แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นรวิชญ์ หล้าแหล่ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นรวิชญ์ หล้าแหล่ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

"ทนายยิ่งลักษณ์" ส่งเสียงเตือน "ประยุทธ์" หยุดป้ายสี จำนำข้าว


ทนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัวของอดีตนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

วันนี้ ( 8 พฤศจิกายน 2561) ในฐานะทนายความอดีตนายกยิ่งลักษณ์ และหนึ่งในทีมทนายความคดีจำนำข้าวได้อ่านข่าวกรณีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 61 พล.อ. ประยุทธ์ ไปพูดกับชาวบ้านที่กาญจนบุรีว่า “ จำนำข้าวทำชาติเจ๊ง 8 แสนล้าน ”นั้น
.
ผมขอตั้งข้อสังเกตุว่า การที่พล.อ.ประยุทธ์พูดว่า “จำนำข้าวทำชาติเจ๊ง 8 แสนล้าน” เป็นการให้ข้อมูลเท็จ ต่อพี่น้องชาวเมืองกาญจนบุรี หวังผลในทางการเมืองและจงใจใส่ร้ายรัฐบาลอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์หรือไม่?
.
เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ทราบจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม. 22/2558 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 211/2560 อยู่แล้วว่า ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่า “จำนำข้าวทำชาติเจ๊ง 8 แสนล้าน”
.
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังทราบจากนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้แจ้งต่อประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0905/12501ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ในข้อ 7.3ว่าโครงการรับจำนำข้าวทั้งในส่วนของเงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและเงินทุน ธกส. ณวันที่ 31 พฤษภาคม2559 วงเงินรวม 489,767.455 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายในกรอบวงเงิน5 แสนล้านบาทที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
.
ผมจึงเห็นว่าคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี หากพูดอะไรที่ขัดแย้งกับเอกสาร ก็อาจจะสร้างความสับสนให้กับพี่น้องประชาชนได้ ความจริง ในขณะที่มีรัฐประหาร เมื่อพฤษภาคม 2557 ยังมีข้าวดีอยู่ในโกดังประมาณ 18 ล้านตัน แต่ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์มีการนำ “ข้าวดี ไปขายเป็นข้าวเน่า” น่าจะทำให้รัฐเสียหายเป็นแสนล้านบาท ซึ่งในเรื่องนี้มีทั้ง อดีต ส.ส.หลายท่าน และเจ้าของโกดังหลายราย สื่อมวลชนหลายแขนง ทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์หลายสำนัก ได้มีการเรียกร้อง และนำเสนอข้อมูล ต่อ พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธาน นบข. เพื่อให้ตรวจสอบการนำข้าวดีไปขายเป็นข้าวเน่า “ทำให้รัฐเสียหายเป็นแสนล้านบาท” แต่เท่าที่ตนติดตามตรวจสอบ ยังไม่เห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ มีดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร?
.
ผมขอเรียนว่า หากไม่มีการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับ “การนำข้าวดีไปขายเป็นข้าวเน่า” แล้ว เปลี่ยนรัฐบาลเมื่อไหร่ ตนจะเป็นผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้ดำเนินคดีกับ พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธาน นบข.รวมทั้งคณะกรรมการ นบข.ตาม มาตรา 157 ด้วยตนเอง







วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"ทนายยิ่งลักษณ์" โต้ "วรงค์" ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มาตรา 5


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

วันนี้ (11 ก.ค. 60) ขอแสดงความคิดเห็น กรณีที่ นายวรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาพูดถึง กรณีทีมทนายความของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ศาลฎีกาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มาตรา 5 กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ขัดหรือแย้ง กับ มาตรา 235 วรรค 6 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าเป็นการประวิงคดีนั้น ก็อยากจะยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการประวิงคดี แต่เป็นไปตาม สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในกระบวนการยุติธรรม ตาม รัฐธรรมนูญ 2560 ย่อมจะต้องต่อสู้คดี ทั้งในข้อเท็จจริง และ ข้อกฎหมายในเรื่องที่ถูกกล่าวหา

การที่นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ออกมาให้ข่าวเช่นนั้น น่าจะไม่ได้ศึกษาข้อกฎหมายในการพิจารณาคดีของศาล และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บังคับใช้แล้ว ทำให้การให้ข่าวของนายวรงค์เกิดความสับสน และกดดันการพิจารณาคดีของศาล และ ยังเป็นการสร้างความเสียหาย ให้กับ น.ส. ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และทีมทนายความเป็นอย่างมาก ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และเกิดความเสียหาย ในฐานะหนึ่งในทีมทนายความ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบคดีนี้ จำเป็นต้องชี้แจง ข้อเท็จจริง ว่า

1.คดีนี้สืบเนื่องมาจาก ก่อนที่อัยการจะมีความเห็นสั่งฟ้องคดีนี้นั้น ได้มีอดีตกรรมการ ป.ป.ช. เจ้าของสำนวนยืนยันว่า รายงานการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่กล่าวหา น.ส. ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี มีพยานหลักฐานแน่นหนาไม่ต้องไต่สวนใดๆ เพิ่มเติมอีก และได้การกล่าว “ตำหนิ” อดีตอัยการสูงสุดในขณะนั้น และเร่งรัดให้ฟ้องคดี จนอดีตอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องต่อ น.ส. ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยต่อศาลฎีกา เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558

2. ชั้นพิจารณาคดีของศาลนั้น ศาลได้ใช้มาตรา 5 ของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 กำหนดให้ “ในการพิจารณาคดี ให้ศาลยึดรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณา และอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร” ทำให้โจทก์อาศัยกฎหมายดังกล่าว เพิ่มเติมพยานหลักฐานใหม่ ทั้งพยานบุคคล และพยานเอกสารอีกจำนวนกว่าแสนแผ่นเข้ามาในคดี ดังนี้

  • 2.1 เอกสารเกี่ยวกับ รายงานผลการตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ชุด มล.ปนัดดา ดิศกุล ฉบับลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นการที่จัดทำขึ้นมาใหม่ภายหลังจาก น.ส. ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นตำแหน่งแล้ว 7 เดือน และอ้างพยานบุคคล ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้ไต่สวนไว้เพิ่มเติมเข้ามาอีก
  • 2.2 เอกสารเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คดีหมายเลขดำที่ ปช. 03-2-240/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ปช. 007-2-5/2558 ระหว่าง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข กับพวกรวม 3 คน ผู้กล่าวหา นายภูมิ สาระผล กับพวกรวม 111 คนผู้ถูกกล่าวหา เอกสารในสำนวนคดีอาญาคดีหมายเลขดำที่ อม.22/2558 ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ นายภูมิ สาระผล กับพวกรวม 21 คน จำเลย จำนวน 7 หมื่นกว่าแผ่น ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช ไม่ได้ไต่สวนไว้ในคดีนี้ 

ซึ่งในการเพิ่มเติมพยานหลักฐานใหม่ ทั้งพยานบุคคล และพยานเอกสาร โดยอาศัยมาตรา 5 ของกฎหมาย วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ในตอนท้ายที่ระบุว่า “และอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร” ในขณะนั้นจำเลยได้คัดค้านการอ้างเอกสารใหม่ต่อศาลแล้วว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ และได้รับความเสียหาย เพราะ จำเลยไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านเอกสารที่เพิ่มใหม่เสียตั้งแต่ในชั้นสอบสวนที่ถูกกล่าวหา และประการสำคัญเอกสารใหม่ที่เพิ่มเป็นเรื่องที่กล่าวหาจำเลยในคดีอื่นที่มิได้รวมการพิจารณากับคดีของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี

3.ในระหว่างการพิจารณา รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 โดยมีบัญญัติไว้ในมาตรา 235 วรรค 6 ว่า การพิจารณาของศาลฎีกา และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้นำสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปรามปราบการทุจริตแห่งชาติเป็นหลักในการพิจารณา แต่ก็ได้เพิ่มเติมข้อความตอนท้าย ว่า และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้ศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้” ซึ่งแตกต่างและขัดแย้งกับ มาตรา 5 ของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ในตอนท้ายที่ระบุว่า “และอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร” โดยไม่มีเงื่อนไขในเรื่องการไต่สวนเพิ่มเติมเช่นเดียวกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้แล้ว จึงถือว่ากฎหมายที่ศาลใช้รับเอกสารเพิ่มเติมใหม่ของโจทก์ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

4. ทีมทนายเห็นว่า การพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ ควรสอดคล้องต้องตรงกับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เปลี่ยนไปจากมาตรา 5 ของกฎหมายที่ใช้ในขณะที่โจทก์เพิ่มเอกสารใหม่ต่อศาล เมื่อขณะนี้การพิจารณาของศาลฎีกาฯ ยังไม่เสร็จสิ้น หากปล่อยให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นจะทำให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ หมดโอกาสและเสียสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองไว้โดยสิ้นเชิง อีกทั้งจะทำให้ไม่มีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายที่เป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และทำให้เรื่องที่จำเลยร้องขอ และมีข้อโต้แย้งต่อกฎหมายที่ศาลฎีกาฯ ใช้ในการพิจารณาคดีว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ได้รับการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นสาระสำคัญที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญเสียให้สิ้นกระแสความก่อนที่ศาลฎีกาฯ จะมีคำพิพากษาในคดีนี้

ผมเห็นว่าตลอดมา น.ส. ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ความร่วมมือในการพิจารณาคดีของศาล ไม่เคยขอเลื่อนการพิจารณาคดี และมีการสืบพยานจำเลยทุกนัด อันทำให้เห็นได้ว่าไม่มีพฤติการณ์ประวิงคดีแต่อย่างใด แต่เมื่อมีข้อกฎหมายที่สำคัญ และเป็นข้อกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา ซึ่งมีอัตราโทษสูง ก็ขอโอกาสต่อ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ได้ต่อสู้คดีทั้งในข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายให้ครบถ้วนก่อนที่ศาลจะได้มีคำพิพากษาในคดีนี้

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 5
http://www.mx7.com/view2/zYFndoOh7PQGdjBj

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 235 วรรค 6 
http://www.mx7.com/view2/zYFocJ8gbl0vG9Q6

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559

"ยิ่งลักษณ์" ขอความเป็นธรรม แนะ "ประยุทธ์" อย่าเลือกปฏิบัติ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ทุกอย่างที่นายกฯยืนยันออกมาจากปากท่านว่าการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับคดีดิฉันเป็นไปตามกฏหมายไม่ได้กลั่นแกล้ง ก็อยากให้นายกฯใช้หลักคิดและให้ความเป็นธรรมกับดิฉันเหมือนที่ท่านให้ความเป็นธรรมและปกป้องน้องชายท่านรวมทั้งคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพวกเดียวกับท่านเพราะกฏหมายมีไว้บังคับใช้กับทุกคนไม่ใช่เลือกปฏิบัติกับฝั่งดิฉันเพียงฝ่ายเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ Facebook Norrawit Larlaeng ว่า

วันนี้ (25 กันยายน 2559) ได้อ่านข่าว ที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ได้พูดถึง ในกรณีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ในเรื่องที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีความทั้งหลาย และได้ฝากถึงทีมทนายความด้วยนั้น

น่าเห็นใจท่านอดีตนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอย่างยิ่ง ในยามที่ท่านไม่มีตำแหน่งใดๆ เป็นปุถุชนคนธรรมดาแล้ว ซึ่งนอกจากจะถูกดำเนินคดี จากการที่รัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นโครงการสาธารณะมุ่งช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนา ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ยังถูกคำสั่งให้ดำเนินคดีทางปกครอง เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายอีก นอกจากนี้ยังมีคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรรมการ ป.ป.ช. อีกถึง 15 คดี

และที่สำคัญและน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง ในวันนี้อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ที่เคยเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาถูกดูหมิ่นดูแคลนอีก ทั้งที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในการโต้แย้งคัดค้าน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหาตามรัฐธรรมนูญที่กระทำได้ และคดีความทั้งหลายยังไม่ถึงที่สุด ทีมทนายมีข้อสังเกตอีกว่า

1. พล.ต.สรรเสริญ เข้ามาทำงานในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในการบริหารประเทศ ในลักษณะ "พิเศษ" คงไม่เข้าใจใน "สิทธิในกระบวนการยุติธรรม" ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญรับรองและคุ้มครองไว้ ซึ่งเป็นหลักสากล ทั่วโลกเขายอมรับกัน

2. การใช้ มาตรา 44 นอกจากจะเป็นการนอกกรอบที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้แล้ว ยังเป็นการใช้อย่างฟุ่มเฟื่อยไป หรือไม่ เริ่มตั้งแต่ในชั้นการสอบข้อเท็จจริงความรับทางละเมิด เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ก็ใช้ มาตรา 44 และพอจะบังคับคดี ยึดทรัพย์ ก็ใช้ มาตรา 44 ให้อำนาจกรมบังคับคดียึดทรัพย์อีก ทั้งที่ กรมบังคับคดีไม่มีอำนาจ และมีกฎหมายปกติบังคับใช้อยู่แล้ว ไม่จำต้องมาใช้ มาตรา 44

3. เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับทางละเมิด ซึ่งตามกฎหมาย และระเบียบ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้แต่งตั้งต้องเป็นลงนามเอง แต่แปลกใจว่า กลับออกคำสั่งให้ผู้อื่นลงนามแทน ในเรื่องนี้ น่าจะมีกุนซือกฎหมายใหญ่ของรัฐบาลแนะนำ เพื่อไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี

4. การใช้ มาตรา 44 นอกจากจะเป็นการเอาเปรียบทางกฎหมายแล้ว ยังกลับไม่กล้าลงนามเองอีก อย่างนี้เรียกว่า เป็นการเอาเปรียบทางกฎหมาย 2 ชั้น แต่อย่างไรก็ตามทีมทนายจะได้ดำเนินการโต้แย้งคัดค้าน และต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด ต่อไป

5. สุดท้ายอยากฝากถึง พล.ต.สรรเสริญ คงจำได้ปีที่แล้ว ผมเคยแนะนำให้ ท่านไปทำบุญ นั่งสมาธิ จิตใจ จะได้สงบ ช่วงนี้เป็นช่วงเข้าพรรษา ผมก็ขอแนะนำให้ท่านไป ทำบุญ นั่งสมาธิ บ้าง จิตใจ จะได้สงบ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทุกๆปี จิตใจ จะได้สงบ

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

“นรวิชญ์” ยืนยัน! ทีมทนายยิ่งลักษณ์มั่นใจ นัดไต่สวนคดีจำนำข้าวฯ


นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงความพร้อมในการขึ้นไต่สวนพยานจำเลยปากแรก หลังจากที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลย ในคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่จะมีขึ้นในช่วงเช้าของวันนี้ (วันที่ 5 สิงหาคม 2559) ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อไต่สวนพยานจำเลยนัดแรกด้วยตัวเองในฐานะพยานจำเลยปากแรก โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ เตรียมความพร้อมอย่างดี และก่อนจะมีการไต่สวนและตอบคำถามอัยการโจทก์นั้น นางสาวยิ่งลักษณ์จะขึ้นแถลงเปิดคดีด้วยตนเอง เราได้ขอเวลาศาลฎีกาฯในการแถลงคดีไว้ราว 1 ชั่วโมง จากนั้นจะเป็นการตอบคำถามอัยการโจทก์ ได้เตรียมคำถามไว้ 100 กว่าคำถาม แต่ไม่ทราบว่าศาลจะอนุญาตให้ถามได้กี่คำถาม หากดูจากคำถามที่มีปริมาณมากในการไต่สวนจำเลยในวันนี้ (วันที่ 5 สิงหาคม 2559) อาจจะต้องไต่สวนพยานทั้งช่วงเช้าและบ่าย ส่วนจะเสร็จในวันเดียวหรือไม่นั้น ต้องดูสถานการณ์ก่อน และทีมทนายมั่นใจ และมีการเตรียมความพร้อมอย่างดี

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทนาย “ยิ่งลักษณ์” แนะประยุทธ์ อย่าก้าวก่ายคดีจำนำข้าว


วันนี้ 26 ธันวาคม 2558 นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัวของอดีตนายกยิ่งลักษณ์ ฯ ได้กล่าวถึง การแถลงผลงานรัฐบาล กรณีที่ พลเอกประยุทธ์ พูดถึงเรื่องคดีจำนำข้าวว่า "เรื่องคดีจำนำข้าว คดีทั้งหมดไม่ผ่อนผันใดๆทั้งสิ้น" นั้น

ทนายนรวิชญ์ กล่าวว่า น่าแปลกใจ คดีเรื่องจำนำข้าว ถูกนำไปเป็นผลงานเด่นของรัฐบาล ที่จำต้องนำไปแถลงเป็นผลงานของรัฐบาลด้วย ทั้งที่คดีความทั้งหลายก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นขบวนการของศาล

ทนายนรวิชญ์ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนที่พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า “ในเรื่องคดีจำนำข้าว คดีทั้งหมดไม่ผ่อนผันใดๆทั้งสิ้น” นั้น ถือเป็นการก้าวก่ายคดี โดยเฉพาะในส่วนคดีความรับผิดในทางแพ่ง ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนชุดของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ที่พลเอกประยุทธ์ฯ เป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว และยังมีพยานบุคคลอีกหลายปาก ที่ต้องไต่สวนข้อเท็จจริง

ทนายนรวิชญ์ กล่าวอีกว่า หากคณะกรรมการฯ ยึดตามระเบียบการไต่สวน ตาม ข้อ 15 ที่คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่ผู้เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ และเป็นธรรม คณะกรรมการฯ ก็ต้องดำเนินการไต่สวนพยานบุคคลที่เหลือทั้งหลายให้เสร็จสิ้นก่อน ทั้งนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้อง

แต่หากคณะกรรมการฯ ยึดตามคำพูดของพลเอกประยุทธ์ ก็คงไม่มีการไต่สวนพยานที่เหลืออีกต่อไป อันถือได้ว่าคณะกรรมการฯ เองไม่ได้ให้โอกาสแก่ผู้เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ และเป็นธรรม ตามระเบียบ ข้อ 15

ทนายนรวิชญ์ จึงร้องขอไปยังพลเอกประยุทธ์ ฯ อย่าได้ก้าวก่ายการไต่สวนคดีของคณะกรรมการฯ ควรให้โอกาสผู้เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ และเป็นธรรม ตามระเบียบ ข้อ 15

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

นรวิชญ์ยืนยัน“ยิ่งลักษณ์”ไม่เคยขู่ใคร-วอนประยุทธ์ให้ความเป็นธรรมคดีจำนำข้าว


นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวที่นายกรัฐมนตรี ฝากสื่อมวลชนติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีจำนำข้าวของนายกยิ่งลักษณ์ หวังให้กรรมการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายให้ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมแสดงความไม่สบายใจกรณีขั้นตอนการเรียกพยานที่ดูแล้วยังไม่ค่อยเรียบร้อย อย่าให้ใครเข้ามามีบทบาทโดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียในคดีดังกล่าว อย่าให้มาข่มขู่ใครหรืออะไรนั้นไม่ได้ทั้งสิ้น นั้น

ทนายนรวิชญ์ กล่าวว่า ผมในฐานะทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีขอเรียนว่า

1. คดีนี้เป็นแรกของประเทศไทยที่หัวหน้ารัฐบาลถูกดำเนินคดีจากการดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งเป็นไปตามมาตรา 84(8) ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สำคัญคือเป็นหัวหน้ารัฐบาลคนเดียวที่ถูกดำเนินคดีทั้งที่การช่วยเหลือเกษตรกรก็ทำกันมาทุกรัฐบาล รวมถึงรัฐบาล คสช. ที่เพิ่งอนุมัติเงินงบประมาณไปช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา

2. การที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะจำเลยในคดีอาญา และผู้ที่จะถูกเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง ได้ออกมาใช้สิทธิในการต่อสู้คดี เพียงขอให้ฝ่ายรัฐบาลได้กระทำตามกฎหมายด้วยความรอบคอบ และให้สิทธิกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่นั้น ถือเป็นสิทธิโดยชอบธรรม และเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ประการสำคัญท่านไม่เคยไปข่มขู่ หรืออยู่ในฐานะจะไปข่มขู่ใครได้ทั้งสิ้น

3. คดีรับจำนำข้าวของท่านอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ นอกจากเป็นคดีที่มีความผิดปกติหลายประการ แต่ยังถูกดำเนินการด้วยความรวดเร็วมากที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย เร็วขนาดแซงคดีของอดีตนายกอภิสิทธิ์ที่ถูกกล่าวหาเรื่องการประกันราคาข้าวที่เกิดก่อนหน้าคดีนี้หลายปี เร็วขนาดในชั้นอัยการสูงสุดมีการสั่งฟ้องโดยไม่ต้องไต่สวนเพิ่มเติมในประเด็นที่คณะทำงานอัยการสูงสุดเคยมีความเห็นว่าสำนวนมีข้อไม่สมบูรณ์ ที่เร็วมากกว่านั้นคือเร็วกว่าคดีของอดีตรัฐมนตรีบุญทรงที่ ป.ป.ช. กล่าวหาว่าทุจริต โดยอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เป็นคนปล่อยปละละเลย ที่แปลกคือคดีทุจริตยังไม่มีการชี้มูลความผิด แต่คดีที่อ้างว่ามีการปล่อยให้มีการทุจริตกลับชี้มูล และนำไปใช้ถอดถอนก่อนจน ผิดปกติ และเร็วขนาดนี้ท่านนายกยังไม่พอใจอีกหรือ

4. คดีนี้เป็นคดีสำคัญมีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวข้องมากมาย สมควรที่จะกระทำด้วยความรอบคอบ การที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างรวดเร็วแต่จำต้องคำนึงถึงเรื่องความเป็นธรรม และ ความยุติธรรมด้วยครับ

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

“ยิ่งลักษณ์” ยื่นท้วง “ประยุทธ์” ใช้อำนาจบริหารรวบรัดคดีจำนำข้าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา โดยมีเนื้อหาดังนี้

เรื่อง โต้แย้งคัดค้าน และขอความเป็นธรรมในการโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน

กราบเรียน  นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

อ้างถึง   (1) คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 ลงวันที่ 3 เมษายน 2558 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

            (2) สำเนาคำฟ้องคดีอาญา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.22/2558

            (3) หนังสือของนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  เรื่อง ขอความเป็นธรรมและโต้แย้ง คัดค้าน มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว  ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558

            (4) หนังสือของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่อง ขอความเป็นธรรมและโต้แย้ง คัดค้าน มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว  ถึง ปลัดกระทรวงการคลัง  ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558

            (5) หนังสือของนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  เรื่อง ขอความเป็นธรรมและโต้แย้ง คัดค้าน มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว  ถึง ดร. วิษณุ  เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ 2558

            (6) หนังสือของนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร เรื่อง ข้อมูลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว 5 ฤดูกาลผลิต ระหว่างปีการผลิต 2554/55-2556/57 ถึง นายจิรชัย  มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และคณะ ฉบับลงวันที่ 2 กันยายน 2558

            (7) หนังสือของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่อง โต้แย้ง คัดค้าน การปฏิบัติหน้าที่และให้ยุติการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน ถึง นายจิรชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และคณะ ฉบับลงวันที่ 2 กันยายน 2558

            (8) หนังสือของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่อง โต้แย้ง คัดค้าน คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ถึง พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา ฉบับลงวันที่ 2 กันยายน 2558

            (9) หนังสือของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่อง ขอคัดถ่ายพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่  ถึง นายจิรชัย  มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ฉบับลงวันที่ 17 กันยายน 2558

            (10) หนังสือของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่อง ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยสั่งการตามคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ลงวันที่ 3 เมษายน 2558 และให้วางตนให้เป็นกลางในเรื่องคดีโครงการรับจำนำข้าว ถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ 17 กันยายน 2558

            (11) หนังสือของนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร เรื่อง  นำส่งเอกสารถ้อยคำพยานผู้เกี่ยวข้อง ถึง นายจิรชัย  มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และคณะ ฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2558

            (12) หนังสือของนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร เรื่อง  ให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด กรณีโครงการรับจำนำข้าวให้โอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน ถึง  นายจิรชัย  มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และคณะ ฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2558


ตามที่มีการออกคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 ลงวันที่ 3 เมษายน 2558 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่อ้างถึง (1) โดยอ้างว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งความเห็นให้กระทรวงการคลังดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้เกี่ยวข้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลของข้าพเจ้า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 73/1 และอ้างว่าเป็นกรณีถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่ได้รับความเสียหายและอ้างว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน โดยการออกคำสั่งดังกล่าวอ้างว่าอาศัยอำนาจตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นั้น

ดิฉัน ขอกราบเรียนว่า คำสั่งกระทรวงการคลังที่ 448/2558 ที่อ้างถึง (1) นั้น เป็นเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ซึ่งท่านและนายสมหมาย ภาษี ผู้ออกคำสั่งที่อ้างถึง (1) อ้างว่าเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เป็นการออกคำสั่งโดยมิชอบตามที่ดิฉันได้โต้แย้งคัดค้านการออกคำสั่งและการดำเนินการตามคำสั่งมาโดยตลอดตามที่อ้างถึง (1) – (12)  และยังคงโต้แย้งคัดค้านการออกคำสั่งของท่านต่อไปโดยเฉพาะประเด็นที่ดิฉันมิใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาในสายการบังคับของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในการที่จะออกคำสั่งดังกล่าวได้  ประกอบกับท่านในฐานะประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้แสดงออกจนเป็นที่ประจักษ์ว่ามีความเห็นต่างในทางเป็นปฏิปักษ์ต่อนโยบายรับจำนำข้าว และถือว่าตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และไม่มีความเป็นกลางที่จะใช้อำนาจในทางการบริหารมาตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในการกระทำทางการบริหารด้วยกัน อันเป็นการขัดต่อ “หลักนิติธรรม”

อีกทั้ง  พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งเน้นและบังคับใช้แก่เฉพาะละเมิดอันเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ (เช่น การกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา) เพื่อประโยชน์ของทางราชการ แล้วผลก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลภายนอก กับ ละเมิดอันเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือไม่ก็ตาม

แต่ในกรณีของดิฉัน ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ตามมาตรา 171 ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามมาตรา 176 ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลของดิฉันดำเนินโครงการตามนโยบายรับจำนำข้าวที่แถลงไว้กับรัฐสภา เป็นการดำเนินโครงการที่มีลักษณะในเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาพืชเศรษฐกิจของประเทศทำนองเดียวกับการดำเนินโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ซึ่งฝ่ายบริหารจะต้องรับผิดชอบในทางการเมืองมิใช่เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยใช้อำนาจปกครองตามกฎหมาย และมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้น การกระทำของดิฉันจึงมิอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

นอกจากนี้แม้แต่ในมาตรา 4 (1)  แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ห้ามมิให้ใช้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บังคับแก่ “รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ”และในมาตรา 4 (3) ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ห้ามมิให้ใช้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บังคับแก่ “...การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง...” ดังนั้น ในกรณีนี้ยิ่งเป็นอันชัดเจนว่ามิอาจนำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาใช้บังคับกับดิฉันได้ด้วย เพราะเมื่อพิจารณาถึง คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 ดังกล่าวข้างต้น ก็ได้บรรยายข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนแล้วว่า ดิฉันถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ในกรณีอ้างว่า ดิฉันได้ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวก็เป็นที่ทราบ รับรู้ และประจักษ์ชัดกันโดยทั่วไปแล้วว่า การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นการดำเนินการทางนโยบายโดยตรงของพรรคเพื่อไทย ที่ได้ประกาศไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง และต่อมาเมื่อพรรคเพื่อไทยเข้ามารับผิดชอบเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ดิฉันในฐานะหัวหน้ารัฐบาลหรือในนามคณะรัฐมนตรีก็ได้แถลงนโยบายดังกล่าวต่อรัฐสภา อันเป็นความผูกพันตามรัฐธรรมนูญที่ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดโดยมิอาจปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้

ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ของดิฉันจึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและการปฏิบัติหน้าที่ของดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ “เป็นการปฏิบัติโดยทั่วไป” ซึ่งไม่มีการใช้อำนาจทางปกครอง เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามหน้าที่นั้นแต่อย่างใด การออกคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลบังคับแต่อย่างใด ทั้งผู้ออกคำสั่งดังกล่าวก็อาจต้องรับผิดชอบต่อการออกคำสั่งนั้นด้วย ตามเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งกระทรวงการคลังที่ 448/2558 จะไม่มีผลบังคับตามกฎหมายก็ตาม แต่หากคณะกรรมการตามคำสั่งดังกล่าวจะฝ่าฝืนดำเนินการตามคำสั่งนั้นต่อไป โดยหนังสือนี้ดิฉันก็สงวนสิทธิ์ และขอโต้แย้งคัดค้านการกระทำของคณะกรรมการดังกล่าวว่าคำสั่งดังกล่าวได้อ้างอำนาจตามความในข้อ 10 และข้อ 11 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โดยระบุให้คณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงที่เกี่ยวข้อง รับฟังพยานบุคคลฯ... และให้ถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังกล่าว ซึ่งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวข้อ 15 กำหนดว่า “คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริงโต้แย้งแสดงหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรมฯ” แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านและไม่ปฏิบัติตามข้อ 15  แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ เพราะไม่ได้ให้โอกาสแก่ดิฉันชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้ง แสดงหลักฐานอย่างเพียงพอ ทั้งๆ ที่ดิฉันได้แสดงเจตนาใช้สิทธิตามข้อ 15 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ข้างต้น ดังรายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (1) ถึง (12) อย่างชัดเจนแล้ว  เช่น ดิฉันได้ขออ้างพยานบุคคลให้คณะกรรมการฯสอบสวน แต่คณะกรรมการฯไม่ดำเนินการสอบสวนให้แม้แต่รายเดียว แต่กลับมีการเร่งรีบ รวบรัด การดำเนินการสอบสวน ทั้งที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลท่านเองได้แจ้งต่อสาธารณะโดยทั่วไปว่า  “อายุความ” คดีนี้ยังมีอยู่ถึง 1 ปี ครึ่ง  การกระทำของคณะกรรมการดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งของท่านแต่อย่างใด ซึ่งหากคณะกรรมการฯเสนอผลการดำเนินการมาให้ท่านพิจารณาและท่านพิจารณาเห็นชอบผลการดำเนินการของคณะกรรมการฯนั้นต่อไป ท่านอาจต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 ที่ระบุข้อความอยู่แล้วว่า มูลเหตุกรณีมาจากการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นการดำเนินการทางอาญาและต่อมามีการฟ้องดิฉันต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญา ตามที่อ้างถึง (2) ดังนั้น การพิจารณาของคณะกรรมการฯ จะต้องรอผลการดำเนินคดีในส่วนอาญาให้ได้ข้อยุติเสียก่อนว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาเช่นใด จากนั้นจึงจะพิจารณาในเรื่องความรับผิดทางละเมิดต่อไปได้  ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย เพราะเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และเป็นวิธีที่ถือปฏิบัติกันเป็นปกติ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย การที่คณะกรรมการฯ เร่งรีบพิจารณาดำเนินการและด่วนสรุปเรื่องการสอบสวน ตามคำสั่งที่อ้างถึง (1)โดยไม่รอผลคดีอาญา ตามที่อ้างถึง (2) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการเสนอให้ดิฉันต้องเป็นผู้รับผิดในทางละเมิดแล้ว  การกระทำของคณะกรรมการฯ ดังกล่าวจะส่งผลทำให้ท่านจะต้องเกิดความรับผิดชอบขึ้นได้

ดิฉัน ขอกราบเรียนยืนยันว่า การกระทำตามนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลของดิฉันในฐานะที่ดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี มิได้เป็นความผิดในทางอาญาและไม่ต้องมีความรับผิดในมูลละเมิดแต่ประการใดทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ประกอบกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่ได้แสดงยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวของดิฉันมิได้เป็นความผิด

ด้วยเหตุผลตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ดิฉันกราบเรียนมาข้างต้น กรณีที่ท่านในฐานะนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งพิจารณาร่วมกันและมีคำวินิจฉัยสั่งการตามความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ แล้ว ส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงการคลังตามข้อ 17 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ย่อมไม่อาจกระทำได้ รวมตลอดถึงกรณีจะมีการออกคำสั่งให้ดิฉันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนมากกว่าห้าแสนล้านบาท ตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ก็ย่อมไม่อาจกระทำได้ เพราะเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่กล่าวมาโดยละเอียดมาแล้วข้างต้น ซึ่งในเรื่องนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบได้เคยแสดงความเห็นด้วยและออกมาให้ข่าวชี้นำคณะกรรมการฯ ชี้นำตัวท่านและชี้นำสังคมตลอดมาอย่างต่อเนื่องว่า จะเลือกดำเนินการวิธีนี้ (ใช้มาตรา 57 ออกคำสั่ง) โดยไม่ใช้วิธีฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง ซึ่งดิฉันขอโต้แย้ง คัดค้านว่าหากปล่อยให้คณะกรรมการฯ ดำเนินการดังกล่าวนั้น จะเป็นการกระทำฝ่าฝืนและปฏิบัติผิดต่อกฎหมายดังกล่าว และเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันด้วย ดังเช่นในอดีตที่มีการดำเนินการทางละเมิดกับนายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในการป้องกันค่าเงินบาท รัฐบาลขณะนั้นก็เลือกที่จะใช้วิธีฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเป็นจำนวนเงินสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท (โดยไม่ใช้วิธีออกคำสั่งตามมาตรา 57) โดยหนังสือฉบับนี้ ดิฉันจึงขอโต้แย้งคัดค้านว่าท่านจะดำเนินการออกคำสั่งตามมาตรา 57 ให้ดิฉันต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยไม่ใช้วิธีการตามกระบวนการยุติธรรมที่ชอบธรรมไม่ได้ (รวมถึงให้รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งคนใดจะออกคำสั่งแทนตัวท่านด้วยก็ไม่อาจกระทำได้เช่นเดียวกัน) ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ดังนั้น โดยหนังสือฉบับนี้จึงเรียนมายังท่านเพื่อ

(1) คัดค้านคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ที่อ้างถึง (1) และพร้อมกับกราบเรียนขอความเป็นธรรมขอให้ท่านโปรดพิจารณาทบทวนการออกคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 ด้วยการออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ที่อ้างถึง (1) พร้อมกับยกเลิกเพิกถอนการกระทำทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่งที่อ้างถึง (1) ดังกล่าวทั้งหมดต่อไปด้วย

(2) หากยังคงฝืนดำเนินการตาม (1) ข้างต้น ดิฉันขอให้ท่านกำกับ ควบคุม ดูแลให้คณะกรรมการฯ ที่ท่านมีคำสั่งแต่งตั้งได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ข้อ 15 โดยเคร่งครัดและได้ให้โอกาสดิฉันโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานต่าง ๆตามหนังสือที่อ้างถึงต่อไป

จึงกราบเรียนมาเพื่อขอได้โปรดพิจารณาเพื่อให้ดิฉันได้รับการปฏิบัติจากท่านด้วยความเป็นธรรมตามสมควรและเหมาะสมต่อไป

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)
อดีตนายกรัฐมนตรี



วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

"ทนายยิ่งลักษณ์" เตรียมอุทธรณ์ ฟ้องอัยการสูงสุด คดีจำนำข้าว


“ยิ่งลักษณ์” ยืนยันขอใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลในการฟ้องอัยการสูงสุดกับพวกต่อไป พร้อมเสียดายไม่มีโอกาสแสดงพยานหลักฐานสำคัญในศาลชั้นต้น

วันนี้ (วันที่ 7 ตุลาคม 2558) นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลอาญาไม่รับฟ้องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นฟ้องอัยการสูงสุดกับพวกในความผิดอาญาฐานร่วมกันปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบและความผิดตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมว่า เรื่องดังกล่าวได้แจ้งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทราบถึงคำสั่งของศาลแล้ว น.ส. ยิ่งลักษณ์ ยืนยันที่จะใช้สิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลอาญาต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป

นอกจากนี้นายนรวิชญ์กล่าวว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์ รู้สึกเสียดายโอกาสที่ไม่ได้นำพยานหลักฐานสำคัญๆ เสนอต่อศาลในชั้นพิจารณาคดีของศาลอาญา ซึ่งได้เตรียมไว้อย่างสมบูรณ์แล้วในการพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หากศาลรับไว้พิจารณา อาทิเช่น หลักฐานการนัดประชุมของคณะกรรมการร่วมระหว่างฝ่าย ป.ป.ช. กับฝ่ายอัยการสูงสุด เป็นต้น แต่เมื่อผลเบื้องต้นของการดำเนินคดีเป็นเช่นนี้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ แจ้งว่าคงดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

“นรวิชญ์” แนะอัยการตอบ3ข้อ มากกว่าอ้างแทนคุณแผ่นดิน


(วันที่ 1 ตุลาคม 2558) นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า ตามที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด ได้โพสต์ ข้อความและภาพที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปฟ้องคดี ที่ศาลอาญาว่า “คุณพ่อผมสอนไว้ว่า รับราชการต้องอดทน อดกลั้น ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อแทนคุณแผ่นดิน คดีจำนำข้าว ผมต้องทำตามหน้าที่...ครับ" นั้น

ทนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง กล่าวว่า การทำหน้าที่ให้ดีที่สุด “เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน” นั้น มีข้อแตกต่างจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานอัยการ ตาม พระราชบัญญัติ องค์กรอัยการ และพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 22 ที่พนักงานอัยการมีอิสระ ในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมาย โดยสุจริต และเที่ยงธรรม”

ดังนั้นคำว่า “เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน” จะถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานอัยการตาม มาตรา 22 นี้หรือไม่?

ทนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ยังกล่าวอีกว่า การที่ท่านอดีตอัยการสูงสุด ออกมาพูดแต่เพียงว่า “เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน” ยังไม่ถือว่าท่านได้ตอบคำถาม ใน 3 ข้อ ตามที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ฟ้องต่อท่าน ท่านในฐานะอัยการสูงสุดในขณะนั้น ควรจะตอบคำถาม 3 ข้อ ต่อไปนี้ มากกว่าจะอ้างเรื่อง “ทำเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน” คือ

1. เมื่อรับรายงาน พร้อมเอกสารจาก คณะกรรมการ ป.ป.ช. มาแล้ว และมีคำสั่งว่าคดีนี้มีข้อไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะฟ้องคดีได้จำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติม แต่ไม่ไต่สวนให้เสร็จสิ้น กลับมีคำสั่งฟ้องคดีก่อน สนช. จะมีมติถอดถอนเพียง 1 ชั่วโมงนั้น เพราะอะไร?

2. คณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งข้อหาแก่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพียงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ทำไมไปฟ้องเกินกว่า บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.?

3. การนำเอกสารนอกคดีจำนวน 68,700 แผ่น เข้าสู่สำนวนคดีในชั้นศาล ทั้งที่ เอกสารดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และไม่ได้ไต่สวน ในคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะอะไร?

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

ทนายนรวิชญ์ เห็นต่าง "วิษณุ" ยืนยันไม่เริ่มนับอายุความคดีแพ่งจำนำข้าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่าน Facebook : Norrawit Larlaeng โดยมีเนื้อหาดังนี้

จากที่ปรากฏเป็นข่าว ว่าจะมีการสรุปสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ให้เสร็จสิ้น ภายใน วันที่ 30 กันยายน 2558 เพื่อไม่ให้คดี ขาดอายุความนั้นนาย นรวิชญ์ หล้าแหล่ง ในฐานะทนายความส่วนตัว ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรกล่าวว่าในเรื่องอายุความ มีความ “เห็นต่าง” ในเรื่องอายุความ

ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 10 วรรคสอง กำหนด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ มีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน

คำว่า นับแต่วันที่ หน่วยงานของรัฐ “รู้” ถึงการละเมิด และ “รู้” ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ก็คือ วันที่ พลเอกประยุทธ ฯ และ รมว. คลัง ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ในโครงการรับจำนำข้าว ได้วินิจฉัย ว่า “มีผู้กระทำผิด หรือไม่ เท่าใด” จึงต้องเริ่มนับอายุความ 2 ปี

ดังนั้น เมื่อ พลเอกประยุทธ ฯ และ รมว. คลัง ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ยังไม่ได้วินิจฉัยว่า มีเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำผิด หรือไม่ เท่าใด “การเริ่มนับอายุความ 2 ปี จึงยังไม่เริ่มนับ เมื่ออายุความยังไม่เริ่มนับ อายุความคดีแพ่งจึงยังไม่ขาดอายุความ”

คดีนี้นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ เพิ่งจะได้ให้ถ้อยคำเป็นลายลักษณ์อักษรไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งในการให้ถ้อยคำเป็นหนังสือนั้นได้อ้างพยานบุคคล ที่เกี่ยวข้อง ในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ แต่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด กลับไม่ไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน เสียก่อน

ซึ่งในเรื่องนี้ ตาม ข้อ 15 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ระบุไว้ชัดเจนว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ต้องให้โอกาสแก่ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้ง แสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ และเป็นธรรม

ดังนั้น คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ต้องให้โอกาสแก่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ฯ ในฐานะผู้เกี่ยวข้อง ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้ง แสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ และเป็นธรรม โดยให้มีการไต่สวนพยานบุคคล ที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ฯ ในฐานะผู้เกี่ยวข้องได้อ้างไว้แล้วนั้น ให้เสร็จสิ้น ครบถ้วน ก่อนสรุปสำนวน

การที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ไม่ได้ให้โอกาสแก่ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้ง แสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ และเป็นธรรม ซึ่งในเรื่องนี้ศาลปกครองสูงสุดได้เคยมีแนวคำพิพากษาไว้แล้ว ว่าเป็นการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายนรวิชญ์กล่าวเพิ่มเติมว่าขณะนี้ทีมทนายความ กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน หากเห็นว่าเกิดความเสียหาย แก่นางสาวยิ่งลักษณ์ ฯ จะได้ดำเนินการตามกฎหมายทั้ง ทางอาญา และทางแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

"นรวิชญ์" FB ยืนยันทำเต็มที่ เตรียมนัดทีมทนาย "ยิ่งลักษณ์" สรุปแนวทางสู้คดี


วันนี้ (27 มีนาคม 2558) นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทีมทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงการเตรียมสู้คดี ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า "หลังจากเจ้าหน้าที่นำหมายมาปิดไว้ที่บ้านของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อ 2 วันก่อน ขณะนี้ทีมทนายได้รับหมายเรียบร้อยแล้ว และกำลังศึกษารายละเอียดคำฟ้องทั้งหมด โดยจะมีการนัดทีมทนายเพื่อประชุมสรุปแนวทางใน 1-2 วันนี้ ส่วนหลังจากนั้น จนกว่าจะถึงวันที่ 19 พ.ค. ก็จะมีการเข้าไปดูเอกสารเพิ่มเติมเพื่อสู้คดี ยืนยันจะทำให้ดีที่สุด"

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

“นรวิชญ์” โพสต์ FB ยืนยัน “ยิ่งลักษณ์” พร้อมสู้คดีจำนำข้าว


#TV24 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ Facebook ส่วนตัว Norrawit Larlaeng โดยมีเนื้อหาดังนี้

"ตอนนี้เมื่อศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้วก็เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ซึ่งท่านยิ่งลักษณ์ก็ได้ออกเฟซบุ๊กแล้วว่าพร้อมที่จะต่อสู้ไปตามกระบวนการ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ส่วนในส่วนของทีมทนาย เมื่อได้รับคำฟ้องแล้วก็คงจะนัดประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง"

เมื่อถามว่า พยานหลักฐานพร้อมหรือไม่ ยังขาดตกบกพร่องอะไรอีกไหม? นายนรวิชญ์ กล่าวว่า "ตอนนี้คงยังพูดอะไรไม่ได้เพราะเรายังไม่เห็นคำฟ้อง คงต้องให้เห็นคำฟ้องก่อนว่าเป็นอย่างไร"
         
เมื่อถามว่า วันที่ 19 พฤษภาคมที่ศาลนัด น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมเดินทางไปศาลใช่หรือไม่? นายนรวิชญ์ กล่าวว่า "ในวันที่ 19 พฤษภาคมที่ศาลนัดนั้น ตามกฎหมายแล้วน.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องไปเอง"

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทนายยิ่งลักษณ์ “ ชี้” ลูกความถูกคุกคามสิทธิและเสรีภาพ เรียกร้องให้ ทหาร ตำรวจ ยุติการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง

วันนี้ 11 กุมภาพันธ์ 2558 TV24 - ทนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า

"ภายหลังที่ คสช. ไม่ได้อนุญาตให้ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปต่างประเทศตามคำขอแล้ว จึงได้เดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำบุญไหว้ บรรพบุรุษ แต่ในระหว่างการเดินทางได้มีเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 และตำรวจหลายนายเข้าทำการตรวจค้นรถยนต์ของอดีตนายกฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะที่ อดีตนายกฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งอยู่ในรถ ซึ่ง อดีตนายกฯ ก็ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยยินยอมให้เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจตรวจค้นรถยนต์ได้ หลังจากนั้นแม้ว่า อดีตนายกฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเดินทางไปที่ใดก็ตามในจังหวัดเชียงใหม่ ก็จะสังเกตเห็นว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ได้คอยติดตามตลอดทั้งวัน และก่อนหน้านี้นั้นในช่วงเวลากลางคืน ก็จะมีทหารมาเฝ้าหน้าบ้านพัก โดยนำรถทหารมาจอดในสนามหญ้า บริเวณหมู่บ้าน ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าว แม้จะไม่เป็นการควบคุมตัวโดยตรง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการควบคุมตัวโดยทางอ้อมแล้ว อันเป็นการลิดรอนสิทธิความเป็นส่วนตัว และในขณะเดียวกันยังเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลด้วย อย่างไรก็ตามหากมีการดูแลวีไอพีตามที่ฝ่ายความมั่นคงได้ให้สัมภาษณ์เป็นข่าวนั้น ก็ขอให้ประสานงานโดยตรงเพื่อให้เกิดความสบายใจกันทั้งสองฝ่าย"

ทั้งนี้นายนรวิชญ์ฯ กล่าวว่า นับแต่มีการยึดอำนาจ และประกาศใช้กฎอัยการศึก อดีตนายกฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นลูกความของตน ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของ คสช. ด้วยดีตลอดมา ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศ หรือการเดินทางไปต่างประเทศ ไม่เคยทำอะไรให้เกิดความวุ่นวาย ในทางการเมืองแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามนายนรวิชญ์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า สำหรับการฟ้องคดีที่ถูกกล่าวหาในโครงการรับจำนำข้าวเป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2558 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้แถลงว่าจะใช้เวลาร่างฟ้องประมาณ 1 เดือน หรือจะฟ้องคดีไม่เกินเดือนมีนาคม 2558 อดีตนายกฯนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงเข้าใจว่าในช่วงระหว่างวันที่ 10 – 21 กุมภาพันธ์ 2558 อดีตนายกฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สามารถที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพในการเดินทางไปต่างประเทศได้ จึงได้ยื่นขออนุญาตเดินทางตามเงื่อนไขของ คสช. ประกอบกับสำนักงานอัยการสูงสุดเองก็แถลงชัดเจน แล้วว่า อัยการสูงสุดไม่มีอำนาจในการห้ามการเดินทาง เว้นแต่จะมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ซึ่งก็เป็นอำนาจของศาลฎีกา ดังนั้นในขณะนี้จึงยังไม่ถึงขั้นตอนตามกฎหมายที่ อดีตนายกฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องเดินทางไปศาล และในทางปฏิบัติที่ผ่านมาในการยื่นฟ้องคดี ของอัยการสูงสุด ก็ไม่เคยมีการนำตัวจำเลยมาพร้อมกับการยื่นคำฟ้องแต่อย่างใด ซึ่งในเรื่องนี้ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้ดูแลงานฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลและ คสช. ก็ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่จำเป็นต้องมาในวันที่อัยการยื่นฟ้อง” ซึ่งปรากฏเป็นข่าวโดยทั่วไปเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

นายนรวิชญ์ กล่าวต่อว่าในฐานะทนายของนางสาวยิ่งลักษณ์ฯขอเรียกร้อง ให้ เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องทั้งทหาร และตำรวจ ยุติการคุกคามสิทธิและเสรีภาพ อดีตนายกฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามที่ได้รับการรับรอง คุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญ และควรปล่อยให้คดีเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการของกฎหมายต่อไป

ที่มา FB Norrawit Larlaeng