงตัดงบที่ไม่จำเป็น อย่างการซื้ออาวุธ, การสร้างตึกใหม่, ซื้อรถใหม่ ฯลฯ เรื่องที่น่าเป็นห่วง และชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ผู้นำคือ มติ ครม.เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกฯ ยังไฟเขียว กรอบงบประมาณปี 64 โดยตัดงบกระทรวงกลาโหมแบบขอไปทีเพียง 0.1% (คงเหลือไว้ 99.9%)

เมื่อวานดิฉันได้เสนอมาตรการที่ควรทำเร่งด่วนลำดับแรก เมื่อรัฐบาลตัดสินใจประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือเรื่องการแก้ปัญหาอุปกรณ์การแพทย์ขาดแคลนให้กับนักรบด่านหน้า ทั้งแพทย์, พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่นๆ โดยเร่งจ่ายงบกลางที่กองอยู่ที่นายกฯ เป็นแสนล้าน กระจายให้ทุกโรงพยาบาล

วันนี้เป็นวันที่ 5 ของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินแล้ว ขอย้ำอีกครั้ง..!!

“นายกฯ ต้องใช้อำนาจล้นฟ้าที่มี แก้ไขปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ได้” ค่ะ

จะรออะไรอีกคะ เงินก็มี อำนาจก็มาก

ทุกคนได้ยิน IO ของรัฐบาลในทุกช่องทาง ที่พยายามจะบอกให้ประชาชนเชื่อว่า “อุปกรณ์เพียงพอ” แต่ข้อเท็จจริงคือ แต่ละโรงพยาบาลต่างออกมาเรียกร้องว่าอุปกรณ์การแพทย์ขาดแคลน และต้องขอรับบริจาคกันแทบทุกโรงพยาบาล

ถ้าเรื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์แค่นี้ นายกไทยแก้ไขอะไรไม่ได้ แล้วจะรวบอำนาจไว้กับตัวเพื่ออะไร? หรือพูดง่ายๆชัดๆว่า #เราจะมีนายกไว้ทำอะไร? นายกไม่คิดจะใช้อำนาจที่มีมาแก้ปัญหาให้หมอและประชาชนบ้างหรือ ??

ขณะนี้ ภัยคุกคามของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว มนุษย์ทั้งโลกรวมถึงคนไทยทั้งประเทศ กำลังถูกคุกคามและเสียชีวิตจากเชื้อไวรัส เชื้อโรคตัวเล็กๆ ที่ใช้รถถัง หรือเรือดำน้ำไปปราบไม่ได้

#นายกตื่นได้แล้ว

ผู้นำประเทศ ควรเข้าใจว่า วิกฤตโควิด และ AfterShock ของมันนั้น จะกระทบชีวิตและเศรษฐกิจไทยอย่างแสนสาหัส การตั้งงบประมาณประเทศ ต้องสอดคล้องกับวิกฤตสำคัญที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น งบประมาณปี 63 และปี 64 ควรตัดงบที่ไม่จำเป็นทั้งหมด และนำเงินมาใช้ในส่วนที่จะแก้ผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤตโควิด โดยต้องช่วยพยุงเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนให้ได้เป็นลำดับแรก

นายกฯ ควรเร่งพิจารณาข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย ในการปรับเปลี่ยนงบประมาณปี 63, 64 ใหม่ อย่างเร่งด่วน

1. งบกลางที่กองอยู่ในมือนายกฯ เป็นแสนล้าน รีบนำมาใช้ในการระงับการระบาดของ COVID-19 อย่างเร่งด่วนที่สุด อย่าปล่อยให้มีการติดเชื้อวันละเป็นร้อยคนเช่นนี้อีกต่อไป และกระจายงบและกระจายอำนาจการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ไปให้ทุกโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

2. ตัดงบประมาณปี 63 ของทุกกระทรวงที่มีความจำเป็นเร่งด่วนน้อยกว่าการแก้ปัญหาโควิด-19 โดยให้เลื่อนการใช้เงินออกไปก่อน ตั้งเป้าตัดให้ได้ 10% เพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาCOVID-19 อย่างบูรณาการ และนำเงินส่วนที่เหลือมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ COVID-19 ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้ เบื้องต้น 5000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ทั้งลูกจ้าง, พ่อค้าแม่ค้า, อาชีพอิสระอื่นๆ ตามข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย

3. ขอให้นายกฯ นำกรอบการพิจารณางบปี 64 เข้าไปพิจารณาในครม.ใหม่ เพื่อปรับลดงบที่ไม่จำเป็นทุกกระทรวงออก ตั้งเป้าอย่างน้อยกระทรวงละ 10-15% เพื่อนำเงินมาแก้ผลกระทบทางเศรษฐกิจของ COVID-19 ในปีหน้า

ส่วนเรื่องเงินกู้ที่รัฐบาลกำลังจะออกกฎหมายมากู้เงิน ขอให้ใจเย็นๆ ต้องกู้แน่ค่ะ
แต่ต้องกู้มาเพื่อใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังการระบาดของ COVID-19 ซึ่งต้องใช้เงินอีกหลายแสนล้านค่ะ ตอนนี้เร่งใช้งบกลางและเร่งตัดงบปี 63,64 ที่ไม่จำเป็นออกก่อนค่ะ

ขอย้ำว่า ยุทโธปกรณ์เพื่อใช้ในการสู้รบราคาแพงทั้งหลาย เรือดำน้ำ, รถถัง ไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคที่กำลังเป็นภัยคุกคามประเทศไทยของเราได้ อาจเทียบไม่ได้กับแมสเพียงแผ่นเดียว หรือชุด PPE เพียงชุดเดียว ให้กับคุณหมอของเราในเวลานี้ค่ะ

ปรับปรุงการใช้งบประมาณเสียใหม่ ใช้เงินให้ตรงกับความจำเป็นเร่งด่วน แก้ไขวิกฤตประเทศให้ได้ พี่น้องประชาชนตลอดจนพรรคฝ่ายค้าน จะสนับสนุนให้ท่านทำงานค่ะ พลเอกประยุทธ์ !!

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2563

"สุดารัตน์" แนะชาวไทยให้กำลังใจ บุคลากรทางการแพทย์

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


การสู้รบกับ “ศัตรูที่มองไม่เห็น”
ขวัญ-กำลังใจ และอุปกรณ์ป้องกันตัว
คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ค่ะ

ขวัญ-กำลังใจ คือสิ่งที่ประชาชนไทย พร้อมใจกันมอบให้กับ “นักรบด่านหน้า” ทุกท่าน ที่เสียสละ “เสี่ยงชีวิตตัวเอง เพื่อช่วยชีวิตพวกเรา” ด้วยความซาบซึ้งใจยิ่ง

โดยเวลา 20:00-20:05น. คืนนี้ ประชาชนทั้งประเทศได้นัดกับตบมือให้กำลังใจ คุณหมอ-พยาบาล ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน จากทุกตรอกซอกซอย คอนโด หอพัก อพาร์ทเม้นท์ บ้านพัก ชุมชน ตลอดจนทุกแหล่งพักอาศัย ทุกๆที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่

ส่วนในเรื่องอุปกรณ์ป้องกันตัวของบุคลากรทางการแพทย์นั้น หน้าที่หลักในการจัดหา “เป็นหน้าที่ของรัฐบาล” ที่จะอนุมัติเงินจาก “ภาษีอากรของพี่น้องประชาชน” ที่ส่งให้รัฐทุกปี ไปใช้ในการจัดซื้อจัดหามาให้ ซึ่งขอเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นลำดับแรก และถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด...!!

นายกฯประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาเป็นวันที่ 4 แล้ว เรื่องเร่งด่วนที่นายกฯ ควรจัดการมากที่สุดคือ การผ่าตัดระบบการบริหารจัดการอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อให้ทุกโรงพยาบาลมีอุปกรณ์ต่างๆใช้อย่างเพียงพอ จะปล่อยให้ขาดแคลน จนถึงขั้นที่ต้องใช้ถุงก๊อปแก๊ปมาครอบกันเชื้อ หรือซักแมสตากไว้ใช้ซ้ำอีก อย่างที่ผ่านมาไม่ได้ นายกฯต้องลงมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้ค่ะ!!

อย่าลืมว่า การที่นายกฯส่งคุณหมอไปใกล้ชิดรักษาผู้ป่วย โดยที่ไม่สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันตัวให้นั้น มันไม่ต่างอะไรจาก ผบ.ทบ.ส่งทหารราบออกไปรบ โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันกระสุนเลยค่ะ

นอกจากนั้นแล้ว ที่ผ่านมายังมีกลุ่มบุคคลที่โยงใยถึงคนในรัฐบาล ได้แสวงหาผลประโยชน์ จากอุปกรณ์เหล่านี้ จนกระทั่งทั้งคุณหมอ และประชาชนทั่วไปไม่มีใช้ เมื่อประกาศ พรก.ฉุกเฉินแล้ว นายกก็ควรจัดการให้เด็ดขาด ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายประจำ เพื่อสร้างขวัญ-กำลังใจ และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลกลับมา

ดิฉันขอเสนอให้นายกฯ ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สู้ COVID-19 ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เร่งดำเนินการเรื่องต่อไปนี้ให้เร็วที่สุด

1.) เร่งจัดสรรงบกลางให้ รพ. ให้มากพอที่จะจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดทั้งหมด กระจายอำนาจการจัดซื้อให้ รพ.จัดซื้อเอง โดยแก้ระเบียบจัดซื้อและข้อบังคับต่างๆ ชั่วคราวในภาวะวิกฤต เพื่อให้รพ.ต่างๆ สามารถจัดซื้ออุปกรณ์ที่ รพ.ต้องการซื้อได้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลจัดสรรงบกลางให้สาธารณสุขเพียง 1,500 ล้านบาท จากงบกลาง 4 แสนกว่าล้านบาทนั้น ไม่เพียงพอกับการต่อสู้กับ COVID-19 ขอย้ำว่า ให้ทุ่มงบกลางให้ รพ. และแพทย์ให้มากที่สุด

ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยเสนอให้รัฐบาลตัดงบที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน จากทุกกระทรวงลงมาสัก10% เพื่อเกลี่ยเงินจำนวน 8-9หมื่นล้านออกมาใช้เพื่อแก้ปัญหา วิกฤตโควิด-19ก่อน โดยเชื่อว่าประชาชนเจ้าของภาษีอากร และฝ่ายค้านทุกพรรคการเมือง จะให้ความเห็นชอบ ให้กระทำได้อย่างรวดเร็วค่ะ

2.) เร่งแก้ไขปัญหาคอขวด การนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น ทั้งแก้ระเบียบ และสั่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เร่งเปิดทางในการนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น เป็นการชั่วคราวในภาวะฉุกเฉินนี้

3.) ควรเพิ่ม "เบี้ยเสี่ยงภัย" ให้นักรบของเรา ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ไม่ต่ำกว่า 2เท่า รวมทั้งการดึง อสม.มาช่วยในชุมชนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งจัดเบี้ยเลี้ยงให้ด้วย

4.) ออกคำสั่งห้ามส่งออกอุปกรณ์ทุกชนิดที่ผลิตได้ในประเทศ และจำเป็นต้องใช้ เพื่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค การรักษาประชาชนในประเทศ อย่างเด็ดขาด ทั้งหน้ากากอนามัย และอุปกรณ์การแพทย์อื่น ๆ ที่ในประเทศต้องการใช้

ต่อไปนี้ประเทศไทยต้องไม่มีการ “เสียค่าโง่” ในการควบคุมราคาอุปกรณ์ โดยที่ไม่มีของขายจริง และปล่อยให้กลุ่มบุคคลหาผลประโยชน์ จากการส่งออกอุปกรณ์ไปขายแพงๆในต่างประเทศ จนคนไทยไม่มีใช้อีกต่อไป

5.) ระมัดระวังไม่ให้กลุ่มแสวงหาผลประโยชน์นี้ กักตุนและปั่นราคาสินค้าอื่นๆ เช่นเดียวกับที่ทำกับ หน้ากากอนามัย, เจลแอลกอฮอล์, ไข่ไก่ ฯลฯ ได้อีกต่อไป

ขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาในข้อเสนอเหล่านี้ เพื่อให้การควบคุมการแพร่ระบาด, รักษาคนไข้อย่างมีประสิทธิภาพ, บำรุงขวัญและกำลังใจให้ "นักรบด่านหน้า" ตลอดจนเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล กลับคืนมาให้กับพี่น้องประชาชนไทย โดยเร็วค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563

"สุดารัตน์" นำเพื่อไทย ขอบคุณรัฐบาลเยียวยาประชาชน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ขอบคุณรัฐบาลที่ฟังเสียงฝ่ายค้าน โดยได้ออกมาตรการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ตรงตามข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยนะคะ

การเยียวยาสำหรับผู้ตกงาน ผู้ถูกพักงาน และผู้ประกอบอาชีพอิสระ คนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือนนั้น เราเห็นว่ารัฐบาลใช้งบประมาณเหมาะสมแล้วค่ะ

แต่นอกเหนือจากการเยียวยาดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อเสนอแนะจากพรรคเพื่อไทยอีกหลายเรื่อง ที่จะช่วยเยียวยาประชาชน และภาคธุรกิจรายย่อย SMEs ที่กำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ซึ่งรัฐบาลยังมิได้พิจารณาดำเนินการ

ขอย้ำอีกครั้งว่า ดิฉันและพรรคเพื่อไทยได้เสนอความช่วยเหลือเป็น 3 กลุ่มคือ

1.กลุ่มประชาชนคือ พนักงานลูกจ้างที่ต้องถูกพักงาน เลิกจ้าง รวมทั้งอาชีพอิสระต่าง ๆ และพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย

2 กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก SMEs ร้านค้าย่อย ทุก Sector ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สปา รับจัด Event และอื่น ๆ

3 กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เช่น ภัยแล้ง และ COVID

ซึ่งดิฉันได้เสนอมาตรการทั้งหมดของพรรคเพื่อไทยไปแล้ว ในโพสต์วันที่ 23 มีนาคม แต่รัฐบาลยังไม่พิจารณาให้ครบถ้วน จึงขอเสนอซ้ำอีกครั้งนะคะ เพื่อให้รัฐบาลเร่งพิจารณาดำเนินการ บรรเทาทุกข์ให้ประชาชน, ธุรกิจรายเล็กและเกษตรกรอย่างเร่งด่วน

ตาม Infographic ด้านล่าง 3 ตารางนี้

ตารางที่ 1 คือ มาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ตกงาน ถูกพักงาน ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มประกันสังคม รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบ พ่อค้าแม่ขายรายย่อย, Taxi, วินมอเตอร์ไซค์, ไกด์ เป็นต้น

ตารางที่ 2 คือ มาตรการช่วยเหลือเยียวยาธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง SMEs ร้านค้ารายย่อย และทุกประเภท ที่ได้รับผลกระทบ

ตารางที่ 3 คือ มาตรการช่วยเหลือ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง และ COVID-19

ขอให้รัฐบาลรีบนำไปพิจารณานะคะ โดยเกลี่ยหรือปรับเปลี่ยนจากงบประมาณปี 63 ในส่วนที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน เช่น งบซื้ออาวุธ งบอบรมสัมมนางบสร้างตึกใหม่ เป็นต้น โดยขอให้รีบดำเนินการ

หากรัฐบาลอนุมัติโครงการเหล่านี้ และดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยปราศจากการหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว

ดิฉันเชื่อว่า ทั้งฝ่ายค้านตลอดจนประชาชนทั้งประเทศ จะยินดีสนับสนุนการใช้งบประมาณดังกล่าวค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563

"สุดารัตน์" ห่วงปัญหาไวรัสโคโรนา เผยชีวิตคนไทยสำคัญที่สุด

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้



#ชีวิตคนไทยสำคัญที่สุด

ดิฉันขอพูดด้วยความห่วงใย ในฐานะ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในสมัยรัฐบาลนายกทักษิณ

ผู้ที่เคยรับผิดชอบ ควบคุมโรคระบาดของโรคซาร์ส และหวัดนก ได้สำเร็จมาแล้ว จนประเทศไทยได้เป็นผู้นำจัดประชุมผู้นำอาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาโรคซาร์สมาแล้ว

ขณะนี้สถานการณ์การระบาดของ #ไวรัสโคโรนา มีผู้ติดเชื้อกว่า 5,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตในจีนกว่า 100 รายแล้ว ถือว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

รวมทั้งในไทยเองก็พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากต่างประเทศเพิ่มเป็น 14 รายแล้ว (ณ วันที่ 28 มกราคม)

นายกฯ จึงควรยกระดับการดูแลปัญหาเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรนาได้แล้ว

โดยเฉพาะข้อเรียกร้องที่ดิฉันเสนอให้ตั้ง #คณะกรรมการระดับชาติ ที่นายกฯลงมาดูแลปัญหานี้ด้วยตนเอง อย่างที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และผู้นำประเทศอื่นๆเขาทำกัน การระบาดขณะนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้วนะคะ

ดิฉันมีข้อกังวลและห่วงใย ที่อยากจะเสนอต่อรัฐบาลโดยมีหลักคิดพื้นฐานว่า

“ชีวิตของประชาชนคนไทย มีความสำคัญที่สุด”
จุดสำคัญที่รัฐบาลต้องดูแล คือ

“คนจีน” จากพื้นที่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในขณะนี้ยังตกค้างอยู่ในประเทศไทยอีกกว่า 10,000 คน ซึ่งปัญหาใหญ่ก็คือคนที่ได้รับเชื้อโคโรนา แม้ยังไม่ปรากฏอาการ ก็สามารถเป็นผู้เผยแพร่เชื้อติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้

#คำถามที่ต้องถามรัฐบาลคือ

1) เราได้ทราบหรือไม่? ว่าคนจีนที่ตกค้างกว่า 10,000 คนนี้อยู่ที่ไหนบ้าง อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัททัวร์ไหน จำนวนเท่าไหร่ และขณะนี้อยู่ที่ไหน มีการสัมผัสกับคนไทยมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งนักท่องเที่ยวแบบ F.I.Tด้วย

นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่รัฐบาลต้องให้ทุกหน่วยงานเข้าไปดูแลใกล้ชิด ทั้งการเฝ้าสังเกตอาการ ป้องกันการแพร่ระบาด รวมทั้งดูแลความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ เนื่องจากเขาไม่สามารถกลับประเทศจีนได้ในขณะนี้ เพราะประเทศจีนยังไม่อนุญาตให้เดินทางกลับ

เหตุผลเพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สามารถแพร่ระบาดเชื้อไวรัสได้ แม้ขณะจะยังไม่ได้แสดงอาการเจ็บป่วย

2) การคุมเข้มที่ด่านเข้าเมืองต่างๆทั้งทางเครื่องบินทุกสนามบิน และทุกเที่ยวบินที่มีเครื่องบินลงจากประเทศที่มีการระบาดของโรค รวมทั้งด่านทางบก ที่มีนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีการระบาดเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ต้องตรวจทุกคน
รัฐบาลได้ทำครบถ้วนรอบคอบแล้วหรือยัง?

ในสมัยที่ดิฉันเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข
เราจะสกรีนผู้โดยสารจากเครื่องเทอร์โมสแกน และจัดเจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาล สัมภาษณ์ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศเขตระบาดทุกคน

โดยที่ดิฉันและผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข จะเดินทางไปตรวจสถานการณ์ และไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกด่าน ทุกวัน

เรียกว่า ถึงแม้เราไม่ปิดประเทศ แต่เรา ”คัดกรองคนเข้าประเทศอย่างเข้มข้น“ ไม่ให้มีคนติดเชื้อเล็ดลอดเข้าประเทศได้เลย และในช่วงเวลานั้นเราก็ทำสำเร็จ จนได้รับยกย่องจาก WHO และทำให้นักเดินทางทั่วโลก เชื่อมั่นในมาตราการของไทย การท่องเที่ยวฟื้นได้เร็วมาก เพราะมาตราการที่เข้มข้นของ “รัฐบาลนายกฯทักษิณ” ทำให้คนทั่วโลกที่เดินทางเข้าประเทศไทยมีความเชื่อมั่น

3) สำหรับผู้ที่ติดเชื้อ ที่รักษาตัวอยู่ในไทย เราได้มีการติดตามผู้ที่เขาสัมผัส ทั่งคนไทย คนจีน ตามระบบระบาดวิทยา ดีแล้วหรือไม่? มีการ Quarantine ผู้ที่ผู้ป่วยสัมผัสครบถ้วนหรือไม่

ขอฝาก 3 คำถามถึงรัฐบาล ด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของคนไทย
ไม่อยากให้ประชาชนบ่นว่า #รัฐบาลเฮงซวย หรือ #นายกเฮงซวย เลยค่ะ

เพราะ #ชีวิตคนไทยสำคัญที่สุด

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563

"สุดารัตน์" เร่งรัฐรับมือ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ชีวิตประชาชน คือสิ่งสำคัญที่สุด

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในจีนขณะนี้ขยายวงกว้างไปเกือบทั่วประเทศ ระดับมณฑล 30 มณฑล จีนได้ประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับสูง” เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของ ไวรัส #โคโรนาสายพันธุ์ใหม่

โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิง นั่งเป็นประธานบัญชาการในการสู้ศึกโคโรนาด้วยตัวเอง

นอกจากนี้จีนยังพบว่า “ไวรัสโคโรนา” อาจติดต่อได้แม้ในระยะเวลาฟักตัว ส่งผลให้การควบคุม และป้องกันทำได้ยากขึ้น เพราะผู้ติดเชื้อสามารถแพร่โรคแม้ยังไม่แสดงอาการป่วย ทำให้แนวโน้มการแพร่ระบาดในจีนอาจรุนแรงขึ้น

ดังนั้นจึงถึงเวลาที่รัฐบาลไทย ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โดยควรยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ด้วยการจัดตั้งเป็น “คณะกรรมการระดับชาติ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่” และนายกรัฐมนตรีนั่งควรเป็นประธานเอง เพื่อระดมทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาร่วมสู้ศึกโคโรนา รวมทั้งยังสามารถให้มีอำนาจพิเศษ เพื่อวางมาตรการการป้องกันโรคได้ทันท่วงที

เพราะชีวิตของประชาชน สำคัญที่สุด รัฐบาลจึงต้องเร่งลงมือวางมาตรการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องห่วงว่าจะทำให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวเกิดความตระหนก

การไม่มีมาตราการ และไม่ลงมือทำภารกิจ #สู้โคโรนา อย่างจริงจังต่างหาก ที่ประชาชนวิตกกังวล จนออกมาบ่นว่า #รัฐบาลเฮงซวย เพราะประชาชนไม่มั่นใจในมาตราการรับมือกับ #ไวรัสโคโนนา ของรัฐบาล

วันนี้นายกจึงควรรู้ถึงความกังวลของประชาชน แล้วลงมือทำงาน #สู้ศึกโคโรนา เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนไทยและนักท่องเที่ยว ถ้ารัฐบาลสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นได้ ก็จะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจตามมา การท่องเที่ยวก็จะกลับมา อย่างรวดเร็ว

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563

"สุดารัตน์" แนะรัฐแก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ได้ทราบจากข่าวว่าวันนี้ รองนายกฯ ประวิตร จะนั่งหัวโต๊ะประชุมเรื่องแก้ไขปัญหาภัยแล้ง จึงจะขอฝากแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นนี้จะไปซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจให้แย่ลง เพราะเกษตรกรซึ่งถือเป็นกำลังซื้อหลัก จะยากจนมากขึ้น จากปัญหาภัยแล้งซึ่งเกิดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว รวมทั้งราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่อง มาตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขจึงมี 2 มิติ คือ
1) การแก้ไขปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภัยแล้ง

ด้วยการหาวิธี #เติมเงินในกระเป๋า
ให้กับเกษตรกร ในช่วงที่ไม่มีรายได้จากการเพาะปลูก เพราะปัญหาภัยแล้ง โดย

1.1) เร่งจ่ายเงิน”ชดเชยภัยแล้ง”ให้กับเกษตรกร ตั้งแต่บัดนี้ ก่อนที่เกษตรกรจะลงมือเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรมีทุนไปประกอบอาชีพอื่น ในระหว่างที่รอฤดูฝน

1.2) จัดสรรงบประมาณตรงไปที่ กองทุนหมู่บ้าน เพื่อเป็นค่าแรงให้เกษตรกรในหมู่บ้าน ทำการขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ในหมู่บ้านและไร่นา เป็นการทำให้เกษตรกรมีรายได้ ในระหว่างที่ปลูกพืชผลทางการเกษตรไม่ได้ และยังทำให้ได้สระน้ำไว้กักเก็บน้ำในฤดูฝนอีกด้วย

1.3) เร่งจัดทำแผนโซนนิ่งการเพาะปลูก เพื่อสนับสนุนงบประมาณให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนการผลิต ไปปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และอากาศ รวมทั้งเป็นพืชที่ขายได้ราคาเพื่อสร้างรายได้ที่ยังยืนให้เกษตรกร

มิใช่การแก้ไขปัญหาแบบ
#ง่ายๆลวกๆ อย่างที่กำลังทำอยู่

“ไม่มีน้ำ ก็ห้ามเกษตรกรเพาะปลูก”
โดยไม่ได้หาอาชีพ หรือรายได้อะไรให้เขา เล่นบังคับอย่างเดียว โดยไม่ช่วยเหลือ ปล่อยให้ชาวบ้านต้องเผชิญทุกข์อย่างเดียวดาย

2) การแก้ไขปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมซ้ำซาก โดย

2.1)รัฐบาลต้องทำ”แผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำ” ที่มีกรอบระยะเวลาและแผนงานที่ชัดเจนเพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเร็วที่สุด ซึ่งในข้อเท็จจริงประเทศไทยมีแผนบริหารจัดการน้ำแล้ว ซึ่งคิดมาตั้งแต่สมัยนายกทักษิณ และจะเริ่มทำโครงการในสมัยนายกยิ่งลักษณ์ แต่หลังจากที่พลเอกประยุทธ์ทำการรัฐประหารก็ยกเลิกโครงการนี้ ซึ่งถ้าไม่ยกเลิก ป่านนี้หลายพื้นที่คงได้รับการแก้ไขปัญหาไปแล้ว

ที่ผ่านมารัฐบาลแก้ไขปัญหาแบบ”ไฟไหม้ฟาง” พอปัญหาเกิด ก็ค่อยมาแก้ไข อย่างเช่นในปัจจุบัน
เพิ่งมาเร่งขุดบ่อบาดาล ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาไม่ได้มาก เพราะไม่เพียงพอ และไม่ทันกับเวลา

2.2) รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาการทุจริต เพราะโครงการขุดลอกแหล่งน้ำ มีการร้องเรียนเรื่องทุจริตมากมายหลายแห่งปรากฏตามสื่อต่างๆ ว่าไม่มีการขุดลอกจริง มีเพียงการเอาแม็คโครไปขุดเพียงเล็กน้อย ซึ่งตรวจสอบได้ยากเนื่องจากไปขุดลอกในหน้าน้ำ ที่มีน้ำเต็มแหล่งน้ำ ซึ่งปกติเขาจะขุดลอกกันในหน้าแล้ง

ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยแล้ง สามารถทุเลาเบาบางลงได้ หากรัฐบาลมีความ”ตั้งใจจริง” และมีความ”จริงใจ”ในการแก้ไขปัญหา

ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำคือรัฐบาลต้องเร่ง #เติมเงินในกระเป๋า ให้กับเกษตรกร ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบซ้ำเติมต่อปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก

และต้องกำกับดูแลไม่ให้เกิดปัญหา "ทุจริต" ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน อย่างที่มีข่าวปรากฎมาก่อนหน้านี้

วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" รำลึก 15 ปีสึนามิ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


รำลึก 15 ปีสึนามิ ในความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลือน

ผ่านมา 15 ปีแล้วค่ะ สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิ ถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ของไทยในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ยังจำได้เสมอไม่เคยลืมเลือน เช้าวันนั้นหน่อยได้รับมอบหมายจากนายกทักษิณ ชินวัตรให้เดินทางด่วนไปยัง จังหวัดภูเก็ต มีรายงานว่ามีคลื่นยักษ์มหึมาซัดถล่ม หาดป่าตอง และมีผู้เสียชีวิตจำนวนหลายสิบชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นในเวลาต่อมา เรียกว่า “สึนามิ” ซึ่งผลของคลื่นยักษ์ที่เข้าถล่มไทย 6 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดระนอง จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง และจังหวัดสตูล ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5,400 คน บาดเจ็บกว่า 8,000 คน และสูญหายอีกจำนวนมาก

ภาพที่หน่อยลงไปในพื้นที่พร้อมด้วยทีมงานเวลานั้นคือ ความโกหลาหลที่เห็นตรงหน้า เพราะ เราไม่เคยเผชิญกับภัยพิบัติที่สูญเสียครั้งใหญ่ขนาดนี้ โรงพยาบาลเต็มไปด้วยคนป่วย ทั้งบนเตียงและบนพื้น ที่รอคอยหมอมารักษาเยียวยาชีวิต

หน่อยต้องปักหลักทำงานในพื้นที่ประสบภัยพิบัติต่อเนื่องเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน สารภาพค่ะว่าเป็นคนกลัวกับบรรยากาศของความสูญเสีย เวลานั้นต้องทำงานเก็บกู้ร่างของผู้เสียชีวิตทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เพื่อดำเนินการพิสูจน์บุคคล เพื่อส่งกลับสู่ครอบครัว บางส่วนส่งกลับมาตุภูมิแผ่นดินแม่ที่ครอบครัวต่างเฝ้ารอคอยฟังข่าวอยู่

เราทำงานแข่งกับเวลา หน่อยทำงานภายใต้สภาวะจิตใจที่เป็นปมความกลัวของตนเอง เพราะต้องอยู่กับร่างผู้เสียชีวิตจำนวนหลายพัน แต่ความรู้สึกเหล่านั้นเมื่อเทียบกับความรู้สึกเจ็บปวดในจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสีย แทบจะเทียบกันไม่ได้เลยค่ะ ทีมงานทุกคนร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มที่ สุดความสามารถของตนเอง

เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นความร่วมมือร่วมใจของประชาชนชาวไทย ที่ได้มีส่วนช่วยเหลือทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ และกำลังใจ ที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือในบทบาทที่ตนเองมีความพร้อม ทั้งที่พัก การอำนวยความสะดวกชาวต่างชาติ เป็นต้น

บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้นายกทักษิณ ชินวัตร ได้สั่งการให้เดินหน้าเพื่อสร้างระบบป้องกันและเตือนภัย สึนามิ ด้วยการพัฒนาระบบกู้ภัยและสาธารณะสุขเพื่อรองรับการกู้ภัย ทำให้เราสามารถที่จะดึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลับคืนสู่ประเทศไทยได้ในเวลาภายใน 1 ปี

แต่วันนี้ หน่อยอ่านข่าวที่สื่อรายงานว่า มีการทดสอบสัญญาณเตือนภัยสึนามิ ที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 จังหวัดที่ถูกคลื่นยักษ์ถล่มเมื่อ 15 ปีที่แล้ว มีหอเตือนภัยสึนมิ จำนวน 32 หอ กระจายอยู่ใน 5 อำเภอชายฝั่งทะเลอันดามัน และทุกวันพุธ จะมีการทดสอบสัญญาณเตือนภัยสึนามิ ซึ่งจากการตรวจสอบหอเตือนภัยที่รับญาณเตือนภัยสึนามิ พบว่าหลายแห่งสัญญาณไม่ดัง

หน่อยขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้าไปแก้ไขโดยด่วน เพราะนี่คือความเชื่อมั่นของชาวบ้าน และความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน ที่เราเคยมีบทเรียนมาแล้วในอดีต โดยเฉพาะ ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นสิ่งที่ต้องรักษา อยากให้หน่วยงานและผู้มีอำนาจไม่ละเลยระบบเตือนภัย เร่งเข้าไปตรวจสอบทั้ง 6 จังหวัดเลยค่ะ

พี่น้องคะ เหตุการณ์สึนามิ ได้ผ่านไปแล้ว15ปี และไม่ควรเกิดขึ้นอีก แต่ธรรมชาตินั้นยากที่จะคาดเดา การบริหารจัดการภัยพิบัติด้วยการเตรียมป้องกัน รับมือ และในภาวะวิกฤตต้องสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือบทเรียนที่เราทุกคนต้องไม่ลืม

เช่นเดียวกับบาดแผล คราบน้ำตา ในวันนั้น จะยังอยู่ในความทรงจำที่เตือนใจพวกเราทุกคนที่ต้องสูญเสียเพื่อนมนุษย์ ครั้งยิ่งใหญ่เช่นกันค่ะ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
26 ธันวาคม 2562

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

"เพื่อไทย" แนะรัฐเร่งเจรจาต่อรองปมตัดสิทธิ GSP

ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เห็นว่ารัฐบาลไทยต้องเร่งเจรจาต่อรองเรื่องการตัดสิทธิ GSP กับสหรัฐอย่างจริงจังในฐานะคู่ค้าที่ทัดเทียม โดยเฉพาะปมเรื่องแรงงาน ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะมุ่งไปที่ความล้มเหลว ในการแก้ปัญหาเศรษกิจ ,การทุจริตเชิงนโยบายเพื่อเอื้อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และการทุจริตคอรัปชั่นในโครงการต่างๆ


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ สหรัฐอเมริการะงับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือว่า GSP กับประเทศไทย โดยย้ำว่ากรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจส่งออก

โดยเฉพาะขณะนี้ส่งออกติดลบ กว่า3% แล้ว และหากหักทองคำออกไป การส่งออกจะติดลบสูงถึง 8%  ซึ่งจะส่งผลถึงการตกงานที่จะเพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ว่าปีหน้าจะมีคนตกงานสูงกว่า 500,000 คน  โดยเฉพาะเด็กจบใหม่จะหางานยากมาก

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่ารัฐบาลต้องเร่งเจรจาเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจส่งออก และต้องรู้ให้แน่ชัดว่าเขาตัดสิทธิเราเพราะเหตุใด หากเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาแรงงานที่ยังไม่ได้มาตรฐาน รัฐบาลก็ต้องตอบให้ได้ว่าทำไม?

เพราะที่ผ่านมารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้มาตรการเด็ดขาดแบบทุบโต๊ะแก้ไขปัญหาแรงงาน จนกระทบธุรกิจประมงของไทยต้องเจ๊งอย่างหนักมาแล้ว  แต่กลับมาถูกยกเลิกGSP ด้วยเหตุผลเรื่องปัญหาแรงงานอีก

และรัฐบาลต้องเร่งเจรจาต่อรองในฐานะคู่ค้าที่มีความทัดเทียม โดยรักษาศักดิ์ศรีของประเทศ

ส่วนการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่แกนนำพรรคเพื่อไทยจะมีการหารือกันคุณหญิงสุดารัตน์เปิดเผยว่าจะพิจารณาโดยยึดสาระเป็นหลัก โดยเฉพาะพฤติกรรมหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งแง่ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ,การคอรัปชั่นเชิงนบายเพื่อเอื้อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นโครงการต่างๆ ที่ส่งผลเสียหายต่อประเทศ

ส่วนจะอภิปรายเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะนั้น จะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว หรือนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรายบุคคล หรือจะทั้งคณะ

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" เรียกร้องรัฐบาล หนุนเลิกใช้สารเคมีอันตราย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


สร้างประเทศไทยให้เป็น “ศูนย์กลางการผลิตอาหารปลอดภัย” เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย และผลิตอาหารปลอดภัยป้อนโลก

โจทย์ใหม่ในเชิงนโยบาย ต้องไม่คิดแค่การทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น หรือการยกเลิกสารเคมีที่ใช้การปลูกพืช แต่ควรจะต้องคิดถึงภาพใหญ่ที่สำคัญไปกว่านั้นด้วย นั่นคือการยกระดับประเทศไทยให้เป็น "ศูนย์กลางการผลิตอาหารปลอดภัย"

เราจะเป็น “ศูนย์กลางการผลิตอาหารปลอดภัย” ของโลก เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย และเพื่อผลิตอาหารปลอดภัยป้อนโลก ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนฐานการผลิตสินค้าเกษตรแบบ commodity ที่ต้องผลิตมากๆ แต่ขายได้ราคาต่ำ มาเป็นอาหารปลอดภัย, อาหารออแกนิค ที่ผลิตน้อยแต่ขายได้ราคาดี สร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากฐานราก สร้างความมั่นคั่งให้กับพี่น้องเกษตรกร

ดิฉันจึงเห็นด้วยกับการที่จะยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคและเกษตรกรเอง แต่ตามที่ดิฉันได้นำเสนอไปแล้วว่า “การยกเลิกการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายทางการเกษตร ต้องทำควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรด้วย”

รัฐต้องทำให้พี่น้องเกษตรกรมีทางออกในการทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เพราะถ้าห้ามใช้อย่างเดียวโดยไม่มีการแนะนำให้ความรู้แก่เกษตรกร และช่วยเหลือหาทางเลือกใหม่ในการกำจัดศัตรูพืชควบคู่กับการยกเลิกการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ก็จะทำให้มีการลักลอบขายสารเคมีในชื่ออื่นๆ แต่มีพิษเช่นกัน

ท้ายที่สุด จะส่งผลทำให้ไม่เกิดการเลิกใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจริง และเกษตรกรเองอาจจะต้องใช้ต้นทุนซื้อสารเคมีเหล่านี้ในราคาแพงขึ้น เพราะเป็นการลักลอบขาย ลักลอบใช้แบบใต้ดิน

นอกจากพี่น้องเกษตรกรจะไม่สามารถเลิกใช้สารพิษเหล่านี้ได้จริง ก็จะต้องแบกรับต้นทุนทั้งในเรื่องสุขภาพ และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแล้ว ผู้บริโภคเองก็ยังได้รับผลกระทบต่อสุขภาพต่อไป

“การแบนสารเคมีอันตรายทางการเกษตรอย่างเดียวจะไม่ช่วยให้ผู้บริโภคคนไทยปลอดภัยได้จริง หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรให้ผลิตอาหารโดยไม่ใช้สารเคมีเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง”

สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำในวันนี้ ก็คือ

-การสนับสนุนทุนในการใช้เครื่องมือทางการเกษตรและสารอินทรีย์ในการกำจัดศัตรูพืช

-การให้องค์ความรู้ในการกำจัดศัตรูพืช ทั้งแบบภูมิปัญญาไทยและการให้ความรู้ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แก่เกษตรกร

-การสนับสนุนการวิจัยของนักวิชาการไทยในการพิจารณาสารอินทรีย์ต่างๆ ในการกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร

-ควรให้ความรู้กับเกษตรกรให้เข้าใจการใช้สารเคมีทุกตัว (นอกจาก 3 ตัวที่แบน) ว่าจะต้องใช้อย่างไรจึงถูกต้องและปลอดภัยแก่ผู้บริโภคและตนเองได้อย่างไร

ดิฉันจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการหามาตรการในการช่วยสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถเลิกใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้อย่างแท้จริงควบคู่ไปกับการประกาศแบนสารเคมี

“อย่าปล่อยให้การแบนสารเคมีเหล่านี้ ต้องสร้างภาระหนักให้เกษตรกร โดยเกษตรกรไม่มีทางเลือก และไม่สามารถเลิกการใช้สารเคมีได้จริง สุดท้ายการที่เราหวังให้เกิดผลดีกับสุขภาพของคนไทยก็จะไม่สำเร็จ"

#เพื่อไทย #เพื่อเกษตรกรไทย
#เลิกใช้สารเคมี #ต้องไม่สร้างภาระใหม่ให้เกษตรกร

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" รับสงครามไฮบริดเกิดขึ้นแล้ว มุ่งทำลายคนคิดต่างทางการเมือง


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

#สงครามไฮบริด ที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ และน่ากลัวกว่าที่ ผบ.ทบ.พูดไว้เยอะ คือการใช้กองทัพ, องค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม ทำลายล้างคนที่คิดต่างทางการเมือง ค่ะ




วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" สร้างการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม บางกอกน้อยโมเดล

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


หนึ่งในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ที่สามารถใช้เป็นต้นแบบการท่องเที่ยวให้กับเขตต่างๆได้เป็นอย่างดี ขอยกให้กับเขตบางกอกน้อย หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบของ “บางกอกน้อยโมเดล” ค่ะ

เมื่อวานหน่อยและทีมเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่ ชุมชนบ้านบุ เขตบางกอกน้อย โดยมี“น้องก้องพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ” ทีมเพื่อไทยที่เข้มแข็งประจำเขตได้พาลงชุมชน เราได้ไปดูเส้นทางการท่องเที่ยว ตามที่ได้เคยสัญญาไว้กับพี่น้องเมื่อครั้งก่อนว่า เราจะมาช่วยคิดช่วยพัฒนาชุมชนบ้านบุ ให้สามารถใช้ศักยภาพที่ชุมชนมีอยู่ นำมาช่วยสร้างรายได้ สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับพี่น้องในชุมชนได้อย่างไรบ้าง

ชุมชนบ้านบุอยู่ติดกับ “วัดสุวรรณาราม” ซึ่งภายในพระอุโบสถ มีจิตรกรรมฝาผนังที่ได้รับการยกย่องกันว่ามีความสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย ขณะที่ท่านเจ้าอาวาสก็ได้ให้ความเมตตากับชุมชนบ้านบุเป็นอย่างมาก

ที่ชุมชนบ้านบุมีการทำ “ขันลงหิน” ที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียว ทุกขั้นตอนทำด้วยมือล้วนๆ ช่างฝีมือที่ทำอายุน้อยที่สุดก็ตั้ง 68 ปีแล้ว หน่อยได้มีโอกาสสัมภาษณ์ช่างฝีมือ และตามติดการทำขันลงหินในหลายขั้นตอน ใครที่สนใจไปชมได้ที่ไลฟ์สดเมื่อวานค่ะ

ในบริเวณนี้ ยังมีสถานที่สำคัญอีก 2 แห่งคือ “โรงรถจักรธนบุรี” ที่ยังรักษาซ่อมแซม หัวรถจักรไอน้ำที่ใช้ตั้งแต่ก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้อยู่ในสภาพที่วิ่งได้ถึง 4 หัว 

และยังมี “ตลาดไร้คาน” ตลาดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ที่สร้างด้วยเทคนิคพิเศษในสมัยนั้นด้วยโครงไม้และยึดด้วยเหล็ก สวยงามมากค่ะ ทั้งขนม และอาหารก็อร่อยมากเช่นกัน

ไม่ไกลจากชุมชนบ้านบุ ก็มีชุมชนมุสลิม ที่สืบเชื้อสายมาจากท่านเฉกอะหมัด แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งที่นี่เป็นที่ตั้งของ มัสยิดอัลซอริซุนนะห์หรือมัสยิดหลวง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากเป็นที่ตั้งของชาวมุสลิมมาแต่ครั้งกรุงธนบุรีแล้ว ยังได้รับพระมหากรุณาที่คุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานที่ดิน และได้พระราชทานทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างมัสยิดอีกด้วย

เขตบางกอกน้อย มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและสถานที่สำคัญ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และทรงคุณค่าทางจิตใจซ่อนตัวอยู่มากมาย มีเสน่ห์และมีจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจะต้องเข้ามาเช็คอินอย่างแน่นอน

เราจะสร้าง #บางกอกน้อยโมเดล โดยการนำความแข็งแกร่งของชุมชน มาสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวบางกอกน้อย ด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมต่อไป

นี่คือหนึ่งในเป้าหมายของ #เพื่อไทยยุคใหม่ ที่ทีมเพื่อไทยทั้งในสภา และนอกสภา จะต้องช่วยกันคิดค้น นวัตกรรมแก้จน เพื่อช่วยเหลือประชาชน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในทันที เหมือนที่เราตั้งเป้าหมายใหม่ในการทำงานไว้ว่า ทีมเพื่อไทยยุคใหม่ ต้อง “คิดใหม่ ทำเร็ว” ลงมือแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ทันที เพราะ #ปัญหาเศรษฐกิจรอช้าไม่ได้

“แม้ว่าเพื่อไทยเราจะไม่ได้เป็นรัฐบาล เราก็จะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชน เพราะทุกข์ของพี่น้องคนไทย คือทุกข์ของเพื่อไทยเช่นกันค่ะ”

#นวัตกรรมแก้จน
#บางกอกน้อยโมเดล
#ปัญหาเศรษฐกิจเราช้าไม่ได้
#เพื่อไทยยุคใหม่

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" สอนประยุทธ์ เป็นนายกฯต้องไม่กลัวอภิปราย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้



อาการกลัวเป็นเอามาก ตั้งแต่ออกมาประกาศว่าฝ่ายค้านไม่ควรอภิปรายคุณสมบัตินายก ไปจนถึง ฟอร์มทีม องครักษ์พิทักษ์นายกฯ ไว้ถึง 60 คน คำถามก็คือ ถ้าไม่ด่างพร้อย จะกลัวอะไรกันหนักหนา ?

วันก่อน ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องวินิจฉัย คุณสมบัตินายกรัฐมนตรี ว่าสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ปมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่

ตลกร้ายสำหรับคนไทย ที่มีนายกฯที่ไม่สามารถบอกสถานะตัวเองได้ เวลาได้ประโยชน์ก็บอกว่า ตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
เวลาเสียประโยชน์ ก็บอกว่า ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างเรื่องเหมืองทองอัครา

ที่บอกว่าดิ้นกันใหญ่ ก็เพราะมีองครักษ์พิทักษ์นายกบางคนบอกว่า เมื่อศาลมีมติรับวินิจฉัยในเรื่องนี้แล้ว 7 พรรคฝ่ายค้านก็ไม่ควรถือเอาประเด็นนี้ เป็นเรื่องถกเถียงในวันแถลงนโยบายรัฐบาล

ดิฉันขอยืนยันว่าฝ่ายค้านอภิปรายคุณสมบัตินายกฯ และรมต. ได้ และจะอภิปรายด้วย องค์รักษ์พิทักษ์นายกฯ ทั้งหลาย เตรียมตัวได้เลยค่ะ

ทำไมคุณสมบัตินายกฯและรัฐมนตรีจึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านโยบายที่จะแถลงต่อสภา

เพราะวันนี้ประชาชนทั้งประเทศเปรียบเหมือนผู้โดยสาร นั่งอยู่บนรถบัสคันหนึ่ง สิ่งที่เราคาดหวังก็คือ คนขับรถให้กับเราต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย มีความสามารถเพียงพอ ที่จะนำพาประชาชนหรือผู้โดยสารทั้งคันรถไปสู่เป้าหมายได้โดยสวัสดิภาพ และอยู่รอดปลอดภัย

ในแง่นี้ คุณสมบัติของคนขับรถจึงสำคัญ!! เพราะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสารทั้งคันรถ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและคุณภาพของคนขับรถ

ไม่ใช่อยู่ๆ ก็เอาปืนมาขู่คนขับที่มาตามกฎหมายให้ลงจากรถ และไปเอาคนขับซาเล้ง ที่ไม่มีใบอนุญาตขึ้นมาขับรถบัสแทน

และถ้านายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรีใหม่ทั้งคณะ ไม่มีคุณสมบัติด่างพร้อย และมีคุณสมบัติไม่ขัดต่อกฏหมาย ไม่ต้องกลัวการอภิปราย และไม่จำเป็นต้องมี องครักษ์พิทักษ์นายกฯใดใด

แต่บางคนอาจจะชินกับการ ทำเรื่อง ผิดกฏหมาย ให้ถูกกฎหมาย ด้วยการตีความกฎหมายแบบศรีธนนชัย

ดิฉันอยากเห็นชายชาติทหารยืนตอบคำถามของ 7 พรรคฝ่ายค้านอย่างองอาจด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอคอยการช่วยเหลือจากบรรดาลิ่วล้อ องครักษ์พิทักษ์นายกฯ ที่ตระเตรียมไว้หลายสิบคน เพราะถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดกฏหมาย ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว!!

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" เร่งรัฐ แก้ปัญหาภัยแล้ง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


มาตราการแก้ภัยแล้งที่นายกฯ สั่งการเมื่อวาน ไม่เพียงพอ ไม่มีมาตราการอะไรเป็นรูปธรรม ที่จะแก้ปัญหาภัยแล้ง และช่วยเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้งทั่วประเทศได้

ขอเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน ให้พล.อประยุทธ์ รับไปดำเนินการ เพื่อช่วย เหลือเกษตรกรให้ทันท่วงที

นี่คือภาพสถานการณ์ภัยแล้งล่าสุดจากหลายจังหวัด ที่ ส.ส. #ทีมเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยได้ลงพื้นที่ดูแลปัญหาภัยแล้งที่พี่น้องทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคกลาง กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก และสส. #ทีมเพื่อไทย ได้ส่งภาพเข้ามาให้ดิฉันดูในกลุ่มไลน์เช้าวันนี้

สภาพในหลายที่ไม่ต่างกัน นั่นคือ น้ำในคูคลองแห้งขอด ข้าวในนาเหี่ยวเฉา ในหลายที่ยืนต้นตาย เก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ หลายพื้นที่ ชาวนาหว่านข้าวและต้องไถทิ้ง ไม่ต่ำกว่า3-4 รอบ ทางภาคเหนือลำใยก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาภัยแล้งมาหลายเดือนแล้ว

เมื่อสัปดาห์ก่อนดิฉันได้ลง พื้นที่ไปดูปัญหาภัยแล้งที่จังหวัดขอนแก่นด้วยตัวเอง และได้เรียกร้องให้รัฐบาล #พูดความจริง เพื่อลดความเสียหายของพี่น้องเกษตรกรให้น้อยที่สุด พูดความจริงว่าเหลือน้ำอยู่เท่าไหร่ พูดความจริงว่าน้ำในเขื่อนแทบทุกแห่งมีนำ้เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคเท่านั้น ไม่ได้เหลือเพียงพอสำหรับทำการเกษตร

เมื่อรัฐบาลไม่พูดความจริงตั้งแต่ต้น พี่น้องเกษตรกรก็กู้หนี้ยืมสินมาทำการเกษตร เพราะหวังว่าจะมีน้ำ เพราะหวังว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาภัยแล้งได้สำเร็จ แต่สถานการณ์ในวันนี้เวลานี้ ต้องบอกว่า รัฐบาลบริหารวิกฤติได้ไม่ทันต่อความทุกข์ของพี่น้องประชาชน ความเสียหายกำลังขยายเป็นวงกว้างทั่วทั้งประเทศ

ขอย้ำตรงนี้อีกครั้งว่าทำได้ทันทีในวันนี้ 3 เรื่อง

1) ทำฝนหลวงโดยเร่งด่วน ไม่ใช่แค่ทำฝนหลวงเฉพาะที่บริเวณเหนือเขื่อนเท่านั้น แต่ต้องทำฝนหลวง กระจายและครอบคลุมในพื้นที่ภัยแล้งให้ได้

2) ประกาศให้พื้นที่ที่เผชิญวิกฤติภัยแล้งหนักหน่วง ชนิดไม่มีน้ำเพื่อทำการเกษตร เป็นพื้นที่ภัยพิบัติทันที ภายในสิ้นเดือนนี้

พร้อมสรุปข้อมูลให้เห็นถึง จำนวนครัวเรือนที่ประสบภัย ข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งทั้งหมด

3) เร่งรัดจ่ายเงินชดเชยให้พี่น้องเกษตรกรทันที เพื่อช่วยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที ขณะเดียวกันพี่น้องเกษตรกร ก็จะได้วางแผนเพื่อประกอบอาชีพอื่นๆ แทนในเวลาที่เหลือของปีนี้

ประชาชนฝากความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะแสดงฝีมือแก้วิกฤติภัยแล้ง แต่จนถึงนาทีนี้ ชักไม่มั่นใจ ภาพพี่น้องประชาชนปิดถนน ประท้วงภัยแล้ง ช่วยสะท้อนภาพการทำงานได้ดี

ก่อนขึ้นแถลงนโยบายรัฐบาลใหม่ในวันพฤหัสบดีนี้ ดิฉันขอฝาก นายกรัฐมนตรี และครม.ใหม่ แก้ปัญหาเร่งด่วนคือ มาตรการที่นายกรัฐมนตรีเพิ่งสั่งการเมื่อวานนี้ ไม่เพียงพอ และไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม ที่จะแก้ปัญหา #ภัยแล้ง ให้สำเร็จได้ และจะอ้างเหตุว่าพึ่งอยู่มา 5 วัน เลยแก้ปัญหาได้ล่าช้า ก็คงจะไม่ใช่ เพราะหลายๆ คน ทั้งนายกฯ และครม. ก็หน้าเดิมกับเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา และปัญหาภัยแล้งก็ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการวางแผนเพื่อแก้ไขอย่างเป็นระบบมาก่อนหน้านี้ !!

#ทุกข์ของพี่น้องประชาชนคือทุกข์ของพรรคเพื่อไทย
#ทำทันที #แก้ไขทันที #ภัยแล้ง #เพื่อไทยยุคใหม่

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" เผยพรรคฝ่ายค้าน พร้อมอภิปรายในรัฐสภา

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
#การแถลงนโยบายของรัฐบาล ต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภานั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งค่ะ นอกจากจะเป็นไปตามกติการัฐธรรมนูญแล้ว ยังหมายถึงการประกาศรูปธรรมต่อคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนตอนหาเสียงด้วย
รัฐธรรมนูญ ปี2560 มาตรา 162 บังคับให้นโยบายของรัฐบาลต้องมีความสอดคล้องกับ 1.หน้าที่ของรัฐ 2.แนวนโยบายแห่งรัฐ 3. ยุทธศาสตร์ชาติ และยังต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายด้วย
นโยบายของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สมาชิกรัฐสภา คือ ส.ส. และ ส.ว.ทุกคน มีสิทธิอภิปรายซักถามหรือเสนอแนะได้ ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย
รัฐบาลที่แล้วให้กรอบเวลาในการประชุมร่วมถึง 3 วัน แต่มาถึงรัฐบาลนายกฯประยุทธ์ ที่บอกว่ามาจากระบอบประชาธิปไตย โปร่งใส และใช้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงกลับลดเวลาเหลือแค่ 2 วัน
ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน รู้สึกเป็นห่วงต่อความรอบคอบของนโยบาย เพราะรัฐบาลจะต้องบริหารบ้านเมืองในหลายมิติ แถมรัฐธรรมนูญที่พวกท่านออกแบบกมาก็ตีกรอบให้เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ถึง 20 ปี ประชาชนเองก็คงอยากจะรู้ว่า หน้าตาของนโยบายที่ผสมกันออกมาจะเป็นไปในทิศทางไหน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ สมาชิกทุกคนควรจะได้มีโอกาสอภิปรายซักถามอย่างเต็มที่ รัฐบาลไม่ต้องกังวลค่ะ นี่เป็นประโยชน์ต่อพวกท่านเอง
เวทีรัฐสภาโดยผู้แทนราษฎรที่ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยให้ท่านเห็นข้อควรระมัดระวังอีกด้าน หรืออาจนำเอาข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแก้ไขให้ทำได้จริงขึ้น
สมาชิกรัฐสภาซึ่งมีเกือบ 750 คน แต่ให้เวลาฟังและอภิปรายแค่ 2 วัน เฉลี่ยแล้วตกคนละไม่กี่นาที เมื่อเทียบกับเวลาของรัฐบาลที่ต้องบริหารประเทศไปอีกหลายปี ถือว่าน้อยเกินไป
ท่านนายกฯ ควรจะใจกว้าง ให้เวลาแก่สมาชิกอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะฝ่ายค้านซึ่งจะได้อภิปรายซักถามอย่างเต็มที่ ประโยชน์สูงสุดก็จะตกแก่ประชาชนที่จะได้เห็นนโยบายของรัฐบาลซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขา
ท่านนายกฯ ไม่ต้องกังวลนะคะ นี่เป็นกลไกตรวจสอบปกติของระบอบรัฐสภา ภายใต้กติกาประชาธิปไตย ท่านอาจจะไม่ชอบ เพราะไม่ใช่สภาแบบที่ท่านเคยตั้งได้ทั้งหมดมากับมือ แล้วก็ยกมือพร้อมเพรียงให้กับท่าน ค่อยๆเรียนรู้กับระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายค้านพร้อมให้คำแนะนำอย่างเต็มที่ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" ลงพื้นที่ประตูน้ำ ผู้ค้าเผยเศรษฐกิจย่ำแย่


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ประตูน้ำ ถนนเพชรบุรี เยี่ยมให้กำลังใจผู้ค้า ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อ โดยเลือกเดินภายในซอยเพชรบุรี 21 เป็นซอยแรก นำสื่อมวลชนดูบรรยากาศการค้าภายใน หรือ ที่ผู้ประกอบการเรียก "ซอยนรก" 

พร้อมสอบถามผู้ค้าผู้ประกอบการ พบว่า เศรษฐกิจซบเซามีผล ให้การค้าขายตกต่ำ ลูกค้าลดลงเกินกว่าครึ่ง ธนาคารไม่สนับสนุนสินเชื่อ เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นในผู้ประกอบการ เป็นผลมาจากที่ผู้ประกอบการไม่สามารถค้าขายได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ยอดขายตกลงกว่าร้อยละ 80 เคยขายได้วันละหลายหมื่นบาท ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่พันบาท ผู้ประกอบการ ต้องติดป้ายให้เช่าร้าน ซึ่งพิจารณาจากกำลังซื้อที่หดหาย ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดน้อยลง ขณะเดียวกันทราบว่า ผลกระทบอีกส่วนหนึ่ง มาจากรถตู้บริการสาธารณะที่ย้ายสถานที่จอดด้วยเช่นกัน

ผู้ค้าสะท้อนด้วยว่าลูกค้าออนไลน์ ที่รับซื้อเสื้อผ้าจากการขายส่ง ก็ถูกเข้มงวดด้วยมาตรการทาง ภาษี เช่นเดียวกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว มีผลกระทบต่อยอดขาย เนื่องจากต้องพึ่งพาลูกค้าชาวต่างชาติ

ผู้ประกอบการจึงสื่อสารผ่านคุณหญิงสุดารัตน์ให้เรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า ขอให้ จัดการเรื่องการเดินทางที่ปลอดวีซ่า เช่นประเทศอินเดีย ประเทศจีนเพื่อให้เงินกลับมาสะพัดในประเทศไทยมากขึ้น

ผลจากสภาพเศรษฐกิจและการค้าที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า บางรายตัดสินใจจบชีวิต จากภาวะความเครียดสะสม

อีกหนึ่งร้านค้า ภายในซอย ตลาดประตูน้ำ ยืนยันตรงกันว่า ยอดขายตกลงกว่าร้อยละ 80 จึงต้องการให้รัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาดึง ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศกลับคืนมา ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ ได้สวมกอดให้กำลังใจผู้ค้า ผู้ประกอบการด้วย

คุณหญิงสุดารัตน์เดินสอบถามผู้ค้าในตลาดเพิ่มเติม ซึ่งได้รับการยืนยันเช่นกันว่า การค้าขายตกลงกว่าร้อยละ 50 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หรือผู้ประกอบการชาวต่างชาติ ที่เคยมาอุดหนุนสินค้าลดน้อยลง การค้าโดยเฉพาะการส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท ที่แข็งขึ้น ส่วนเรื่องภาษีอากร จากการค้าออนไลน์ ต้องการให้รัฐ ยืดหยุ่นกับผู้ประกอบการมากกว่าที่เป็นอยู่

อีกหนึ่งราย เป็นผู้ประกอบการจากตลาดสําเพ็ง ที่เดินทางมาสะท้อนปัญหาพร้อมสะท้อนความรู้สึกโดยระบุว่าไม่เคยเจอปัญหาการค้าขายลักษณะเช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งทำการค้ามากกว่า 20 ปี วันหนึ่งเคยค้าขายได้ 4-5หมื่นบาท ต้องพบกับความหดหู่ เพราะปัจจุบัน จะขายได้เพียงวันละไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น

อีกหนึ่งร้านภายในตลาดยอดขายตกเนื่องจากสินค้าไม่สามารถส่งออกได้เป็นผลมาจากค่าเงินบาทแข็งตัว ตลาดที่เคยส่งออกก่อนหน้า อย่างในประเทศเคนยา ก็ลดลงมาก

เช่นกันกับอีกหนึ่งร้านสะท้อนปัญหาว่ามีความแตกต่างจากการค้าในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่เคยค้าขายได้วันละหลายหมื่นบาท ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่พันบาท ลูกค้าชาวต่างชาติหาย เช่นเดียวกับลูกค้าที่เคยเดินทางมาจากต่างจังหวัดก็หายเช่นกัน เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ส่งผลกระทบถึงครอบครัวโดยเฉพาะภาระค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน

ผู้ค้าอีกหนึ่งร้าน ยืนยันด้วยเหตุผลเดียวกันว่า สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ซึ่งเป็นต่อเนื่องมากว่า5 ปี ทำให้ยอดขายที่เคยได้กว่าวันละนับแสนบาท เหลือไม่ถึง 30,000 บาท หรือบางวัน อาจขายได้เพียงหลักพันบาทเท่านั้น

ผู้ประกอบการเล่าต่อว่า ลูกค้าออนไลน์ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะจากคำบอกเล่า ทราบว่า ลูกค้าออนไลน์ที่มารับของที่ประตูน้ำ ยอดขายตกลงเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ

ลูกค้าต่างจังหวัดที่เคยซื้อเป็นจำนวนมากก็ไม่เข้ามาซื้อเหมือนในอดีต ทำให้ทราบด้วยว่าสภาวะ เศรษฐกิจในต่างจังหวัดก็ประสบปัญหาเช่นกัน

คำยืนยันจากผู้ประกอบการอีกราย ระบุว่าค่าเงินบาทแข็ง ก็มีผลให้ลูกค้า ในกลุ่มของมาเลเซียกัมพูชา โมซัมบิก ยกเลิกการ นำเข้าสินค้าของผู้ประกอบการในประเทศไทย












วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" นำเพื่อไทย หารือพรรคคอมมิวนิสต์จีน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


พรรคเพื่อไทยร่วมหารือพรรคคอมมิวนิสต์จีน : ต่อยอดความสัมพันธ์สองพรรค จับมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน

ช่วงบ่ายวานนี้ ดิฉันและ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค ดร.โภคิณ พลกุล และส.ส. พรรคเพื่อไทย ได้เข้าพบ นายหลี่ ซี (H.E. Mr. Li Xi) สมาชิกกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจํามณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

นี่ไม่ใช่การพบปะกันเป็นครั้งแรกระหว่างพวกเราทั้งสองพรรคการเมือง เพราะที่ผ่านมาเราได้มีความร่วมมืออันดีต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน

เหมือนที่ “นายหลี่ ซี” ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานมาก และขอชื่นชมพรรคเพื่อไทยที่มีบทบาทสำคัญต่อความเจริญของประเทศไทย และมีบุคคลหลายช่วงอายุที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศไทย ซี่งเป็นตัวอย่างที่ดีต่อการเมืองไทยอย่างยิ่ง

เรายังได้แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันอีกหลายเรื่อง ส่วนตัวดิฉันเองมีความสนใจเกี่ยวกับการจัดการมลพิษทางอากาศและทางนำ้ของ รัฐ Zhejiang ซึ่งอยากที่จะให้ทางพรรคช่วยประสานงาน และหาวิธีการที่เหมาะสมมาช่วยแก้ปัญหาในประเทศไทยต่อไป

อีกเรื่องหนึ่งคือเราอยากเห็นการจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศในการพัฒนาผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เก่งๆ ร่วมกัน เช่น ผู้บริหารของ Huawei และ Tencent ที่อยากให้เกิดการส่งเสริมการค้าระหว่างกันมากขึ้น

เรายังหยิบยก “กรณีรถไฟไทย-จีน” ขึ้นมาพูดคุย ถึงปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมทั้งยังมีอีกหลายโครงการที่เราได้ริเริ่มความร่วมมือกันมาตั้งแต่ยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย เช่นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าโครงการเหล่านั้นยังคงล่าช้าจนถึงเวลานี้ ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาส

และสุดท้ายดิฉันได้ฝากถึง การส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกันโดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งถือว่าเป็นมณฑลใหญ่ที่อยู่ใกล้ประเทศไทย โดยมูลค่าการค้าขายระหว่างประเทศไทยและมณฑลกวางตุ้งอยู่ในระดับสูง จึงควรที่จะส่งเสริมให้มีการค้าขายระหว่างกันให้มากขึ้น รวมทั้งการขจัดปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากกฎระเบียบและพิธีการศุลกากร