ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
หยุดสร้างสองมาตรฐาน
ทำประเทศให้ไร้มาตรฐาน
ข่าวกรณี...รัฐมนตรีและนักกฎหมายบางท่าน ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องการเสียบบัตรแทนกันของส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมให้เหตุผลในการ “แก้ต่างออกตัวรับหน้า”แทนรัฐบาลและแทนผู้ถูกกล่าวหาว่า..”การกระทำต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติไม่มีปัญหาใดๆ จะใช้บรรทัดฐานที่เคยพิจารณาดังเช่นในอดีตมิได้”..
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศและสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่ในสังคมเราในปัจจุบัน
ในเบื้องต้นอาจส่งผลกระทบเสียหาย และอาจจะมีผลทำให้ร่างฯ พรบ.งบประมาณฉบับนี้ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับ”กระบวนการตรากฎหมายที่มิชอบ” นอกจากนั้น ยังอาจมีผลทำให้ร่างพรบ.งบประมาณนี้…”ผ่านสภาด้วยเสียงที่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งเพราะมีการกดบัตรแทนกัน” ซึ่งจะส่งผลให้ร่างพรบ.ฉบับนี้ต้องตกไป
นอกจากนั้น ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ สิ่งที่ รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลกระทำในวันนี้ ได้ตอกย้ำให้สังคมเห็นถึงความเป็นสองมาตรฐาน สร้างบรรทัดฐานที่ผิดเพี้ยน ทำผิดให้เป็นถูก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กล่าวคือ ในกรณีการเสียบบัตรแทนกันของส.ส.พรรครัฐบาลครั้งนี้ ผู้ที่เป็นเนติบริกรของรัฐบาลออกมาบอกว่า ไม่อาจใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับกรณีที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
การกล่าวอ้างเช่นนี้หมายความว่าสังคมไทยวันนี้ ไม่อาจยึดถือบรรทัดฐานใดๆที่ผ่านมาได้ แต่กลับจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมา เพื่อสนองประโยชน์แห่งตนและพวกพ้อง โดยมิได้คำนึงถึงว่าได้ใช้วิธีการดังกล่าวสร้างบรรทัดฐานที่ผิดเพี้ยน ทำผิดให้เป็นถูก ครั้งแล้วครั้งเล่า ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายให้กับหลักนิติธรรมของประเทศอย่างร้ายแรง
ผมอยากเห็นการสร้างบรรทัดฐานในสังคมที่ถูกต้องตามหลักการ เพื่อให้กฎหมายนั้นยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์ และ ผดุงความยุติธรรมให้กับคนทุกกลุ่ม
พอเถอะครับสำหรับการมีสองมาตรฐาน ที่พวกเราทำอะไรก็ไม่ผิด แต่พวกเขาถึงไม่ผิดก็สร้างความผิดให้เกิดขึ้นได้
วันนี้บ้านเมืองเราผิดเพี้ยนและเลอะเทอะในความรู้สึกของพี่น้องประชาชน มามากพอแล้ว..
แม้นว่าการที่ใครจะเลือกหนทางในการกระทำหรือการเสนอความเห็นทางกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้น ก็ถือเป็นการตัดสินใจของท่าน แต่ หากไตร่ตรองให้ดี อยากให้นึกถึงผลเสียหายที่ประเทศชาติจะได้รับให้มาก..
ขออย่ารุมทำร้ายประเทศให้มากไปกว่านี้เลย..คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยวันนี้กระอักกระอ่วนหัวใจ จนสุดจะพรรณาแล้ว.
ภูมิธรรม เวชยชัย.
ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
23มกราคม 2563
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูมิธรรม เวชยชัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูมิธรรม เวชยชัย แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563
"ภูมิธรรม" ตอกรัฐบาล กดบัตรแทนกัน ทำประเทศให้ไร้มาตรฐาน
วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2562
"ภูมิธรรม" เผยทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
ทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย
ภารกิจและความรับผิดชอบของพรรคเพื่อไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เพียงต้องให้ความสำคัญกับบทบาทการต่อสู้เป็นปากเสียงให้พี่น้องประชาชนในระบบรัฐสภาเท่านั้น
หากยังมีภารกิจในการทำงานในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย เพื่อให้การคัดค้านการสืบทอดอำนาจ คสช.ภายใต้ รูปลักษณ์ ของรัฐบาลประยุทธ์ 2 สามารถสร้างแนวร่วมและการตระหนักรู้ใหม่ ที่เชื่อมโยงไปถึงปัญหาโครงสร้างประชาธิปไตยของประเทศ และการยึดครองอำนาจเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องตน การรับรู้ในคุณภาพใหม่จะมีส่วนให้เกิดการตรวจสอบจากพลังประชาชนนอกสภา เครือข่ายภาคประชาชนต่าง ๆ และทำให้อำนาจเก่าถูกสั่นคลอนแน่นอน
ในอนาคตอันใกล้ในส่วนพรรคเพื่อไทย มีภารกิจที่ต้องร่วมมือกันในหลายด้าน
ด้านแรกการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร การต่อสู้ในสภาฯครั้งนี้มีความยากลำบากกว่าเดิมเพราะกฎเกณฑ์กติกาที่บิดเบี้ยว
ดังนั้นภารกิจในการสร้างความเข้มแข็งของการทำงานในสภาฯจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น การพัฒนาระบบตรวจสอบที่เข้มข้น มีฐานข้อมูลที่ชัดเจน ผ่านการอภิปรายที่มีเหตุผล มีน้ำหนักในการนำเสนอ โดยการทำงานเป็นทีมของ สส.และผู้มีประสบการณ์ทั้งหลายจะเป็นหลักประกันว่าพรรคเพื่อไทยเข้าใจปัญหาประชาชนในเชิงลึก รับฟังประชาชนอย่างมีคุณภาพ และใส่ใจกับการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง เร่งด่วน
ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส เชื่อถือได้ในการปฏิบัติหน้าที่ ตามที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน
ด้านที่สองการสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่าย องค์กรภาคประชาชน และประชาชนที่มีหัวใจรักประชาธิปไตย
เป้าหมายการร่วมมือกันเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ส่งผลเสียหายระยะยาวของประเทศ จำเป็นต้องเดินหน้าคู่ขนานกันไปกับการทำงานในสภาฯ แต่ต้องมุ่งเป้าหมายไปที่การประสาน สร้างความเข้าใจและทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน เพื่อให้ยกระดับความเข้าใจไปสู่คุณภาพใหม่ มองเห็นการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่ในมิติกฎหมายเพียงด้านเดียว แต่เห็นครอบคลุมถึงมิติการละเมิดสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การใช้กลไกรัฐในการทำลายผู้เห็นต่างอย่างไร้คุณธรรม เลือกปฏิบัติอย่างไร้มาตรฐาน ไม่เท่าเทียม การใช้อำนาจจากรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่เพียงก่อผลกระทบต่อมิติทางการเมือง แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือกระทบต่อความเป็นธรรมทางสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ยิ่งตกต่ำ ไม่มีใครสนใจดูแลอย่างแท้จริงเป็นเวลานาน
ดังนั้น การทำงานกับเครือข่ายภาคประชาชนและประชาชนที่รักความเสมอภาค เข้าใจผลร้ายจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น จึงเป็นการระดมความคิด สร้างทางเลือกใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด ภูมิภาคและระดับชาติ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาองค์กรเหล่านี้มีการขยายตัวเติบโต แก้ปัญหาในพื้นที่ของตนอย่างสร้างสรรค์ในระดับหนึ่ง นับเป็นต้นทุนที่มีคุณค่าอยู่แล้วในการทำงานร่วมแก้ปัญหาให้ประเทศ
ดังนั้น จึงเป็นทิศทางที่พรรคเพื่อไทยต้องสร้างการมีส่วนร่วมอันจะนำไปสู่การร่วมกันยกระดับความรับรู้ใหม่ เพื่อจัดการปัญหาในระดับคุณภาพใหม่ต่อไป
ด้านที่สามการสร้างพรรคเพื่อไทยให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง
เจตนารมณ์ของพรรคเพื่อไทย คือการสร้างพรรคการเมืองนี้ให้เป็นสถาบันการเมืองที่มั่นคง เข้มแข็ง สามารถทำงานการเมืองเพื่อตอบสนองประโยชน์ของประชาชนได้อย่างต่อเนื่องระยะยาว ไม่ใช่เป็นพรรคการเมืองที่จะมีชีวิตในช่วงการเลือกตั้งและเปิดสภาฯเท่านั้น การที่พรรคการเมืองจะเข้มแข็งและอยู่ในใจประชาชนได้ต้องผ่านการพิสูจน์มาแล้วอย่างยาวนาน ร่วมทุกข์กับประชาชนและผลักดันแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างจริงจัง
พรรคการเมืองต้องไม่ใช่พรรคที่มีชีวิตชั่วครั้งคราวแต่เป็นพรรคที่ประชาชนนึกถึงและมอบความไว้วางใจให้จากรุ่นสู่รุ่น การสร้างพรรคเพื่อไทย ให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งจึงต้องให้ความสำคัญกับการทำงานของกลไกพรรคและบุคลากรทุกระดับ รวมไปถึงการทำให้ผู้แทนราษฎรในนามพรรคเพื่อไทยมีเกียรติและศักดิ์ศรีในสายตาของประชาชน ขณะเดียวกันการเร่งรัดทำงานกับประชาชน ชุมชนในพื้นที่อย่างเคารพ ยอมรับในความปรารถนาดีของกันและกัน ก็จะเป็นการสร้างพลังหล่อเลี้ยงให้พรรคเพื่อไทยมีความเข้มแข็งที่เป็นจริงเพิ่มขึ้น ผู้แทนราษฎรเองก็มีความสุขและความเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทยตลอดไป
ด้านที่สี่การสร้างฐานมวลชนที่มั่นคงและเข้มแข็ง พรรคเพื่อไทยมีต้นทุนการยอมรับจากฐานมวลชนอย่างมั่นคงมาเป็นเวลายาวนาน นับเป็นเกียรติยศที่พรรคได้รับความไว้วางใจมากขึ้น การสร้างฐานมวลชนทั้งในเมืองและชนบทมีธรรมชาติที่ต่างกัน รวมไปถึงฐานมวลชนในชุมชนสื่อสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลมากขึ้นและพร้อมจะเป็นปากเสียงของความถูกต้องชอบธรรมในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น
สถานการณ์เช่นนี้นับเป็นโอกาสการสร้างการเรียนรู้ใหม่ให้บุคลากรและกลไกทุกระดับของพรรคเพื่อไทย การขยายทิศทางการทำงานจึงเป็นการแสวงหาคุณค่าประสบการณ์จากทรัพยากรของพรรค ผู้อาวุโสมากประสบการณ์ ได้รับการยอมรับอย่างสูง สมาชิกพรรคและผู้แทนราษฎรที่ต่างมีฐานมวลชนของท่านเอง สมาชิกรุ่นใหม่ของพรรคที่อุดมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาระบบงานต่าง ๆ คุณค่าที่จะได้จากต้นทุนทุกระดับย่อมจะนำไปสู่การเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้พรรคได้ทั้งสิ้น
ทิศทางการสร้างฐานมวลชน ผู้ร่วมกำหนดนโยบาย คนทำงาน คนสื่อสาร คนลงมือปฏิบัติ จึงเป็นองคาพยพร่วมกันที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยมีความเข้มแข็ง และเป็นพรรคที่น้อมตัวรับใช้และอยู่ในใจประชาชนไปอีกนานเท่านาน
ภูมิธรรม เวชยชัย
เลขาธิการพรรคเพื่อไทย
9 มิถุนายน 2562
ทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย
ภารกิจและความรับผิดชอบของพรรคเพื่อไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เพียงต้องให้ความสำคัญกับบทบาทการต่อสู้เป็นปากเสียงให้พี่น้องประชาชนในระบบรัฐสภาเท่านั้น
หากยังมีภารกิจในการทำงานในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย เพื่อให้การคัดค้านการสืบทอดอำนาจ คสช.ภายใต้ รูปลักษณ์ ของรัฐบาลประยุทธ์ 2 สามารถสร้างแนวร่วมและการตระหนักรู้ใหม่ ที่เชื่อมโยงไปถึงปัญหาโครงสร้างประชาธิปไตยของประเทศ และการยึดครองอำนาจเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องตน การรับรู้ในคุณภาพใหม่จะมีส่วนให้เกิดการตรวจสอบจากพลังประชาชนนอกสภา เครือข่ายภาคประชาชนต่าง ๆ และทำให้อำนาจเก่าถูกสั่นคลอนแน่นอน
ในอนาคตอันใกล้ในส่วนพรรคเพื่อไทย มีภารกิจที่ต้องร่วมมือกันในหลายด้าน
ด้านแรกการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร การต่อสู้ในสภาฯครั้งนี้มีความยากลำบากกว่าเดิมเพราะกฎเกณฑ์กติกาที่บิดเบี้ยว
ดังนั้นภารกิจในการสร้างความเข้มแข็งของการทำงานในสภาฯจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น การพัฒนาระบบตรวจสอบที่เข้มข้น มีฐานข้อมูลที่ชัดเจน ผ่านการอภิปรายที่มีเหตุผล มีน้ำหนักในการนำเสนอ โดยการทำงานเป็นทีมของ สส.และผู้มีประสบการณ์ทั้งหลายจะเป็นหลักประกันว่าพรรคเพื่อไทยเข้าใจปัญหาประชาชนในเชิงลึก รับฟังประชาชนอย่างมีคุณภาพ และใส่ใจกับการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง เร่งด่วน
ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส เชื่อถือได้ในการปฏิบัติหน้าที่ ตามที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน
ด้านที่สองการสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่าย องค์กรภาคประชาชน และประชาชนที่มีหัวใจรักประชาธิปไตย
เป้าหมายการร่วมมือกันเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ส่งผลเสียหายระยะยาวของประเทศ จำเป็นต้องเดินหน้าคู่ขนานกันไปกับการทำงานในสภาฯ แต่ต้องมุ่งเป้าหมายไปที่การประสาน สร้างความเข้าใจและทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน เพื่อให้ยกระดับความเข้าใจไปสู่คุณภาพใหม่ มองเห็นการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่ในมิติกฎหมายเพียงด้านเดียว แต่เห็นครอบคลุมถึงมิติการละเมิดสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การใช้กลไกรัฐในการทำลายผู้เห็นต่างอย่างไร้คุณธรรม เลือกปฏิบัติอย่างไร้มาตรฐาน ไม่เท่าเทียม การใช้อำนาจจากรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่เพียงก่อผลกระทบต่อมิติทางการเมือง แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือกระทบต่อความเป็นธรรมทางสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ยิ่งตกต่ำ ไม่มีใครสนใจดูแลอย่างแท้จริงเป็นเวลานาน
ดังนั้น การทำงานกับเครือข่ายภาคประชาชนและประชาชนที่รักความเสมอภาค เข้าใจผลร้ายจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น จึงเป็นการระดมความคิด สร้างทางเลือกใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด ภูมิภาคและระดับชาติ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาองค์กรเหล่านี้มีการขยายตัวเติบโต แก้ปัญหาในพื้นที่ของตนอย่างสร้างสรรค์ในระดับหนึ่ง นับเป็นต้นทุนที่มีคุณค่าอยู่แล้วในการทำงานร่วมแก้ปัญหาให้ประเทศ
ดังนั้น จึงเป็นทิศทางที่พรรคเพื่อไทยต้องสร้างการมีส่วนร่วมอันจะนำไปสู่การร่วมกันยกระดับความรับรู้ใหม่ เพื่อจัดการปัญหาในระดับคุณภาพใหม่ต่อไป
ด้านที่สามการสร้างพรรคเพื่อไทยให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง
เจตนารมณ์ของพรรคเพื่อไทย คือการสร้างพรรคการเมืองนี้ให้เป็นสถาบันการเมืองที่มั่นคง เข้มแข็ง สามารถทำงานการเมืองเพื่อตอบสนองประโยชน์ของประชาชนได้อย่างต่อเนื่องระยะยาว ไม่ใช่เป็นพรรคการเมืองที่จะมีชีวิตในช่วงการเลือกตั้งและเปิดสภาฯเท่านั้น การที่พรรคการเมืองจะเข้มแข็งและอยู่ในใจประชาชนได้ต้องผ่านการพิสูจน์มาแล้วอย่างยาวนาน ร่วมทุกข์กับประชาชนและผลักดันแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างจริงจัง
พรรคการเมืองต้องไม่ใช่พรรคที่มีชีวิตชั่วครั้งคราวแต่เป็นพรรคที่ประชาชนนึกถึงและมอบความไว้วางใจให้จากรุ่นสู่รุ่น การสร้างพรรคเพื่อไทย ให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งจึงต้องให้ความสำคัญกับการทำงานของกลไกพรรคและบุคลากรทุกระดับ รวมไปถึงการทำให้ผู้แทนราษฎรในนามพรรคเพื่อไทยมีเกียรติและศักดิ์ศรีในสายตาของประชาชน ขณะเดียวกันการเร่งรัดทำงานกับประชาชน ชุมชนในพื้นที่อย่างเคารพ ยอมรับในความปรารถนาดีของกันและกัน ก็จะเป็นการสร้างพลังหล่อเลี้ยงให้พรรคเพื่อไทยมีความเข้มแข็งที่เป็นจริงเพิ่มขึ้น ผู้แทนราษฎรเองก็มีความสุขและความเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทยตลอดไป
ด้านที่สี่การสร้างฐานมวลชนที่มั่นคงและเข้มแข็ง พรรคเพื่อไทยมีต้นทุนการยอมรับจากฐานมวลชนอย่างมั่นคงมาเป็นเวลายาวนาน นับเป็นเกียรติยศที่พรรคได้รับความไว้วางใจมากขึ้น การสร้างฐานมวลชนทั้งในเมืองและชนบทมีธรรมชาติที่ต่างกัน รวมไปถึงฐานมวลชนในชุมชนสื่อสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลมากขึ้นและพร้อมจะเป็นปากเสียงของความถูกต้องชอบธรรมในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น
สถานการณ์เช่นนี้นับเป็นโอกาสการสร้างการเรียนรู้ใหม่ให้บุคลากรและกลไกทุกระดับของพรรคเพื่อไทย การขยายทิศทางการทำงานจึงเป็นการแสวงหาคุณค่าประสบการณ์จากทรัพยากรของพรรค ผู้อาวุโสมากประสบการณ์ ได้รับการยอมรับอย่างสูง สมาชิกพรรคและผู้แทนราษฎรที่ต่างมีฐานมวลชนของท่านเอง สมาชิกรุ่นใหม่ของพรรคที่อุดมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาระบบงานต่าง ๆ คุณค่าที่จะได้จากต้นทุนทุกระดับย่อมจะนำไปสู่การเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้พรรคได้ทั้งสิ้น
ทิศทางการสร้างฐานมวลชน ผู้ร่วมกำหนดนโยบาย คนทำงาน คนสื่อสาร คนลงมือปฏิบัติ จึงเป็นองคาพยพร่วมกันที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยมีความเข้มแข็ง และเป็นพรรคที่น้อมตัวรับใช้และอยู่ในใจประชาชนไปอีกนานเท่านาน
ภูมิธรรม เวชยชัย
เลขาธิการพรรคเพื่อไทย
9 มิถุนายน 2562
วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
"ภูมิธรรม" เรียกร้องทุกพรรค ผนึกกำลังแก้รัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
มาถึงวันนี้ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายคงได้ประจักษ์ถึงความบิดเบี้ยวที่พิสดารของรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นผลงานของ คสช. และพวกที่ออกแบบมาเพื่อหวังการสืบทอดอำนาจ
ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดให้ สว.ที่มาจากการแต่งตั้งมีสิทธิ์โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
วันนี้เราจึงได้เห็นลีลาทางการเมืองของพรรคฝ่ายที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจซึ่งมีพลังประชารัฐเป็นแกนนำพยายามจะจัดตั้งรัฐบาลซึ่งยังจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัวและดูเหมือนว่าการเจรจาในการจัดตั้งรัฐบาลนั้นหนทางที่จะร่วมมือกันดูจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ ทั้งนี้หากจัดตั้งรัฐบาลได้ก็จะเป็นรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพเนื่องจากเสียงในสภาที่สนับสนุนนั้นอยู่ในสภาพ”ปริ่มน้ำ”
แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นวันนี้มีข่าวว่าหากการร่วมจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จอย่างที่ผู้มีอำนาจตั้งความหวังไว้ถึงขั้นมีการกล่าวอ้างว่าอาจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้วจะยุบสภา
สภาพดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็นว่า
“การต่อรองทางการเมือง นับวันจะเป็นปัญหาที่ไม่มีวันจบสิ้นลงง่ายๆ”
จากนี้ไป……ปัญหาของประเทศ และความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจะยิ่งได้รับการเหลียวแลลดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญและจะยิ่งยากลำบากในการแสวงหาหนทางในการคลี่คลายปัญหา ……
การเมืองภายใต้กลุ่มผู้มีอำนาจกลุ่มเดิมนี้ ทำให้ปัญหาของประเทศและประชาชนที่เดือดร้อนที่กำลังต้องการการแก้ไข กลับต้องสะดุดเพราะความพยายามของพลังประชารัฐที่จะให้ อดีตนายกทำหน้าที่ต่อ……
“ประชาชนอยู่ตรงไหน” ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจและจัดสรรผลประโยชน์ของกันและกัน
หากดูผลการเลือกตั้งล่าสุด ที่เชียงใหม่ เขต 8…ซึ่งพรรคฟากฝั่งประชาธิปไตยได้คะแนนอย่างท่วมท้นถือเป็นการยืนยัน “เจตนารมณ์ของ ประชาชนที่ต้องการหลุดพ้นจากการบริหารแบบเดิมๆของพล.อ.ประยุทธและ คณะฯ”
แต่ผลการคำนวณคะแนนสัดส่วน สส ปาร์ตี้ลิสต์ จากการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นรูปธรรมที่ชี้ชัดว่า…
“ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฏกติกาพิสดารทั้งหลาย ที่สร้างความสับสนให้ประเทศ”
ผมยังอยากเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่เคยได้รับผลกระทบจากกติกาของผู้มีอำนาจมาร่วมผนึกกำลังกันเพื่อต่อรองผลประโยชน์ให้กับประชาชน…ถึงวันนี้ก็ยังไม่สาย
การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พิสดาร และการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน พรรคการเมืองที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยต้องร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ จนถึงวันนี้ หากพรรคใดจะเปลี่ยนใจก็ยังไม่สายเกินไปนะครับ....
ประชาชนรอพิสูจน์คำสัญญาที่ทุกพรรคการเมืองได้เคยประกาศไว้
อย่าให้ประชาชนผิดหวังนะครับ
มาถึงวันนี้ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายคงได้ประจักษ์ถึงความบิดเบี้ยวที่พิสดารของรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นผลงานของ คสช. และพวกที่ออกแบบมาเพื่อหวังการสืบทอดอำนาจ
ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดให้ สว.ที่มาจากการแต่งตั้งมีสิทธิ์โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
วันนี้เราจึงได้เห็นลีลาทางการเมืองของพรรคฝ่ายที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจซึ่งมีพลังประชารัฐเป็นแกนนำพยายามจะจัดตั้งรัฐบาลซึ่งยังจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัวและดูเหมือนว่าการเจรจาในการจัดตั้งรัฐบาลนั้นหนทางที่จะร่วมมือกันดูจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ ทั้งนี้หากจัดตั้งรัฐบาลได้ก็จะเป็นรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพเนื่องจากเสียงในสภาที่สนับสนุนนั้นอยู่ในสภาพ”ปริ่มน้ำ”
แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นวันนี้มีข่าวว่าหากการร่วมจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จอย่างที่ผู้มีอำนาจตั้งความหวังไว้ถึงขั้นมีการกล่าวอ้างว่าอาจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้วจะยุบสภา
สภาพดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็นว่า
“การต่อรองทางการเมือง นับวันจะเป็นปัญหาที่ไม่มีวันจบสิ้นลงง่ายๆ”
จากนี้ไป……ปัญหาของประเทศ และความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจะยิ่งได้รับการเหลียวแลลดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญและจะยิ่งยากลำบากในการแสวงหาหนทางในการคลี่คลายปัญหา ……
การเมืองภายใต้กลุ่มผู้มีอำนาจกลุ่มเดิมนี้ ทำให้ปัญหาของประเทศและประชาชนที่เดือดร้อนที่กำลังต้องการการแก้ไข กลับต้องสะดุดเพราะความพยายามของพลังประชารัฐที่จะให้ อดีตนายกทำหน้าที่ต่อ……
“ประชาชนอยู่ตรงไหน” ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจและจัดสรรผลประโยชน์ของกันและกัน
หากดูผลการเลือกตั้งล่าสุด ที่เชียงใหม่ เขต 8…ซึ่งพรรคฟากฝั่งประชาธิปไตยได้คะแนนอย่างท่วมท้นถือเป็นการยืนยัน “เจตนารมณ์ของ ประชาชนที่ต้องการหลุดพ้นจากการบริหารแบบเดิมๆของพล.อ.ประยุทธและ คณะฯ”
แต่ผลการคำนวณคะแนนสัดส่วน สส ปาร์ตี้ลิสต์ จากการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นรูปธรรมที่ชี้ชัดว่า…
“ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฏกติกาพิสดารทั้งหลาย ที่สร้างความสับสนให้ประเทศ”
ผมยังอยากเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่เคยได้รับผลกระทบจากกติกาของผู้มีอำนาจมาร่วมผนึกกำลังกันเพื่อต่อรองผลประโยชน์ให้กับประชาชน…ถึงวันนี้ก็ยังไม่สาย
การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พิสดาร และการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน พรรคการเมืองที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยต้องร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ จนถึงวันนี้ หากพรรคใดจะเปลี่ยนใจก็ยังไม่สายเกินไปนะครับ....
ประชาชนรอพิสูจน์คำสัญญาที่ทุกพรรคการเมืองได้เคยประกาศไว้
อย่าให้ประชาชนผิดหวังนะครับ
วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
"ภูมิธรรม" มั่นใจ ฝ่ายประชาธิปไตยยังมั่นคง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยยังมั่นคง....เดินหน้า ร่วมเป็นแกนนำในการผ่าทางตันประเทศ
“หยุดการสืบทอดอำนาจ หยุดพล.อ.ประยุทธ ส่งคสช.กลับบ้าน มุ่งรักษาประชาธิปไตย ขอทุกฝ่ายเปิดใจกว้าง ทำหน้าที่เพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่ความเป็นปกติโดยเร็ว”
วันนี้ กลุ่มอำนาจเดิม ยังพยายามใช้ทุกช่องทาง เพื่อผลักดันให้ตัวเอง สามารถสืบทอดอำนาจอยู่ต่อไป โดยไม่สนใจหลักการหรือแนวปฎิบัติที่ถูกต้องใดๆ
การกระทำเช่นนี้ กลับยิ่งเป็นการ”สร้างทางตัน”ให้กับการหาทางออกของประเทศ และมีผลต่อการ “ทำลายความเชื่อมั่น” ที่ฝ่ายต่างๆทั้งในและนอกประเทศตั้งความหวังไว้ รวมทั้งปิดทางในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้ความสุขและความอยู่ดีกินดีของประชาชนถูกเหยียบจมไว้ภายใต้การมุ่งเอาชนะเพื่อครอบครองอำนาจต่อไป
ปัญหาเรื่อง “ความชอบธรรม” ของรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ
ความพยายามที่จะได้มาซึ่งอำนาจ ด้วยวิธีการนอกระบบ นอกหลักการ นอกกลไกทางการเมืองปกติ…ที่พยายามแฝงและแทรกเข้ามาในระบบเลือกตั้งปัจจุบัน ล้วนสร้างปัญหาที่ไม่รู้จบและยิ่งเกิดหน่อความขัดแย้งใหม่ๆในอนาคต ยากจะคลี่คลายลงได้ง่ายๆ
5 ปี ภายใต้การบริหารประเทศและความรับผิดชอบของกลุ่มผู้มีอำนาจปัจจุบัน ที่เต็มเปี่ยมด้วยกลไกคุมเข้มและครอบงำแบบเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดนั้นได้พิสูจน์ให้ทุกฝ่ายเห็นแล้วว่าไม่สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของประเทศได้สำเร็จ
ทั้งนี้เพราะความเชื่อมั่นไม่เกิด การแก้ไขปัญหาทั้งปวงไม่สำเร็จ การเมืองยังคงเดินหน้าไปอย่างไร้เสถียรภาพ รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นไม่มีวันทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ และไม่มีทางมีศักยภาพ ในการรับมือกับวิกฤติต่างๆ รวมทั้งวิกฤติโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัญหาวิกฤติที่กระหน่ำใส่ประชาชนทุกด้าน ยังไม่เห็นหนทางคลี่คลาย ทำให้ ……”สภาชุดนี้จะเป็นสภาที่อายุสั้นมาก”
ภายใต้ สถานการณ์ที่วิกฤตินี้ ทุกพรรคทุกฝ่าย ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะฝ่ายที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย รวมทั้งประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยต้องมุ่งมั่นต่อสู้กับอำนาจอธรรมอย่างหนักแน่นและใจกว้าง พร้อมที่จะดึงความร่วมมือให้กว้างขวางที่สุด แสวงหาแนวทางที่หลากหลายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ขัดขวางการสืบทอดอำนาจ คสช. มุ่งรื้อระบบและกลไกอธรรมที่ทำร้ายใส่ไคล้กัน แสวงหามิตรภาพเพื่อร่วมมือกันเดินหน้าด้วยใจนิ่งและหนัก เพื่อการเดินทางที่ไปให้ไกลมากกว่าเดิม
วันนี้……กลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ยังไม่ได้หยุด ยังไม่จบการเดินทาง ทุกพรรคการเมืองยังมุ่งมั่นและเดินหน้าประสานแลกเปลี่ยน หามุมมองใหม่ๆ จากทุกฝ่าย
เราเห็นทางเลือกพร้อมความหวังในทุกการพูดคุย ตลอดเวลา ผมยืนยันว่าการทำงานร่วมกันยังคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี……แม้ฝ่าย”กลุ่มผู้มีอำนาจเดิม” จะพยายามออกมาพูดว่า ทุกเรื่องคืบหน้าและจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่ท่าทีเช่นนั้นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกตนว่า กำลังจะเป็นรัฐบาลเพียงเพื่อหวังการโฆษณา ชวนเชื่อและคิดว่าหากทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าพวกเขากระทำการเข้าสู่อำนาจได้สำเร็จ จะลดแรงเสียดทานและยุติการขัดขวางการสืบทอดอำนาจของพวกเขาได้
ผมยืนยัน ว่าพวกเรายังมีความมั่นคง มั่นใจเดินหน้าทำสิ่งที่เราเชื่อมั่นต่อไป และเรายังมีความหวัง ว่าเราจะชนะในเวทีของสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งผลแพ้ชนะจะรู้ชัดในวันที่เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่จะมาถึงในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้
พลังประชาธิปไตยและความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เป็นเป้าหมายที่เราเชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิมแน่นอน
“ถึงเวลา เคารพเสียงของประชาชน”
ภูมิธรรม เวชยชัย
เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย
19 พฤษภาคม 2562
พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยยังมั่นคง....เดินหน้า ร่วมเป็นแกนนำในการผ่าทางตันประเทศ
“หยุดการสืบทอดอำนาจ หยุดพล.อ.ประยุทธ ส่งคสช.กลับบ้าน มุ่งรักษาประชาธิปไตย ขอทุกฝ่ายเปิดใจกว้าง ทำหน้าที่เพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่ความเป็นปกติโดยเร็ว”
วันนี้ กลุ่มอำนาจเดิม ยังพยายามใช้ทุกช่องทาง เพื่อผลักดันให้ตัวเอง สามารถสืบทอดอำนาจอยู่ต่อไป โดยไม่สนใจหลักการหรือแนวปฎิบัติที่ถูกต้องใดๆ
การกระทำเช่นนี้ กลับยิ่งเป็นการ”สร้างทางตัน”ให้กับการหาทางออกของประเทศ และมีผลต่อการ “ทำลายความเชื่อมั่น” ที่ฝ่ายต่างๆทั้งในและนอกประเทศตั้งความหวังไว้ รวมทั้งปิดทางในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้ความสุขและความอยู่ดีกินดีของประชาชนถูกเหยียบจมไว้ภายใต้การมุ่งเอาชนะเพื่อครอบครองอำนาจต่อไป
ปัญหาเรื่อง “ความชอบธรรม” ของรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ
ความพยายามที่จะได้มาซึ่งอำนาจ ด้วยวิธีการนอกระบบ นอกหลักการ นอกกลไกทางการเมืองปกติ…ที่พยายามแฝงและแทรกเข้ามาในระบบเลือกตั้งปัจจุบัน ล้วนสร้างปัญหาที่ไม่รู้จบและยิ่งเกิดหน่อความขัดแย้งใหม่ๆในอนาคต ยากจะคลี่คลายลงได้ง่ายๆ
5 ปี ภายใต้การบริหารประเทศและความรับผิดชอบของกลุ่มผู้มีอำนาจปัจจุบัน ที่เต็มเปี่ยมด้วยกลไกคุมเข้มและครอบงำแบบเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดนั้นได้พิสูจน์ให้ทุกฝ่ายเห็นแล้วว่าไม่สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของประเทศได้สำเร็จ
ทั้งนี้เพราะความเชื่อมั่นไม่เกิด การแก้ไขปัญหาทั้งปวงไม่สำเร็จ การเมืองยังคงเดินหน้าไปอย่างไร้เสถียรภาพ รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นไม่มีวันทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ และไม่มีทางมีศักยภาพ ในการรับมือกับวิกฤติต่างๆ รวมทั้งวิกฤติโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัญหาวิกฤติที่กระหน่ำใส่ประชาชนทุกด้าน ยังไม่เห็นหนทางคลี่คลาย ทำให้ ……”สภาชุดนี้จะเป็นสภาที่อายุสั้นมาก”
ภายใต้ สถานการณ์ที่วิกฤตินี้ ทุกพรรคทุกฝ่าย ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะฝ่ายที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย รวมทั้งประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยต้องมุ่งมั่นต่อสู้กับอำนาจอธรรมอย่างหนักแน่นและใจกว้าง พร้อมที่จะดึงความร่วมมือให้กว้างขวางที่สุด แสวงหาแนวทางที่หลากหลายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ขัดขวางการสืบทอดอำนาจ คสช. มุ่งรื้อระบบและกลไกอธรรมที่ทำร้ายใส่ไคล้กัน แสวงหามิตรภาพเพื่อร่วมมือกันเดินหน้าด้วยใจนิ่งและหนัก เพื่อการเดินทางที่ไปให้ไกลมากกว่าเดิม
วันนี้……กลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ยังไม่ได้หยุด ยังไม่จบการเดินทาง ทุกพรรคการเมืองยังมุ่งมั่นและเดินหน้าประสานแลกเปลี่ยน หามุมมองใหม่ๆ จากทุกฝ่าย
เราเห็นทางเลือกพร้อมความหวังในทุกการพูดคุย ตลอดเวลา ผมยืนยันว่าการทำงานร่วมกันยังคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี……แม้ฝ่าย”กลุ่มผู้มีอำนาจเดิม” จะพยายามออกมาพูดว่า ทุกเรื่องคืบหน้าและจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่ท่าทีเช่นนั้นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกตนว่า กำลังจะเป็นรัฐบาลเพียงเพื่อหวังการโฆษณา ชวนเชื่อและคิดว่าหากทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าพวกเขากระทำการเข้าสู่อำนาจได้สำเร็จ จะลดแรงเสียดทานและยุติการขัดขวางการสืบทอดอำนาจของพวกเขาได้
ผมยืนยัน ว่าพวกเรายังมีความมั่นคง มั่นใจเดินหน้าทำสิ่งที่เราเชื่อมั่นต่อไป และเรายังมีความหวัง ว่าเราจะชนะในเวทีของสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งผลแพ้ชนะจะรู้ชัดในวันที่เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่จะมาถึงในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้
พลังประชาธิปไตยและความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เป็นเป้าหมายที่เราเชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิมแน่นอน
“ถึงเวลา เคารพเสียงของประชาชน”
ภูมิธรรม เวชยชัย
เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย
19 พฤษภาคม 2562
วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
"ภูมิธรรม" ชี้สังคมตั้งคำถาม รายชื่อ ส.ว.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
5 คำถามที่สังคมอยากฟังคำตอบเมื่อเห็นรายชื่อ ส.ว.
เมื่อเห็นรายชื่อ ส.ว. ซึ่งจะมาทำหน้าที่สำคัญมากประการหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ คือการมีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้ผมต้องตั้งคำถามสำคัญต่อผู้มีอำนาจดังนี้
1.งบประมาณ 1,300 ล้านที่ใช้ในกระบวนการเพื่อให้ได้ ส.ว. จำนวน 250 คนนั้น เอาไปทำอะไรบ้างถึงได้ใช้งบประมาณมากมายขนาดนั้น ทั้งที่ ส.ว.ที่ประกาศออกมาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับ คณะคสช.และรัฐบาล แทบทั้งสิ้น
2.ตามรัฐธรรมนูญได้ระบุกระบวนการขั้นตอนในการคัดสรร ส.ว. เอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมาตรา 269 (1) กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่งซึ่ง คสช.แต่งตั้งจากผู้คุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ และมีความเป็นกลางทางการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกินสิบสองคน มีหน้าที่ดำเนินการสรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ในทางปฏิบัติสังคมกลับมองไม่เห็นขั้นตอนดังกล่าว มีแต่ความคลุมเครือไม่ชัดเจน ไม่เคยมีคำตอบใดๆจากผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวข้อง ราวกับเป็นการเลือกสรรกันอยู่ในแดนสนธยา
3.วันนี้รายชื่อ สว. ประกาศรายชื่อออกมาแล้ว แต่สังคมไม่เคยรับรู้ว่า นอกจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เป็นประธานกรรมการสรรหาแล้ว มีใครเป็นคณะกรรมการสรรหาบ้าง ทั้งที่ควรต้องมีความโปร่งใสชัดเจนว่าคณะกรรมการสรรหานั้น ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีความเป็นกลางทางการเมือง ...แต่เราไม่เคยได้รับความกระจ่างชัดในคำถามข้อนี้เลย
4.สำคัญที่สุดคือ ส.ว.ชุดนี้ขาดความหลากหลายของกลุ่มอาชีพ เนื่องจากมีรายชื่อของบุคคลที่เป็นทหาร ตำรวจ ทั้งในและนอกราชการถึงกว่า 100 คน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะมีความเข้าใจในสภาพปัญหาและความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร?
5.ในอดีตเคยวิพากษ์วิจารณ์ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งว่าเป็น สภาผัวเมีย แต่วันนี้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งจาก คสช. กลายเป็นสภาเครือข่ายเพื่อนพ้องน้องพี่ ซึ่งแต่งตั้งให้มาเลือกผู้มีอำนาจคนเดิมกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสืบทอดอำนาจอีกครั้ง แทนที่จะเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากความต้องการของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งมีผลที่ชัดเจนจากการเลือกตั้ง
คำถามทั้งหมดนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนในสังคมไทยอยากได้ยินคำตอบที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเคารพและเห็นความสำคัญของสิทธิ์และเสียงของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
ภูมิธรรม เวชยชัย
เลขาธิการพรรคเพื่อไทย
14 พ.ค.2562
วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561
"ภูมิธรรม" เผย เพื่อไทยพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวกับสื่อมวลชนว่า "พรรคการเมืองทุกพรรคมีสถานะทางกฎหมายของตัวเอง ต้องทำหน้าที่และแสดงจุดยืนเป็นของตนเองเพื่อให้สมาชิกพรรคมั่นใจและต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ จึงไม่มีพรรคการเมืองใดจะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นพรรคเดียว พรรคการเมืองจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วใหญ่ คือ พรรคที่เอาประชาธิปไตย กับ พรรคที่เอาเผด็จการ สมาชิกพรรคเพื่อไทย สามารถเลือกได้ว่าจะอยู่ในจุดยืนใด และไม่ว่าทุกคนจะตัดสินใจอย่างไรสุดท้ายประชาชนจะเป็นผู้เลือกเอง ตอนนี้ยังไม่มีประเด็นใดที่ทำผิดกฎหมายที่จะเข้าข่ายทำให้พรรคเพื่อไทยถูกยุบ พรรคเพื่อไทยพร้อมจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งที่จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย และเมื่อเข้าสู่ตำแหน่งจะมีการแก้กติกาที่ไม่เห็นด้วยต่อไปในอนาคต"
วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
"เพื่อไทย" ยินดีหมู่ป่ากลับบ้าน ขอบคุณทุกฝ่ายสามัคคีชนะอุปสรรค
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง กับความสำเร็จ ในภารกิจการนำหมูป่าทั้ง13คนกลับสู่อ้อมอกของครอบครัวด้วยความปลอดภัย ถือเป็นช่วงเวลา ที่น่ายินดียิ่งของคนไทยและชาวโลกทุกคน ที่เฝ้าติดตามภารกิจดังกล่าวนี้ด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยยิ่ง และขอแสดงความยินดีกับครอบครัว หมูป่าทั้ง 13 ชีวิต
ขอบคุณทุกกำลังใจ ทุกความสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่ทำให้ภารกิจสำคัญ… ”นำหมูป่ากลับบ้าน” สำเร็จลุล่วงไปอย่างงดงาม ถือเป็นช่วงเวลา ที่น่ายินดียิ่งของคนไทยและชาวโลกทุกคน ที่ช่วยกันทำหน้าที่ประสานงานร่วมมือกันทุกฝ่ายอย่างดีเลิศในการทำให้ภารกิจต่างๆลุล่วง ไม่ว่าจะมีอุปสรรค ความยากลำบากมากเพียงใด
ความมีสติ สามัคคี สปิริตในการทำงานเป็นทีมรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนและผู้อื่น ความมุ่งมั่น ความรัก-ศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ ความเสียสละ ความสนับสนุนจากเพื่อนมนุษย์ ภาวะผู้นำของผอ.เหตุการณ์…คือปัจจัยสำคัญสำคัญที่ทำให้ภารกิจ ”พาหมูป่ากลับบ้าน” ประสบความสำเร็จ
วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
"เพื่อไทย" ขอบคุณทุกหน่วยงาน สามัคคีคือพลังช่วยเหลือทีมหมูป่า
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
"ขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณทีมงานจากทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร รวมถึงจิตอาสาทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ร่วมแรงร่วมใจ เสียสละทำงานด้วยความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค จนกระทั่งได้เจอน้องๆและโค้ชทีมหมูป่าในที่สุด การทำงานร่วมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของความสามัคคี พลังแห่งความศรัทธาที่มีให้กัน ขอให้น้องๆ ทุกคนได้ออกจากถ้ำอย่างปลอดภัย เพื่อกลับคืนสู่อ้อมกอดของพ่อแม่และครอบครัวด้วยครับ"
นายภูมิธรรม เวชยชัย
3 กรกฎาคม 2561
วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561
"เพื่อไทย" ยืนยันสมาชิกคึกคัก ภูมิธรรม ชี้ "เราอยู่ได้เพราะประชาชน"
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย ว่า บรรยากาศการเปิดให้ยืนยันสมาชิกพรรคเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนเดินทางมายื่นเอกสารยืนยันสมาชิกพรรคเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีแกนนำของพรรคเดินทางมาต้อนรับและทักทายกับประชาชน โดยทางพรรรคเพื่อไทย ได้เปิดให้ห้องสมุดทักษิณ ชินวัตร บริเวณชั้น 1 เป็นพื้นที่สำหรับการลงทะเบียน รวมถึงมีการเปิดใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ในการติดตามข่าวสารของพรรคเพื่อไทย ผ่านไลน์ Line: @PheuThaiParty ด้วย
ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวต้อนรับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่เดินทางมายืนยันสมาชิกที่สำนักงานใหญ่ พรรคเพื่อไทย ว่า "ขอยินดีต้อนรับทุกท่าน สมาชิกพรรคถือเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย เราผ่านร้อนหนาวมากว่า 10 ปี จนถึงวันนี้ก็ยังยืนอยู่อย่างมั่นคง แข็งแรง ยึดมั่นในสิ่งที่เราคิด ในสิ่งที่เราทำ และที่เรายืนอยู่ได้วันนี้เพราะความโอบอุ้มจากประชาชนทุกท่าน สิ่งสำคัญที่สุดที่ถือเป็นพันธสัญญาทางใจ เราต้องยึดมั่นและจะไม่ทำอะไรที่ทรยศต่อประชาชนจะทำตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนซึ่งท่านสบายใจได้ แม้วันนี้ที่ผู้นำของเราหลายไม่มีโอกาสได้อยู่ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง พวกเราที่ยังอยู่ก็ยังยึดมั่นและจะทำให้อุดมการณ์ความฝันของประชาชนและอุดมการณ์ที่เราเคยยึดมั่นให้ปรากฏเป็นจริงให้ได้ ประชาธิปไตยต้องเกิดขึ้นในสังคมไทย ระบบประชาธิปไตยที่ดึงการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนเท่านั้นถึงเป็นต้นทุนสำคัญที่จะผลักดันและแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้"
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561
รวมพล! "ภูมิธรรม" เชิญยืนยันสมาชิกพรรค-สงกรานต์เพื่อไทย 4 เมษายน
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
คำแถลงของรักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กรณีการจัดให้มีการยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย
อีก 5 - 6 วัน ก็จะถึงช่วงวาระที่ผู้มีอำนาจ เริ่มกระบวนการที่จะรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองเดิม ทุกพรรค โดยวิธีการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่ง คสชที่ 53/2560 ที่ผู้มีอำนาจมีเจตนาให้พรรคการเมืองเดิมทุกพรรคและสมาชิกพรรค ต้องดำเนินการหลายประการ ภายในระยะเวลาที่กำหนด
หากทำมิได้ตามเงื่อนไข อาจพ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองเดิม อาจต้องเผชิญชะตากรรมต้องยุบเลิก หรือมิฉะนั้นก็อาจไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งพอจะสรุปสิ่งที่สมาชิกพรรคและพรรคการเมืองเดิม ต้องดำเนินการ จากคำสั่ง คสชที่ 53/2560 พอสังเขปได้ดังนี้
1. การกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมือง มีหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคต่อหัวหน้าพรรคในระหว่างวันที่ 1 - 30 เม.ย.2561 พร้อมทั้งแสดงหลักฐานยืนยันการมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และต้องชำระเงินค่าบำรุงพรรคการเมือง โดยสมาชิกต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว มิฉะนั้นให้หมดจากสมาชิกภาพ
ข้อกำหนดดังกล่าว นับได้ว่าสร้างภาระและความยุ่งยากแก่สมาชิกพรรคการเมือง และเป็นที่คาดหมายว่าสมาชิกพรรคการเมืองเดิมจะขาดหาย พ้นสมาชิกภาพเป็นจำนวนมาก
2. พรรคต้องจัดให้มีทุนประเดิม จำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2561
3. พรรคต้องจัดให้สมาชิกพรรค ซึ่งมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด จำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคสำหรับปี 2561 ภายใน 180 วันนับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2561 มิฉะนั้นจะไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในครั้งแรกได้
4. คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ได้ยุบเลิกสาขาพรรคการเมืองทั้งหมดของทุกพรรค โดยต้องดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคขึ้นใหม่ ภายในกำหนดเวลา 90 วันนับแต่วันที่มีการยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ซึ่งถือว่าขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เรียกกันว่าจะต้องปลดล็อคให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้เสียก่อน
คำสั่งที่ 53/2560 บังคับให้พรรคการเมืองจัดตั้งสาขาให้ได้ครบทั้ง 4 ภาค อย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา การจัดตั้งสาขาจะต้องมีสมาชิกในสาขานั้นๆ ไม่ต่ำกว่า 500คน และหากไม่สามารถจัดตั้งสาขาได้ตามที่กล่าวมา พรรคการเมืองนั้นๆ จะไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้
ตามที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า...
หากพรรคการเมืองเดิมที่ประสงค์จะเข้าร่วมในเวทีการแข่งขัน จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่จะเกิดขึ้นได้ พรรคการเมืองเดิมจะมีภาระหน้าที่ต้องดำเนินการหลายประการ บางกรณียังต้องรอจนกว่าจะมีการปลดล็อคยกเลิกคำสั่ง คสช. เพื่อให้พรรคการเมืองเดิมทุกพรรคสามารถจัดทำให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และยังมีภารกิจอีกมากมายที่ต้องเตรียมการในการดำเนินการให้มีสมาชิกพรรคทั่วทุกเขตเลือกตั้ง หากประสงค์จะส่งผู้สมัครเพื่อรองรับการจัดทำไพรมารี
ดังนั้น หากพิจารณาตามเงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า การที่พรรคการเมืองเชิญชวนสมาชิกพรรคการเมือง / นักการเมืองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามกฎหมายทุกท่าน มาแสดงตัวที่พรรคเพื่อยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคต่อหัวหน้าพรรค ล้วนเป็นเรื่องที่ทุกพรรคการเมืองต้องปฏิบัติตามเงื่อนเวลาที่กำหนดทั้งสิ้น เป็นการดำเนินตามที่กฎหมายกำหนดบังคับไว้ให้ดำเนินการ หากไม่ทำ พรรคการเมืองและสมาชิกพรรคจะเสียหาย จึงหาใช่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หรือมิใช่เป็นการเช็คชื่อในความหมายทางการเมืองที่เข้าใจกันแต่ประการใด
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง เดือน เม.ย.นี้เป็นช่วงที่ตรงกับเทศกาลสงกรานต์ ตามประเพณีอันดีงามของไทยแต่โบราณ จะมีการรดน้ำเพื่อขอพรผู้อาวุโสที่เป็นที่เคารพรักของทุกครอบครัว พรรคเพื่อไทยมีการดำเนินการตามประเพณีเช่นนี้มาเป็นปกติทุกปี
และเพื่อมิให้กระทบช่วงเวลาที่สมาชิกพรรคแต่ละท่านจะไปร่วมงานประเพณีตามภูมิลำเนาของตน จึงถือโอกาสนี้ กำหนดให้วันพุธที่ 4 เม.ย.2561 เป็นวันที่จะนัดพบกันเพื่อรดน้ำขอพรผู้อาวุโสของพรรค พร้อมๆ กับการเปิดดำเนินการให้มีการยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคในคราวเดียวกัน ตั้งแต่ 09.00 น.เป็นต้นไป และเปิดทำการให้มีการยืนยันความเป็นสมาชิกต่อเนื่องกันไปในช่วงเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ระหว่าง 1 – 30 เม.ย.2561
อย่างไรก็ดีเมื่อพ้นวันที่ 30 เมษายน 2561 หากสมาชิกท่านใดมิได้มายืนยันความเป็นสมาชิกและคุณสมบัติของตนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ก็จะพ้นจากความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยทันทีโดยอัตโนมัติ
อนึ่ง มีประเด็นที่มีความสำคัญยิ่งอีกประเด็นหนึ่งคือ ผมไม่เห็นเหตุผลใดที่ “คสช”และผู้มีอำนาจในปัจจุบัน จะยังไม่ยอมปลดล็อคพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคได้เตรียมการให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายตามภารกิจที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้น เว้นเสียแต่รัฐบาล หรือผู้มีอำนาจในปัจจุบันจะมีเจตนาแอบแฝงเพื่อหวังสร้างความยุ่งยากให้พรรคการเมืองเดิม และหวังที่จะตระเตรียมสร้างเงื่อนไขให้ตนหรือพรรคพวกของตนได้รับประโยชน์จากความยุ่งยากดังกล่าว เพียงเพื่อต้องการที่จะหาโอกาสที่จะสืบทอดอำนาจต่อไป
จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน และขอเรียกร้อง ให้ “คสช”และผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รีบปลดล็อคพรรคการเมืองและดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต่อไป
ภูมิธรรม เวชยชัย
รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย
26 มีนาคม 2561
วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
"ภูมิธรรม" แถลงพบอดีตนายกฯเป็นเรื่องปกติ-แจงข่าวเปลี่ยนผู้นำพรรคไม่มีมูล
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เผยแพร่ คำแถลงจากเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โดยมีเนื้อหาดังนี้
คำแถลงจากเลขาธิการพรรคเพื่อไทย
จากกระแสข่าวการเดินทางไปพบอดีตนายกฯ ของสมาชิกพรรคเพื่อไทย และการแสดงความเห็นของบางท่านต่อกรณีดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่อาจมีนัยทางการเมืองหรืออาจเป็นปัญหาทางการเมืองนั้น
ผมขอเสนอความเห็นว่า การพบปะเยี่ยมเยียนบุคคลอันเป็นที่เคารพรักของตนในช่วงเวลาสำคัญๆ ตามประเพณีบางครั้ง หากจะมีและเกิดขึ้นจริงตามที่เป็นข่าวนั้น ย่อมถือเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคแต่ละท่าน ที่มีความระลึกถึงและปรารถนาจะพบกับอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพรักของตน เป็นการแสดงออกอย่างเปิดเผย บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่มนุษย์พึงมีต่อมนุษย์ และเป็นการแสดงความเคารพนับถือตามวัฒนธรรมที่ถือปฏิบัติกันต่อมาโดยตลอด ดังเช่นในช่วงเวลาสำคัญที่เป็นเทศกาลปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีน ต้องถือเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่ได้มีนัยสำคัญทางการเมืองใดๆ แต่การแสดงออกเช่นนี้กลับถูกนำมาเป็นเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อลิดรอนหรือตัดตอนพรรคการเมืองที่เห็นต่างเหมือนในหลายกรณีที่พรรคเพื่อไทยได้เคยถูกกระทำมาแล้ว
พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล มีหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรค ซึ่งทุกท่านล้วนเป็นตัวแทนของพรรคที่ได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกพรรคตามกระบวนการทางกฎหมายและเป็นไปตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย คณะกรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและคณะกรรมการบริหารแต่ละชุดจึงถือเป็นผู้แทนพรรคการเมืองอย่างถูกต้องและชอบธรรมทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย การตัดสินใจสำคัญใดๆ ของพรรคเพื่อไทย ล้วนดำเนินการและเกิดขึ้นโดยอาศัยกระบวนการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารอย่างมีระบบและแบบแผน อำนาจการตัดสินใจใดๆ ของคณะผู้บริหารพรรค จำเป็นต้องรับฟังความเห็นจากสาขาพรรค จากที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค และที่สำคัญต้องอยู่บนพื้นฐานการรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวางจากสมาชิกพรรค รวมถึงความต้องการของประชาชน ที่จะเป็นฝ่ายเสนอและตรวจสอบการดำเนินการตามระบบของพรรค จึงไม่สามารถที่จะมีการบงการ สั่งการ หรือโน้มน้าวใดๆ จากปัจเจกบุคคลตามที่ถูกนำมากล่าวอ้างได้ การนำประเด็นความห่วงใยมาบอกกล่าวต่อกันก็เป็นการสื่อสารเชิงบวกที่ผู้ใหญ่มีต่อบุคคลนั้นๆ ด้วยความปรารถนาดี มิใช่การสั่งการ ควบคุม กำหนดเงื่อนไขทางการเมืองต่อพรรค การนำประเด็นดังกล่าวนี้ไปสร้างเป็นเงื่อนไขในการยุบพรรค จึงเป็นบทละครเดิมๆ ที่ถูกนำมาใช้อย่างสม่ำเสมอ ในอีกด้านหนึ่งก็คือ การแสดงออกถึงความวิตกกังวลของอำนาจตนที่กำลังคลอนแคลนในปัจจุบัน จนต้องพยายามหาเหตุกลั่นแกล้ง ทำลายหรือกำจัดผู้มีความเห็นแตกต่างทางการเมืองกับฝ่ายตน ซึ่งผู้ที่รักความเป็นธรรมในสังคมต่างเข้าใจและประจักษ์ชัดกลเกมนี้อยู่แล้ว
ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ซึ่งกิจกรรมทางการเมืองโดยเฉพาะเรื่องการคัดเลือกตัวผู้สมัคร รวมถึงผู้นำพรรค เป็นสิ่งที่ไม่สามารถดำเนินการให้เกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน เพราะพรรคยังไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ได้ ฉะนั้นกระแสข่าวที่พูดถึงการจัดวางตัวผู้สมัครและผู้นำพรรคจึงไม่มีมูลความจริงทั้งสิ้น
ผมในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันอย่างหนักแน่นอีกครั้งหนึ่ง ในกรอบการดำเนินการทางการเมืองของพรรคดังกล่าวข้างต้น และพรรคได้มีการสื่อสารต่อท่านสมาชิกพรรคให้ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นอันจะนำไปสู่การเข้าใจผิด และเกิดการตีความที่ทำให้ผู้ที่ไม่ปรารถนาดีต่อพรรคหยิบยกมาเป็นประเด็นการสร้างความเข้าใจผิดและกล่าวหาโจมตีพรรคได้
ผมขอเรียกร้องให้ยุติการกล่าวร้ายและการสร้างความเข้าใจผิดต่อพรรคเพื่อไทย และขอใช้พื้นที่ผ่านสื่อมวลชนแลกเปลี่ยนกับทุกฝ่าย เพื่อขอให้เราช่วยกันใช้ช่วงเวลาดังกล่าวอำนวยให้เกิดความสามัคคีและการสร้างประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่พี่น้องประชาชน น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในยามนี้
ภูมิธรรม เวชยชัย
เลขาธิการพรรคเพื่อไทย
22 กุมภาพันธ์ 2561
วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560
"ภูมิธรรม" แนะคืนอำนาจประชาชน หวังสังคมมีอนาคต
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
คำถาม: ถึงผู้มีอำนาจในสังคม
1. ที่กล่าวว่า...ไม่อยากยึดถือประชาธิปไตยตามหลักสากล แต่ขอเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆของเราเองหมายความว่าต้องการประชาธิปไตยที่ไม่ต้องยึดหลักนิติธรรม แต่ให้ยึดดุลพินิจของผู้มีอำนาจเป็นสำคัญ ใช่หรือไม่? และ ดุลพินิจ แปลว่าอำเภอใจของผู้มีอำนาจใช่หรือไม่?
2. ถ้าบุคคลใดยึด “หลักตน เหนือหลักการในรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย”...ใช้อำนาจของตนอย่างไม่มีขอบเขต ทั้งที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดกำกับและควบคุมอยู่ ถือเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่?
3. เมื่อตอนเข้ามาสู่อำนาจใหม่ๆ ผู้มีอำนาจทั้งหลายสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน” จะเร่งรีบเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม และจะรีบคืนประชาธิปไตยโดยเร็ว
นี่เกือบ 4 ปีมาแล้วนานพอหรือยัง?...แล้วที่มีการวางกฎกติกาต่างๆ ไม่ว่าจะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, กลไก ส.ว. 250 คน หรือการจัดวางคนลงไปในองค์กรอิสระต่างๆ และต่ออายุหลายองค์กร แต่กลับพบว่าคุณสมบัติของคนเหล่านั้นขัดต่อหลักกฎหมายที่บัญญัติขึ้น หลายคนเข้าใจว่า เป็นการจัดวางพวกพ้อง เพื่อคอยเอื้อต่อเป้าหมายที่ต้องการใช่หรือไม่?
4. การดำเนินการเพื่อผลักดันให้เกิดสิ่งต่างๆโดยขัดหรือละเมิดหลักการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย จนหลายคนรู้สึกได้ว่าเกิดความเสียหายต่อประเทศมากมาย มีการทำลายหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ทำลายหลักนิติธรรมของประเทศทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน และไม่เคารพสิทธิ เสรีภาพของสมาชิกพรรคการเมือง ถือเป็นการกระทำที่มุ่งทำเพื่อตัวเองและพวกพ้องของตน เพื่อสร้างอุปสรรคและวางกับดักในการขจัดคู่แข่งขันทางการเมืองในอนาคต ใช่หรือไม่?
ผลเสียหายที่เกิดขึ้นในระยะยาวใครจะรับผิดชอบ? และบรรดาเนติบริกรและผู้สนับสนุนทุกคน จะมีส่วนร่วมรับผิดชอบอย่างไร?
5. หากคาดหวังหรือมีความประสงค์ที่อยากจะกลับมามีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองอีกครั้ง ควรแสดงความชัดเจนให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่า “พร้อมจะพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนพิจารณา”
พวกเราพร้อมต้อนรับเข้าสู่เวทีการต่อสู้ทางการเมืองที่ยุติธรรมและเสมอภาคชัยชนะที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใด จะมีความสง่างาม เพราะเป็นที่ยอมรับของคนทั้งสังคม...ท่านพร้อมจะพิสูจน์ตัวเองหรือไม่?
6. ถ้าทุกฝ่ายอยากเห็นสังคมมีอนาคต มีความหวัง ก็ต้องช่วยกันสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องสร้างกติกาที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและพร้อมจะคืนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชนอย่างจริงใจ และจริงจัง
...ท่านพร้อมจะคืนอำนาจให้ประชาชน เมื่อใด?
ภูมิธรรม เวชยชัย / 28 ธ.ค. 2560
วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560
"ภูมิธรรม" อัดรัฐจับแพะชนแกะ โยงระเบิดอ้างเลื่อนเลือกตั้ง
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “เห็นข่าวการให้สัมภาษณ์ของท่านรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงแล้ว อยากแสดงความเห็นว่า การตรวจพบอาวุธที่ทางฝ่ายความมั่นคงพบแล้วนำมาเหมารวมว่า ยังมีความไม่เรียบร้อย ดังนั้น การปลดล็อคพรรคการเมืองจึงยังไม่สามารถทำได้ และคงต้องเลื่อนออกไป ดูจะเป็นการจับแพะชนแกะ และเหมารวมอย่างไม่มีเหตุผล และทำให้หลายคนเข้าใจว่ากลุ่มผู้มีอำนาจปัจจุบันกำลังต้องการยื้อ เพื่อสืบทอดอำนาจออกไป ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อตัวพวกท่านเอง”
นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า “ทุกวันนี้พวกท่านรู้ดีอยู่แล้วว่าปัญหาปัจจุบัน ประเทศของเรากำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจค่อนข้างรุนแรง และประชาชนกำลังเผชิญภาวะความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างมาก ต้นตอของปัญหาที่สำคัญ คือ การขาดความเชื่อมั่น และขาดความแน่นอนในการพาประเทศกลับคืนสู่ระบบปกติที่ทุกฝ่ายและนานาอารยประเทศยอมรับ
การปลดล็อคพรรคการเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำตามกฎหมายพรรคการเมืองที่กลุ่มพวกท่านตราขึ้น และมีสภาพบังคับและมีบทลงโทษตามกฎหมายที่พวกท่านบัญญัติขึ้น ท่านอย่าทำให้การบริหารประเทศและการปฏิบัติตามกฎหมายกลายเป็นเรื่องอำเภอใจของพวกท่านที่จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ได้เลย เพราะจะยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือในระบบของประเทศยิ่งแย่หนักขึ้นไปกว่าเดิม
การยื้อเวลาไปอย่างไม่มีข้อยุติ และการออกมาแถลงเหตุผลต่างๆในปัจจุบัน ดูเสมือนท่านทั้งหลายกำลังดูถูกความรับรู้และความเข้าใจของประชาชน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีใดๆเลยกับประเทศและกับกลุ่มของพวกท่านทั้งหลาย
อันที่จริงสังคมส่วนรวมมองเห็นและรับรู้ตรงกันอยู่แล้ว ว่าตั้งแต่เกิดการรัฐประหารและเกิดการยึดอำนาจจากคณะทหารขึ้น ทุกฝ่ายในสังคมได้พยายามไม่สร้างเงื่อนไขหรือทำตัวให้เป็นอุปสรรคต่อการกลับคืนสู่ความสงบเพราะต่างก็รู้ดีว่า สภาพความไม่เป็นประชาธิปไตยและการไม่รีบกลับคืนสู่ภาวะปกติล้วนเป็นปัญหาที่ร้ายแรง และส่งผลเสียต่อประเทศเป็นอย่างมาก
รีบคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วเถิดครับ อย่าพยายามใช้วาทกรรมยืดเวลาการอยู่ในอำนาจของท่านต่อไปเรื่อยๆเลย มันเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งประเทศชาติและต่อตัวกลุ่มของพวกท่านเอง”
วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560
“ภูมิธรรม” สยบข่าวลือ พรรคเพื่อไทยสามัคคี-ไม่มีขัดแย้ง
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
สืบเนื่องจากข่าวเรื่อง “การมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทย” คนใหม่
ผมอ่านข่าว...."เรื่องการมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนใหม่" ด้วยความประหลาดใจว่า มีเนื้อหาดังกล่าวเป็นข่าวได้อย่างไร เพราะผมเป็นเลขาธิการพรรค และมีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแลพรรคเพื่อไทยอยู่ในปัจจุบัน ขอยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด กล่าวคือ
1) วันนี้พรรคเพื่อไทย ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของคำสั่ง คสช. และคำสั่ง กกต. ซึ่งอยู่ในสถานการณ์การใช้อำนาจพิเศษ ควบคุม บริหารประเทศอยู่ จึงยังไม่อาจกระทำการใดๆ ตามที่กล่าวอ้างกัน
2) ตั้งแต่มีการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร
พรรคเพื่อไทยต้องเผชิญกับภาวะที่ถูกกระทำ และมีข้อจำกัดต่างๆ จากผู้มีอำนาจ รวมทั้งต้องรับภาระจากคดีความต่างๆ ที่ฝ่ายผู้มีอำนาจมอบให้ เวลาส่วนใหญ่ของพรรคจึงต้องอยู่ในสภาพต่อสู้กับคดีความต่างๆ โดยเฉพาะท่านอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเตรียมตัวต่อสู้กับความอยุติธรรมที่ท่านได้รับและคดีความที่ถูกกล่าวหา จนแทบจะไม่มีเวลาจะสนใจกับเรื่องอื่นใด
ผมขอยืนยันว่า ท่าน ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในพรรคในปัจจุบันเลย ด้วย
ข้อจำกัดต่างๆ ของเวลา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวที่กล่าวหาว่าท่านพยายามผลักดัน "คุณมณฑาทิพย์" ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด และเท่าที่ผมรู้จักและเคยมีโอกาสได้คุยกับ "คุณมณฑาทิพย์" ผมขอยืนยันว่า ท่านไม่ประสงค์และไม่เคยมีความสนใจเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมืองเลย
3) ตามที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่า ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์และ/หรือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และกำลังจะเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรคนั้น
ผมขอเรียนชี้แจงว่า พรรคเพื่อไทยยังมีความสามัคคีภายในแนบแน่น อีกทั้งยังไม่ได้ตัดสินใจเลือก
หัวหน้าพรรคคนใหม่แต่ประการใด และยังเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ในขณะนี้
หากมีการเปิดโอกาสให้พรรคสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้เมื่อใด เราพร้อมที่จะประชุมและ
หารือกันในหมู่สมาชิกพรรคและผู้รับผิดชอบพรรค เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว
ผมขอยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยมีบุคลากรคุณภาพจำนวนมาก ทั้งแกนนำพรรคที่เป็นอดีตรัฐมนตรีที่
เคยมีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถอีกหลายสิบคน ที่พร้อมรับภาระหน้าที่ในการมานำพาพรรคของเรา ให้สามารถรับใช้พี่น้องประชาชนได้อย่างเข้มแข็งต่อไป
หากจะมีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่เมื่อใด ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นๆ ว่าต้องการ
คุณสมบัติของผู้นำเช่นไร พวกเราก็พร้อมจะร่วมกันสนับสนุนให้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสถานการณ์และภาระหน้าที่ในขณะนั้นขึ้นมาเสียสละทำหน้าที่และรับผิดชอบในภารกิจดังกล่าว
จึงเรียนชี้แจง และยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวมาให้ทราบโดยทั่วกัน
วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560
"เพื่อไทย" หนุนเลือกตั้ง "เขตเดียวเบอร์เดียว" ประชาชนไม่สับสน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
ผมขอตั้งคำถามถึงกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นคสช. รัฐบาล สนช. กรธ.และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน. ในการผลักดัน รัฐธรรมนูญและกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่กำลังจะนำมาใช้ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้น ว่า
1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่พวกท่านกำลังจัดทำและพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นนั้น...
- ท่านหวังจะให้เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นประชาธิปไตยให้ประเทศ สร้างการยอมรับและสร้างความสามัคคี ร่วมมือกัน ให้ประเทศหลุดพ้นจากวิกฤติ และกลับคืนมาสู่ความสงบ ความเจริญรุ่งเรืองต่อไปใช่หรือไม่? และสิ่งที่พวกท่านพยายามทำโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นที่เห็นต่างจากท่าน เป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรแล้วหรือ?
2. การนำระบอบไพรมารี่โหวต เข้ามาใช้
เพื่อให้การตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการคัดเลือกบุคคลเป็นผู้สมัครในแต่ละเขตเลือกตั้งให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ก็สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อผู้สมัครท่านใด ผ่านกระบวนการคัดกรองเบื้องต้นจากสมาชิกพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมือง จะต้องเป็นผู้ให้ความเห็นสุดท้ายว่าจะยินยอมให้เป็น ผู้สมัครของพรรคในการเสนอตัวให้ประชาชนในแต่ละเขตเลือกตั้ง พิจารณาเลือกเป็นผู้แทนราษฎรของพรรคในเขตเลือกตั้งนั้นๆหรือไม่?
คะแนนที่ ประชาชนมอบให้มา เป็นทั้งคะแนนนิยมส่วนตัวของผู้สมัครแต่ละคนในแต่ละเขตเลือกตั้งและเป็นทั้งคะแนนความนิยมที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่มอบให้แก่ผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อของพรรคด้วยอย่างแยกกันไม่ได้
ดังนั้น ขอถามว่า... มีเหตุผลใดที่จะให้ผู้สมัครของพรรคในแต่ละเขต ไม่ใช้หมายเลขเดียวกันของพรรค เพราะการใช้หมายเลขสมัครเดียวกันทั้งหมด เป็นการสะท้อนระบบพรรคการเมืองและสะท้อนเจตนารมณ์ในการพัฒนาความเข้มแข็งของสถาบันทางการเมืองได้ดีที่สุด
3. ระบบการเลือกตั้งที่จะใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ได้ถูกพวกท่านออกแบบ ให้มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว
ผู้สมัครแต่ละเขตและผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ ล้วนเป็นเสมือนตัวแทนของพรรคการเมืองที่เสนอให้ประชาชนในแต่ละเขตเลือกตั้งพิจารณาเลือก ด้วยเหตุผล 3 ประการคือ
- พิจารณาจากภาพรวมของพรรค/จุดยืน/อุดมการณ์และประวัติการทำงานของพรรค
- พิจารณานโยบายของพรรคและผลงานที่ผ่านๆมาของพรรคและประวัติการต่อสู้ของพรรค
- พิจารณาประวัติ/ผลงานและประสบการณ์/ความรู้ ความสามารถของผู้สมัครแต่ละคน
ดังนั้นผู้สมัครทุกคน จึงเป็นตัวแทนของพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้งชัดเจน มิใช่เป็นปัจเจกบุคคล ตัวใครตัวมันที่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค
ดังนั้นการให้ผู้สมัครเป็นเบอร์เดียวกันทั้งพรรคจึงเป็นเรื่องสมเหตุ สมผลและไม่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนแต่อย่างใด
จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผมจึงไม่เห็นเหตุผล... ที่มีความพยายามจากผู้มีอำนาจและผู้เกี่ยวข้อง จะดื้อดึงและพยายามผลักดันให้ผู้สมัครไม่ควรใช้หมายเลขผู้สมัครจากพรรคเดียวกันมีหมายเลขเดียวกันทั้งประเทศ
อยากขอให้ท่านพิจารณาอย่างมีเหตุผล อย่าคิดเพียงว่าท่านมีอำนาจอยากทำสิ่งใดก็ทำได้ เพราะยิ่งไปสนับสนุนให้เห็นว่าท่านมีเจตนาอื่น ที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศโดยรวม
วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560
"ภูมิธรรม" ทวงเสรีภาพรัฐ ปิดปากสื่อ-ซื้อเรือดำน้ำ
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้เขียนบทความในหัวข้อ "2 เรื่องใหญ่ กระทบตรง...พัฒนาการและการเจริญเติบโตของประเทศ" โดยมีเนื้อหาดังนี้
สังคมไทยวันนี้ มีเรื่องที่น่าห่วงใยอย่างยิ่งอยู่หลายประการ โดยเฉพาะ 2 เรื่องสำคัญที่กำลังเป็นที่กล่าวขานกันทั่วทุกวงการ คือ
1) เรื่อง "การจัดซื้อเรือดำน้ำ" ซึ่งมีกระแสการคัดค้านอย่างทั่วถึง เพราะถือเป็นสิ่งที่รัฐบาล คสช. และกลุ่มผู้มีอำนาจในยุคปัจจุบันผลักดันให้เกิดขึ้น ท่ามกลางความรู้สึกของสังคมว่ามีเงื่อนงำและมีพฤติกรรม พยายามปกปิดให้เป็น "ความลับ"
การจัดซื้อเรือดำน้ำครั้งนี้ นับเป็นภารกิจที่รัฐบาลและผู้มีอำนาจควรรับฟังเสียงที่วิพากษ์วิจารณ์ และควรนำไปทบทวนไตร่ตรองอย่างยิ่ง ถึงความเหมาะสมในการใช้งบประมาณและทรัพยากรอันจำกัด ที่นำไปใช้จ่ายท่ามกลางสถานการณ์ที่สังคมโดยรวมกำลังรู้สึกว่า ประเทศกำลังประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และการทำมาหากินของประชาชนกำลังฝืดเคือง ยากลำบากอย่างมาก
เสียงสะท้อนที่ร้องคัดค้าน เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และจากทุกฟากฝ่าย ซึ่งนับเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่า รัฐบาลกำลังเดินหลงทาง และมีความผิดพลาดในการบริหารทรัพยากรอันจำกัด ไม่รู้จักจัดลำดับก่อนหลังในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ ขาดการใส่ใจและไม่ตระหนักถึงความเดือดร้อนที่ประชาชนกำลังเผชิญ
ที่สำคัญการคัดค้านนี้ มิใช่เป็นการคัดค้านที่เกิดขึ้นจากอคติทางการเมือง เพราะกลุ่มคนต่างๆ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านล้วนเป็นเสียงที่มาจากหลากหลายภาคส่วน รวมทั้งมีผู้ที่เคยนิยมและสนับสนุนรัฐบาลมาก่อนหน้านี้รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนไม่น้อย
ยิ่งมีปัญหาที่หลายคนรู้สึกเหมือนรัฐบาลมีท่วงทำนองพยายามปกปิดเป็นความลับ ขาดความชัดเจนและไม่โปร่งใสในเรื่องที่เกี่ยวกับรายละเอียดการใช้จ่ายของงบประมาณในครั้งนี้ ยิ่งทำให้กระแสการคัดค้านไม่เห็นด้วย ยิ่งแผ่กระจายไปอย่างกว้างขวาง
การจัดซื้อ "เรือดำน้ำ" ครั้งนี้ มีผลผูกพันต่อเนื่องกับงบประมาณของประเทศไปอีกนานนับ 11 ปี จึงยิ่งมีคำถามดังๆ ถึงความเหมาะสม และที่สำคัญยิ่งคือ เป็นการกระทำที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า การกระทำของคณะรัฐมนตรีเข้าข่ายการกระทำที่อาจผิดกฎหมาย เพราะก่องบประมาณผูกพันอนาคต เกินจากอำนาจหน้าที่ที่กฏหมายกำหนด
ข้ออ้างที่มีคนของรัฐบาลชี้แจงเพื่อปัดภาระว่า อนาคตหากไม่เห็นชอบ ก็อาจยกเลิกได้ ดูเหมือนเป็นเพียงความพยายามใช้วาทกรรมมาปัดให้พ้นตัว โดยทราบอยู่แก่ใจว่าการยกเลิกไม่อาจกระทำได้โดยง่าย ซึ่ง "เนติบริกรเดิมๆของรัฐบาล" คงมีภาระที่จะขวนขวายหาช่องว่างของ "อภินิหารทางกฏหมาย" มาหาทางออกให้รัฐบาลเช่นเดิม
ดังนั้นควรอย่างยิ่งที่ คณะรัฐมนตรีจะนำเสียงทักท้วงที่กำลังเกิดขึ้น ไปทบทวนมติเรื่องนี้เสียใหม่ โดยคำนึงถึงประโยชน์ระยะยาว และการไม่สร้างปัญหาภาระให้แก่ประเทศและประชาชน
"ในยามที่ทรัพยากรของประเทศมีจำกัดและปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนกำลังเผชิญมีอยู่มากมาย การจัดสรรและใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และคำนึงถึงการไม่ก่อภาระในอนาคตให้ประชาชน ถือเป็นความกล้าหาญที่เราอยากเห็นจากรัฐบาลชุดนี้"
2) อีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยเช่นกันที่รัฐบาลควรต้องเร่งทบทวนคือ การไม่ให้ความสำคัญกับหลักประกันในสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเพียงพอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความพยายามออกกฎหมายหรือที่เรียกกันอย่างสวยหรูว่า "พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน" ซึ่งหลายคนเรียกอีกอย่างว่า "กฎหมายควบคุมสื่อ" หรือ "กฎหมายปิดปากสื่อ"
เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งเพราะถือเป็นมาตรวัดสำคัญที่โลกกำลังจับตามองประเทศไทยว่า มีความน่าเชื่อถือและสามารถสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นจากประชาคมโลกได้เพียงใด? การพยายามผลักดันการออก "กฎหมายที่ปิดกั้นและควบคุมสิทธิ เสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน" จะเป็นการส่งสัญญาณสำคัญที่มีผลกระทบภาพลักษณ์ของประเทศ และมีผลต่อการยอมรับและความเชื่อมั่นที่นานาอารยะประเทศมีต่อประเทศไทยและรัฐบาลไทย ซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาร่วมลงทุนและร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ของนักลงทุนและประเทศประชาธิปไตยทั้งปวง ซึ่งจะยิ่งส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศ
นอกจากนั้น การออกกฏหมายดังกล่าว รังแต่จะสร้างปัญหาและขัดขวางการร่วมมือกันของประชาชนที่จะร่วมแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่าน "สื่อสาธารณะ" และถือเป็นการทำลายกระบวนการถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในสังคมที่ต้องการธรรมาภิบาลและความโปร่งใสเช่นในปัจจุบัน
พึงระลึกไว้เถิดว่า การใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสม การออกกฎหมายที่ปิดกั้นและริดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของประเทศ
หยุด! การใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสม
หยุด! การสร้างภาระและปัญหาให้ประเทศ ก่อนที่จะมีปัญหาทับถมมากไปกว่านี้
เอาสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนและของสื่อมวลชนคืนมา
เอาโอกาสของประเทศกลับคืนมา
วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
"ภูมิธรรม" แนะรัฐต้องคืนประชาธิปไตยก่อนปรองดอง
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
ความปรองดอง...คำตอบไม่ได้อยู่ที่ประชาชน
ถ้าอยากให้ความปรองดองเกิดและชีวิตของคนไทยดีขึ้น สังคมไทยต้องช่วยกันผลักดันและทำ 2 สิ่งต่อไปนี้ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
ประการแรก สังคมนี้ต้องพร้อม "กลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง" โดยพลัน
#. เพราะความเป็นประชาธิปไตย คือ "หลักประกันสำคัญที่จะสร้างการยอมรับให้สังคมที่มีความแตกต่างกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและสันติ"
#. ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คือ หลักประกันที่จะ "เคารพและยอมรับในสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนและกลุ่มชน"
#. ความเป็นประชาธิปไตย คือ "พื้นฐานสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นและเป็นวิถีทางสำคัญที่จะอำนวยให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและการดูแลชิวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นได้"
ประการที่สอง สังคมที่จะสงบสุขและปรองดองต้อง "ยึดหลักนิติธรรมเป็นเสาค้ำการอยู่ร่วมกันภายในสังคม" และที่สำคัญต้องให้หลักประกันที่จะ "อำนวยความยุติธรรม" ให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย "ไม่มีอภิสิทธิ์ชน ไม่มีสองมาตรฐาน" ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันที่ยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
ตราบใดที่ทำให้คนในสังคมที่อยู่ร่วมกันไม่รู้สึกหรือไม่มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมมีหลักประกัน..ในสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ย่อมยากที่จะทำให้ความสามัคคี ปรองดองบังเกิดขึ้นในสังคมตามคำกล่าวที่ว่า...
"หากความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีย่อมไม่เกิดขึ้น"
ที่ผ่านมา สาระสำคัญที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นคือ หัวใจสำคัญของสองสิ่งนี้ ซึ่งไม่เคยเป็นปัญหาของประชาชน และฝ่ายนิยมประชาธิปไตย แต่เป็นปัญหาสำคัญของฝ่ายผู้มีอำนาจและ ฝ่ายอนุรักษ์ ที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ของโลก/ไม่เคยเชื่อในอำนาจประชาชนและไม่เคยยอมรับระบอบประชาธิปไตย
สังคมไทย..พร้อมที่จะร่วมสร้างความปรองดอง เพื่อผลักดันพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตยและการสร้างหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมแล้วหรือยัง
...."คำตอบมิได้อยู่ที่ฝ่ายประชาชน"....
วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560
"ภูมิธรรม" ยืนยันเพื่อไทยไม่ขวางปรองดอง-แนะทุกฝ่ายร่วมมือลดขัดแย้ง
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "พรรคเพื่อไทยได้หารือกันเบื้องต้นแล้วยืนยันไม่ปฏิเสธการสร้างความปรองดอง แต่ต้องการให้คำนึงว่าพรรคการเมืองไม่ใช่ความขัดแย้งเดียวที่เกิดขึ้นในประเทศ เพราะการสร้างความปรองดองจะสำเร็จได้ต้องมีหลายภาคส่วนด้วยกัน ทั้งพรรคการเมือง ส่วนราชการ และการอำนวยความยุติธรรม ขณะเดียวเชื่อว่าการให้พรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบันเพียงอย่างเดียว ไม่น่าจะสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ พร้อมเสนอแนะให้นำข้อมูลของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติหรือ คอป.มาพิจารณาด้วย ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้แกนนำพรรค คือ นายโภคิน พลกุล นายชัยเกษม นิติสิริ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา และนายชูศักดิ์ ศิรินิล ศึกษาเรื่องการสร้างความปรองดอง"
วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560
"ภูมิธรรม" อวยพรวันเด็ก หนุนเปิดพื้นที่เยาวชนแสดงความเห็น
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคม ออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
เด็ก คือ พลเมืองแห่งอนาคต....คือความหวังและพลัง
ศักยภาพของเด็ก คือ ศักยภาพของประเทศ มาร่วมรำลึกวันเด็ก ให้มีความหมาย ด้วยการสร้างโอกาสดีๆ ให้แก่เด็กทุกคน และทุกวัน
วันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2560 เป็นวันเด็กแห่งชาติ ทุกปีของการครบรอบวันเด็กควรจะเป็นเวลาสำคัญ ที่สถาบันต่าง ๆ ทางสังคมและผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมีโอกาสได้ร่วมกันคิด ทบทวนถึงการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่เด็กและเยาวชนของเรา โอกาสในการมีชีวิตที่มั่นคงปลอดภัย โอกาสในการเรียนรู้ โอกาสในการเล่น โอกาสในการมีพื้นที่สร้างสรรค์อันเป็นทั้งพื้นที่นันทนาการที่ส่งเสริมสุนทรียะและปัญญา รวมถึงทักษะทางสังคมต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดในสังคมที่เปลี่ยนแปลงและเต็มไปด้วยความเสี่ยงภัยหลายด้าน ที่กำลังส่งผลกระทบต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กไทย
ในหลายปีที่ผ่านมา การคิดเรื่องเด็กในวันเด็ก จะถูกให้ความสำคัญที่คำขวัญ ซึ่งผู้ใหญ่ที่ปรารถนาดีจะฝากไว้ให้เด็กเรียนรู้ ท่องจำ แต่ไม่มีกลไกและมาตรการใด ๆ ตามมาเพื่อตอบสนองให้คำขวัญนั้นเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง วาระของวันเด็ก จึงเป็นเพียงวาระของวันหยุดอีกหนึ่งวันที่ผู้ใหญ่มักจะพาเด็กไปเที่ยว แต่ไม่มีอะไรที่ต่อเนื่องมากไปกว่านั้น และไม่มีทางเลือกใดๆเกิดขึ้นที่จะยังประโยชน์ต่อเด็กในระยะยาว
ประเด็นการพัฒนาโอกาสและสร้างเสริมความสุขให้แก่เด็ก ควรทำให้เป็นวาระแห่งชาติ เป็นวาระที่ควรจะมีเวทีที่จัดให้เด็กได้แสดงออก มีรูปแบบที่หลากหลายให้เด็กต่างวัย ต่างพื้นที่ ต่างโอกาส ได้คิดและเข้ามามีส่วนร่วมในหนทางของตน การคิดค้นเพื่อสร้างสรรค์เวทีที่เด็กเป็นเจ้าของ จะทำให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้กระทำมากกว่าเป็นการเข้าร่วมแบบไม้ประดับ
วันเด็ก จึงควรเป็นวาระโอกาสที่ผู้ใหญ่มาร่วมกันคิดถึงการส่งเสริมให้พลเมืองแห่งอนาคตมีความสุข เข้าถึงการเรียนรู้ทั้งทางธรรมชาติ เทคโนโลยี ผ่านการสร้างกิจกรรม สรรหารูปแบบหลากหลายที่ทำให้เด็กเกิดการรู้คิดทางอารมณ์ ปัญญา และมีความฝันตามความต้องการและศักยภาพในตน เพื่อให้เด็กๆมีความทรงจำที่งดงามแม้ตนเองจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่
สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรช่วยกันคิดและดำเนินการต่อ คือ ฟังเสียงเด็ก เพื่อนำมาสร้างนโยบายใหม่ ๆ เพื่อการส่งเสริม พัฒนาและคุ้มครองเด็ก เป็นการส่งมอบความสุขให้แก่เด็กทุกวัน
ถึงที่สุดแล้ว วันเด็กควรมีอยู่ทุกวันในใจของผู้ใหญ่ เพื่อให้เด็กในวันนี้ได้มอบความรัก ความสุขและโอกาสใหม่ๆ ให้แก่เด็กๆ ในวันข้างหน้าต่อไป และตลอดไป
วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
"ภูมิธรรม" แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาราคาข้าว หยุดใช้วาทกรรมโยนความผิด
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย แสดงความเห็นกรณีมีการกล่าวหานักการเมืองและเจ้าของโรงสีร่วมมือกันทำให้ราคาข้าวบิดเบือน ว่า "ขณะนี้ชาวนากำลังเดือดร้อนจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการเข้าไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรง ไม่ควรใช้วาทกรรมมาโยนความผิดให้คนอื่น ทุกข์ของชาวนาไม่มีใครปั้นหรือตบแต่งเรื่องขึ้นมาได้ การมองปัญหาเช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์และเอื้อต่อการแก้ไขปัญหา และที่สำคัญไม่เป็นผลดีต่อการส่งเสริมความปรดองดองและความร่วมมือของคนในชาติ การพูดอะไรต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่คิดเอาเอง ทุกวันนี้ชาวนาก็มีความทุกข์ยากมากพออยู่แล้ว อย่าไปซ้ำเติมชาวนาอีกเลย ปัจจุบันรัฐบาลมีอำนาจเต็มและมีกลไกทุกอย่าง หากรู้ปัญหาจริงก็สามารถสั่งการเพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันที เพราะนอกจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวนาแล้วยังมีมีปัญหาที่เกิดขึ้นอีกมาก ซึ่งหลายภาคส่วนในสังคมอยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนไม่ใช่การพูดลอยๆเพื่อทำให้ผู้อื่นเสียหาย"
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




























