แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนุตตมา อมรวิวัฒน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนุตตมา อมรวิวัฒน์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" ติงรัฐเร่งรีดภาษีเพิ่ม ประชาชนเดือดร้อน-เศรษฐกิจแย่


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเห็นว่า การส่งออกเดือนมกราคม 2560 ขยายตัวได้ 8.8% แม้จะดูเหมือนจะเพิ่มมากแต่หากเปรียบเทียบย้อนหลังเดือนมกราคม 2559 การส่งออกลดลง 8.9% ซึ่งแสดงว่าการส่งออกในเดือนมกราคม 2560 ยังน้อยกว่าการส่งออกเดือนมกราคม 2558 ที่การส่งออกทั้งปีลดลง 5.78% เสียอีก ทั้งๆที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้น ราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้น และยังมีการส่งออกทองคำเพิ่มขึ้นถึง 157% ซึ่งการส่งออกรวมควรจะขยายตัวมากกว่านี้ และคงต้องดูว่าการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ถึง 5% ตามที่รัฐบาลบอกหรือไม่  และจะทำให้การส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร ถ้าการลงทุนภาคเอกชนใน 2 ปีกว่าที่ผ่านมาลดต่ำมาก ไม่อยากเห็นการส่งออกขึ้นๆลงๆแบบผกผัน แต่อยากเห็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่องอย่างมั่นคง ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนภาคเอกชนจากต่างประเทศและในประเทศ ที่ต้องขยายตัวอย่างต่อเนื่องไม่ใช่หดหายอย่างปัจจุบัน

นอกจากนี้ตามที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจจะฟื้น และบอกว่าอย่าพึ่งฆ่าห่านหรือ ถอนขนห่าน แต่รัฐบาลกลับจะเรียกเก็บภาษีจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลได้มีการเร่งรัดกรมจัดเก็บภาษีทั้งกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และ กรมศุลกากรไปเร่งให้มีการจัดเก็บภาษีเพิ่ม โดยจะมีการเพิ่มภาษีอีกหลายอย่างเช่น ภาษีน้ำมันเครื่อง ภาษีสุราและบุหรี่ ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล แม้กระทั่งภาษีสินสอด ซึ่งสวนทางกับแนวทางของรัฐที่ต้องการให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้นแต่กลับจะเก็บภาษีสินสอด อีกทั้งเชื่อว่าจะมีการจัดเก็บภาษีเพิ่มอีกหลายด้านเพิ่มเติม เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บรายได้ตามคาดหมายได้ ซึ่งเป็นผลพวงจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แต่การเก็บภาษีเพิ่มจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจแย่ลงและเป็นการดึงเงินออกจากระบบ จึงอยากให้รัฐบาลเข้าใจว่าประชาชนกำลังเดือดร้อนกันมาก การเพิ่มภาษีจะยิ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น คะแนนนิยมรัฐบาลก็จะลดลง โดยจะเป็นการเมืองขาลงพร้อมเศรษฐกิจขาลงเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" แนะรัฐเร่งเลือกตั้ง-ฟื้นเศรษฐกิจ ดีกว่าปล่อยประเทศเสียหาย


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 เติบโตเพียง 3% เท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดใน 4 ไตรมาส ซึ่งเป็นไปตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้เคยเตือนไว้แล้วว่ามีแนวโน้มจะตกต่ำ แต่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลออกมาเถียงว่าดี ทั้งปีจะโตได้ 3.5% แน่ แต่จริงๆโตได้แค่ 3.2% เท่านั้น ขนาดรัฐบาลออกนโยบายลดแลกแจกแถม ช็อปและเที่ยวช่วยชาติ สามารถหักภาษีได้แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งผลสำรวจล่าสุดก็ออกมาว่ารัฐบาลสอบตกในการบริหารเศรษฐกิจได้คะแนนเพียง 4.63 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำสุดกว่าทุกด้าน ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลได้เปิดใจรับฟังทุกครั้งที่คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยออกมาเตือน เพราะ ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นจริงทั้งหมด อีกทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจก็ยังย่ำแย่ การว่างงานเดือนมกราคมเพิ่มขึ้นเป็น 1.2% และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ และหากเป็นไทยแลนด์ 4.0 จริง การว่างงานอาจจะเพิ่มอีกหลายล้านคนตามกระแสเทคโนโลยีที่จะทดแทนการจ้างงาน รัฐบาลควรต้องเตรียมการตั้งแต่ตอนนี้ และสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จะทำให้หนี้เสียในระบบธนาคารโดยเฉพาะหนี้เสียที่เกิดจากเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นมากและมีแนวโน้มจะเพิ่มอีกและเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะทำงานเศรษฐกิจเตือนมาโดยตลอด

ทั้งนี้ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยมีความเห็นตรงกับ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีต รองนายกฯที่ว่าปัจจุบันเป็นเศรษฐกิจขาลงและอาจจะลงเร็วมาก ไม่ได้เป็นเศรษฐกิจขาขึ้นอย่างที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลพยายามจะทำการตลาดแต่อย่างไร และอยากให้รัฐบาลได้ไปดูแผนเศรษฐกิจใหม่ของสิงคโปร์ที่ออกมาแล้ว ซึ่งต่างกับของยุทธศาสตร์ 20 ปีของรัฐบาลไทยอย่างมาก อีกทั้งถ้าพูดถึงเศรษฐกิจฟื้นก็อยากให้ดูไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วของประเทศสิงคโปร์ที่เศรษฐกิจฟื้นจริงและโตกลับมาได้ถึง 12.3% สูงสุดในรอบ 5 ปี ดังนั้นหากรัฐบาลสอบตกทางเศรษฐกิจและไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็ควรเร่งให้ประชาชนได้ตัดสินเลือกผู้บริหารประเทศที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนจะเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่จะอยู่ไปและทำประเทศเสียหายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"อนุตตมา" ห่วงเศรษฐกิจดิ่งหนัก ติงรัฐเพิ่มภาษีน้ำมัน เพิ่มภาระประชาชน


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า "ตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้ออกมาเตือนมาโดยตลอดว่าการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศหดหายตั้งแต่มีการรัฐประหาร แต่รัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธโดยอ้างว่ามีการลงทุนมากขึ้น ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาแถลงแล้วว่าการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2559 ได้ลดลงอย่างหนักถึง 63% เมื่อเทียบกับปี 2558 มียอดรวมเพียง 1.15 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งปี 2558 การลงทุนก็ลดลงมาหนักอยู่แล้ว ดังนั้นจึงอยากให้ผู้นำรัฐบาลได้มีการเช็คข้อมูลก่อนที่จะพูด เพราะจะยิ่งทำให้ความมั่นใจนักลงทุนยิ่งหายไป เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้สนใจข้อมูลเศรษฐกิจอย่างจริงจังและนำมาแก้ไข แต่พูดเพียงเพื่อแก้ตัวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเงินไหลออกสุทธิต่อเนื่อง อีกทั้งเงินคงคลังก็ลดลงอย่างรวดเร็ว จาก 4 แสนกว่าล้านบาท เหลือเพียง 7.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น อีกทั้งรัฐบาลมีแผนจะใช้งบประมาณขาดดุลเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้มียอดขาดดุลกว่า 2.33 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขาดดุลงบประมาณมากที่สุดในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา นี่เป็นสาเหตุหรือไม่ที่รัฐบาลต้องเร่งเก็บภาษีต่างๆเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ดินและทรัพย์สิน และภาษีอื่นๆ โดยล่าสุดมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งทำให้ตั๋วเครื่องบินโลว์คอสเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเห็นว่ามีผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก"

"ซึ่งปัจจุบันการเดินทางโดยเครื่องบินโลว์คอสมีราคาไม่สูงนัก มีประชาชนทุกระดับรายได้ใช้กันอย่างมาก และไม่ได้เป็นเรื่องฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด การเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินทำให้ค่าตั๋วเพิ่มขึ้น เท่ากับเป็นการซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชน ที่มีการอ้างว่าใช้ในการปรับปรุงสนามบินก็ไม่เป็นความจริง เพราะบริษัทการท่าอากาศยานที่มีรายได้จากสายการบินต่างๆ และมีกำไรอย่างมากเป็นผู้รับผิดชอบดังกล่าวอยู่แล้ว ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่รัฐบาลไม่ควรจะเพิ่มภาษีไม่ว่าจะเป็นภาษีอะไร เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระแก่ประชาชน และยิ่งทำให้เศรษฐกิจไม่ฟื้น โดยควรจะต้องลดภาษีด้วยซ้ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนที่หลายๆประเทศทำกัน เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ประกาศจะลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงอยากให้รัฐบาลได้ศึกษาแนวคิดที่ถูกต้องประชาชนจะได้ไม่ลำบาก" นางสาวอนุตตมา กล่าว

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" เตือนรัฐทุจริตทำลายภาพลักษณ์ประเทศ แนะทุกภาคส่วนร่วมตรวจสอบคอรัปชั่น


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยมีความเห็นว่า ตามที่รัฐบาลได้จัดทำงบประมาณปี 2561 โดยขาดดุลถึง 450,000 ล้านบาท แล้วยังจะมีงบประมาณกลางปี 2560 ออกมาอีก 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลงบประมาณขาดดุลตั้งแต่เข้ามา 2.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจแต่ประชาชนกลับไม่ได้รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นแต่อย่างไร และยังเดือดร้อนกันอย่างมาก ทำให้ไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมามีการใช้จ่ายงบประมาณถูกทางหรือไม่ อีกทั้ง องค์กรเพื่อความโปร่งใส (ทีไอ) จัดอันดับการทุจริตในไทยอยู่ที่ 101 จาก 176 ประเทศ ซึ่งไม่ได้มีการปฏิรูปแต่อย่างใด ทำให้ตอกย้ำว่าการใช้จ่ายที่ผ่านมาจะมีความโปร่งใสเพียงใด เป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวทั้งๆที่รัฐใช้เงินไปมหาศาลใช่หรือไม่? นอกจากนี้ยังมีการใช้จ่ายซื้อยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือเสริมสร้างความสามารถแข่งขันให้กับประเทศเพิ่มขึ้นแต่อย่างไร ดังนั้นในภาวะการเมืองที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ในสภา จึงอยากให้สังคมช่วยกันตรวจสอบการทุจริต เพราะหากดัชนีความโปร่งใสที่ทำโดยองค์กรระหว่างประเทศลดลงขนาดนี้ ย่อมแสดงถึงการทุจริตคอรัปชั่นที่เพิ่มมากขึ้น ขนาดข้าราชการระดับสูงยังมีข่าวว่าไปขโมยรูปในต่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์ประเทศได้

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

"อนุตตมา" แนะรัฐรับความจริง-ส่งออกทรุด-เศรษฐกิจดิ่ง


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลออกมาพยายามวาดฝันว่าในปี 2560 เศรษฐกิจจะดี คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย กลับเห็นตรงข้ามและไม่อยากให้วาดฝันเกินจริง ทั้งนี้ตั้งแต่หลังรัฐประหาร ทีมเศรษฐกิจชุดนี้ก็พยายามที่จะทำการตลาดและขายฝันแบบนี้มาโดยตลอด แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา กลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงลำบากกันอย่างมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และผู้หาเช้ากินค่ำ ลำบากกันอย่างมากจนจะทนกันไม่ไหวแล้ว การที่ ทีมเศรษฐกิจชุดนี้อ้างว่า ทำเศรษฐกิจฟื้นจาก 0.8% มาเป็น 2.8% และประมาณ 3.2% ในปีนี้ น่าจะเป็นการให้ข้อมูลที่ผิด เพราะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำในปี 2557 เกิดจากการชัตดาวน์กรุงเทพและการเกิดรัฐประหาร จึงทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ โดย 2 ปีที่ผ่านมา มีการขยายตัว 2.8% ในปี 2558 และประมาณ 3.2% ในปี 2559 นี้ ถือเป็นการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก ขนาดประเทศมาเลเซียที่ประชาชนมีรายได้ต่อหัวมากกว่าไทยเกือบหนึ่งเท่ายังขยายตัวมากกว่าไทยมาก และไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาก ซึ่งรัฐบาลก็ยอมรับเองถึงจะพยายามเร่งขยายจีดีพีให้ได้ 4-5% ให้เป็นไปตามศักยภาพแต่ก็เป็นไปได้ยาก

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ เศรษฐกิจฟื้นจากปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่มาขยายตัวถึง 6.5% ในปี 2555 ตามศักยภาพอย่างแท้จริง และการที่จะหวังว่านักลงทุนจากต่างประเทศจะเริ่มลงทุนในปีนี้ โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่น น่าจะเป็นความคาดหวังที่มากกว่าความจริง ทุกคนยังจำได้ตอนยกทีมไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเชิญชวนนักลงทุนมาลงทุนในปี 2558 แต่ญี่ปุ่นกลับลงทุนลดลง 90% และปี 2559 ที่ไปเชิญชวนการลงทุนจากเยอรมันและฝรั่งเศส ก็ไม่มีการลงทุนเกิดขึ้นเลย ทั้งนี้เพราะอียูยังไม่เจรจาข้อตกลงทางการค้ากับไทยในสภาวะการเมืองเช่นนี้ และยิ่งโรดแมปการเลือกตั้งยังไม่แน่นอน การลงทุนจากต่างประเทศยิ่งเกิดขึ้นยาก เพราะนักลงทุนต่างประเทศคงไม่กล้าเสี่ยงลงทุนในขณะที่ไทยยังไม่สามารถเจรจาข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศได้

ทั้งนี้ มีการยอมรับเองว่าไม่สามารถเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆได้จึงเป็นปัญหา แล้วปีนี้ปัญหาก็ยังไม่หมดไป แล้วจะมีการลงทุนได้อย่างไร ดังนั้น ถ้าอยากให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ ก็ต้องรีบกลับไปสู่ระบอบที่ประชาคมโลกยอมรับโดยเร็ว เพื่อเริ่มเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับนานาชาติได้ และเศรษฐกิจก็จะกระเตื้องขึ้นจากที่ตกต่ำมากในปัจจุบัน

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

"เพื่อไทย" เตือนกระทรวงการคลังอย่าส่งสัญญาณสับสน จะหมดความน่าเชื่อถือ


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่กระทรวงการคลังออกมาตอบโต้ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาเตือนด้วยความหวังดีและเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจช่วงปลายปีจะถดถอย ประชาชนจะลำบากมาก โดยอยากให้กระทรวงการคลังกลับไปดูคำสัมภาษณ์ของ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ให้ข่าวในวันที่ 22 กันยายน 2559 และนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้ข่าวในวันที่ 17 ตุลาคม 2559 และล่าสุดเมื่อวานนี้ (25 ตุลาคม 2559) นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สศค. กระทรวงการคลัง ก็ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจปลายปีนี้จะถดถอยเช่นเดียวกัน ซึ่งหากถามประชาชนส่วนใหญ่ก็เชื่อได้ว่าจะได้คำตอบถึงความลำบากทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยหากพิจารณาตามความเป็นจริง เกษตรกรเดือดร้อนกันมาก เพราะราคาข้าวตกต่ำมากสุดในรอบหลายปี และราคาสินค้าเกษตรอื่นๆก็ย่ำแย่ รายได้เกษตรกรไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนที่กระทรวงการคลังบอก โดยเฉพาะชาวนาได้รับความเดือดร้อนกันมาก นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงอย่างมาก หลังจากมีการจับกุมทัวร์ศูนย์เหรียญ และยังไม่ฟื้น ซึ่งสามารถเช็คอัตราการเข้าพักของโรงแรมต่างๆได้ การใช้จ่ายภาครัฐแม้จะอัดฉีดเข้าไปมากหลายแสนล้าน แต่ไม่รู้ไปตกอยู่ในมือใคร เพราะไม่ได้เข้าไปถึงประชาชนส่วนใหญ่ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกเลยว่าดีขึ้น การลงทุนจากต่างประเทศยังอยู่ในระดับต่ำมาก ครึ่งปีแรกหายไปเกือบ 100% เหลือแค่หมื่นล้านบาท ครึ่งปีหลังก็ยังไม่ฟื้น การลงทุนของนักลงทุนในประเทศก็เหลือน้อย หนีไปลงทุนในต่างประเทศกันหมด แม้จะมีการขอส่งเสริมการลงทุนบ้าง แต่การลงทุนจริงกลับมีน้อยหรือแทบไม่มีเลย ดังนั้น จึงอยากให้กระทรวงการคลังได้ปรึกษากันในหน่วยงานของตัวเองกันก่อนที่จะมาแถลงแก้ตัว และช่วยไปชี้แจงโฆษกหลายๆคน ที่คงจะมีความรู้ทางเศรษฐกิจไม่มากนัก เพราะหากกระทรวงการคลังเองยังสับสน ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนจะยิ่งหดหาย เศรษฐกิจจะยิ่งทรุดหนักกว่าเดิม เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ และที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าใครที่เป็นคนพูดความจริง ซึ่งพรรคเพื่อไทยอยากเห็นเศรษฐกิจที่ดีเหมือนสมัยที่พรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศ

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

"อนุตตมา" ห่วงเศรษฐกิจถดถอย หลังประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเห็นว่า การที่รัฐบาลพยายามจะบอกว่าความสามารถแข่งขันของไทยดีขึ้น 2 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 28 แสดงถึงความสำเร็จของรัฐบาลนั้น ความจริงอาจจะไม่ใช่ เพราะหากมองย้อนไปในปี 2556 ความสามารถแข่งขันของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 27 ซึ่งสูงกว่าปัจจุบัน โดยหากไม่มีการปฏิวัติความสามารถแข่งขันของไทยอาจจะอยู่ที่อันดับที่ 20 ในปีนี้แล้วก็ได้ ไม่ต้องรอถึงปี 2563 เหมือนที่รัฐบาลบอก อีกทั้งอาจจะเป็นเพราะต่างประเทศคาดหวังว่าประเทศไทยจะกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยในปีหน้าถึงทำให้ระดับความสามารถแข่งขันดีขึ้น ซึ่งหากไปดูการวิเคราะห์ของ World Economic Forum (WEF) ที่มีชื่อเสียงมากกว่าในการจัดอันดับ ระบุชัดเจนว่าปัญหาของประเทศไทยอันดับหนึ่งคือ “ความไม่มั่นคงของรัฐบาลและการปฏิวัติซึ่งทำให้ความสามารถแข่งขันไทยถอยลง”

ทั้งนี้ หากมองสภาวะปัจจุบันที่มีบางธนาคารให้อัตราดอกเบี้ย 0% กันแล้วแต่ถูกกดดันต้องปรับใหม่ ซึ่งหมายถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เงินล้นธนาคาร แต่ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ เพราะกลัวจะเกิดหนี้เสีย จากสภาวะเศรษฐกิจที่แย่ และปัจจุบันหนี้เสียก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอยู่แล้ว ซึ่งแปลว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นจริง มีแต่จะเสื่อมถอยลง ซึ่งรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องพิสูจน์ฝีมือว่าสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้จริงโดยทำให้เศรษฐกิจโตมากกว่า 3.7% ตามที่เคยประกาศไว้ หรือทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม โดยไม่ต้องมาดิสเครดิตคนของพรรคเพื่อไทยว่า จบจากไหน เก่งมาจากไหน เพราะประชาชนเบื่อวิธีการตลาดแล้ว อยากได้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นมากกว่า

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

'เพื่อไทย' ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ ส่งออกทรุด-นักท่องเที่ยวลด


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า การส่งออกเดือนเมษายนติดลบถึง 8% ซึ่งถือว่าหนักมาก เพราะไม่มีการส่งออกทองคำ และการส่งคืนยุทโธปกรณ์มาช่วยแล้ว ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงมากเมื่อเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น อีกทั้งปัญหาความแห้งแล้งที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชผลการเกษตรได้ จะทำให้เศรษฐกิจทรุดหนัก และประชาชนจะยิ่งลำบาก ทั้งนี้เชื่อว่าตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่สองจะไม่ดีเหมือนไตรมาสแรกอย่างแน่นอน

ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่าการที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเตือนรัฐบาลและประชาชน ไม่ได้เป็นการบิดเบือนแต่อย่างไร ซึ่งหากมองย้อนกลับตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อยากให้รัฐบาลและประชาชนได้พิจารณาว่าข้อมูลเศรษฐกิจที่นายพิชัยและคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเสนอแนะและตักเตือนมาโดยตลอดนั้น เป็นจริงมาทั้งหมดหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศหรือไม่ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเปิดใจรับฟังและเร่งหาทางแก้ไข ก่อนที่เศรษฐกิจจะทรุดหนักลงกว่านี้และประชาชนจะลำบากมากกว่านี้ โดยรัฐบาลควรหาบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงมาอธิบายเศรษฐกิจ เพราะหากปราศจากความรู้ความเข้าใจ แต่พูดเพียงเพื่อตอบโต้ทางการเมือง ประชาชนจะสับสนและความเชื่อมั่นของประเทศจะยิ่งลดลง และหากยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจจากต่างประเทศให้กลับมาได้เศรษฐกิจก็คงจะฟื้นได้ยาก

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

"เพื่อไทย" แนะเร่งคืนประชาธิปไตย หลังรัฐบาลถอดใจ แก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศไม่ได้

นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะใช้เวลาในการฟื้นตัว 5-10 ปี ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะปัจจัยภายในที่เกิดจากปัญหาความไม่เชื่อมั่นของต่างประเทศ โดยทีมเศรษฐกิจรัฐบาลได้ออกมา ยอมรับแล้วว่าเศรษฐกิจของไทยจะฟุบ ยาวถึง 2 ปี ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับก่อนหน้านี้ที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลยืนยันมาตลอด ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นแล้ว และมาตรการต่างๆของรัฐบาลได้ผล แสดงให้เห็นว่าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเริ่มถอดใจและยอมรับความจริงว่าไม่มีหนทาง จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้แล้ว และนับแต่วันนี้จนถึงวันเลือกตั้งตามโรดแมป เศรษฐกิจไทยจะไม่มีทางที่จะดีขึ้นเลย ซึ่งจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส หากคิดว่าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แล้ว ก็ควรจะเลื่อนการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น โดยนำรัฐธรรมนูญที่เป็นสากลมาใช้เพื่อสร้างความมั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศ ยิ่งกลับสู่ประชาธิปไตยเร็วขึ้นเท่าไหร่ เศรษฐกิจก็จะฟื้นเร็วขึ้นเท่านั้น

“การที่รัฐบาลบอกว่าพัฒนาเศรษฐกิจอย่ายึดติดจีดีพี แสดงถึงความไม่เข้าใจมาตรฐานการวัดการพัฒนาตามแบบสากล ซึ่งเหมือนกับการบอกว่าการแก้ปัญหาภัยแล้งโดยไม่ต้องสนใจว่าระดับน้ำในเขื่อนมีเท่าไหร่ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งปัญหาภัยแล้งจะยิ่งซ้ำเติมให้ประชาชนมีความลำบากมากยิ่งขึ้น โดยคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยกังวลว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจ ปีนี้จะขยายไม่ถึง 3 % และคงต้องมีการกลืนน้ำลายตัวเอง” นางสาวอนุตตมากล่าว

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559

“เพื่อไทย” ห่วงประชาชนลำบาก ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ชาติเสียหาย


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า โพลล่าสุดสำรวจพบว่า ประชาชนถึง 92.19 % เป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจย่ำแย่ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยจึงมีความกังวลว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังหลงทาง เข้าใจว่าเศรษฐกิจกำลังจะฟื้น ทั้งๆที่ปัจจุบันทุกอย่างกำลังย่ำแย่และประชาชนกำลังลำบากมาก โดยเฉพาะเกษตรกรและคนหาเช้ากินค่ำที่แทบไม่มีเงินจะประทังชีวิตแล้ว นอกจากนี้การส่งออกก็ไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักยังห่วงว่าการส่งออกปี 2559 นอกจากจะไม่เพิ่มแล้วยังอาจจะติดลบด้วยซ้ำ ดังนั้นที่บอกว่าจะโตถึง 5% จึงเป็นไปได้ยาก และที่น่าห่วงกว่าคือการลงทุนจากต่างประเทศที่ลดลงไป 78% แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่หายไปหมดแล้ว เพราะขนาดญี่ปุ่นนักลงทุนรายใหญ่ของไทยที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลยกทั้งทีมไปเจอแต่การลงทุนจากญี่ปุ่นกลับลดลงถึง 81% ซึ่งเคยเตือนแล้วว่าญี่ปุ่นจะยิ้มรับแต่เขาจะไม่ลงทุน ทุกอย่างกำลังเสื่อมถอยตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเตือนมาโดยตลอด แต่โฆษกรัฐบาลกลับหาว่าเป็นการบิดเบือน ซึ่งตอกย้ำว่ารัฐบาลไม่เข้าใจ และกำลังเดินผิดทาง

และการที่รัฐบาลพยายามอ้างว่าเศรษฐกิจไทยไม่ดีเพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดีอาจจะไม่จริงทั้งหมด เพราะประเทศอื่นๆในอาเซียนเติบโตสูงมาก ยิ่งประเทศไทยไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกนานเท่าไหร่ ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศเวียดนามก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากเท่านั้น เพราะการส่งออกของเวียดนามขยายตัวถึง 8.1% ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเวียดนามโตถึง 6.68% ในปี 2559 และการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากเพราะได้ออกจากไทยไปลงทุนเวียดนามแทน ซึ่ง ยิ่งไทยเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยช้าเท่าไหร่เวียดนามและประเทศต่างๆในอาเซียนก็จะได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น การลงทุนที่ลดลงมากจะทำให้การส่งออกในอนาคตยิ่งย่ำแย่ และการเติบโตจะลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นจึงอยากเตือนให้รัฐบาลได้เห็นภาพที่แท้จริงและอย่าหลอกตัวเอง เพราะประชาชนจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนมากที่สุด

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

“อนุตตมา” ห่วงรัฐไม่รู้เศรษฐกิจ ประชาชนลำบาก-เศรษฐกิจถดถอย


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคได้ออกมาคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้จะยุ่งยากและย่ำแย่ ปรากฏว่าเศรษฐกิจของจีนทรุดตั้งแต่สัปดาห์แรกของปี โดยต้องหยุดการซื้อขายหุ้นสองหนและค่าเงินหยวนอ่อนค่า ซึ่งถ้าหากจำกันได้คณะทำงานเศรษฐกิจเคยเตือนหลายเดือนก่อนแล้วว่าเศรษฐกิจของจีนจะหนักกว่าที่คิดและจะชะลอตัวไปหลายปี ความหวังที่จะพึ่งจีนทางเศรษฐกิจคงเป็นไปได้ยาก และราคาน้ำมันดิบลดต่ำลงทะลุ 30 เหรียญแล้ว อีกทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับซาอุฯ และเกาหลีเหนือทดลองระเบิดไฮโดรเจน ยิ่งสร้างความตึงเครียด ซึ่งหากรัฐบาลไม่เข้าใจเศรษฐกิจตามที่ปล่อยให้โฆษกรัฐบาลออกมาแสดงความไม่รู้และความไม่เข้าใจเศรษฐกิจในภาพรวม การแก้ไขเศรษฐกิจจะทำไม่ได้ ประชาชนจะลำบากกันมาก แถมปัญหาการเมืองภายในประเทศ รวมถึงการกีดกันการค้าที่เกิดจากภาวะการเมืองจะยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจยิ่งแย่มากขึ้น

นางสาวอนุตตมา กล่าวต่อว่าขนาดธนาคารโลกยังออกมาระบุเลยว่าปีนี้ไทยจะโตได้แค่เพียง 2% และโตต่ำที่สุดในอาเซียน โดยเพื่อนบ้านจะโตมากกว่าไทยมาก ขณะนี้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยโดยเฉพาะเกษตรกรที่เงินยังไม่มีพอประทังชีวิต จะรู้สึกอย่างไรเมื่อต้องมองดูคนรวยและคนชั้นกลางแห่ช้อปปิ้งกันช่วงปีใหม่แล้วนำไปหักภาษีได้ อีกทั้งจะมีการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้คนมีรายได้สูงสุดจาก 35% เหลือ 30% ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ คนที่ได้ประโยชน์จะมีไม่กี่หมื่นคน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาลแต่ประเทศจะขาดรายได้เป็นหมื่นล้านบาท และประชาชนที่กำลังลำบากกลับไม่ได้อะไร ยิ่งจะทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยรู้สึกถึงความเลื่อมล้ำมากขึ้น

"ขณะนี้เกษตรกรทั้งชาวนา ชาวสวนยางลำบากมาก หากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมได้ ประชาชนจะทนกันไม่ไหว เพราะได้ยินแต่คำพูดรัฐบาลที่เที่ยวบอกว่าเศรษฐกิจไทยหยุดถดถอยและฟื้นแล้วแต่เงินในกระเป๋าประชาชนกลับลดลงและแทบไม่มีเลย" นางสาวอนุตตมา กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

“เพื่อไทย” ประเมินทีม “สมคิด” เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น-แนวโน้มแย่


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การส่งออกเดือนตุลาคมลดลงถึง 8.11% ซึ่งถือว่าทรุดลงหนักมาก และจากการทำงานครบ 3 เดือนของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เห็นว่ามีความพยายามอย่างเต็มที่ที่จะฟื้นเศรษฐกิจ แต่การดำเนินงานยังไม่เป็นผลเท่าที่ควร การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ยังโตได้เพียง 2.9% ซึ่ง ไม่ต่างจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในสมัย ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล เลย ทั้งๆที่ใช้จ่ายเงินทางภาครัฐมากกว่ามากโดยเพิ่มขึ้นถึง 15.9%  แต่การส่งออก กลับลดลงมากกว่าเดิมโดยลดลง 4.7%  แต่การนำเข้ากลับลดลงมากกว่า คือลด 14.5%  และการลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศยังลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวแต่อย่างไร ที่รักษาระดับเดิมได้ก็เพราะรัฐบาลใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก และการน้ำเข้าลดลงกว่าการส่งออกมาก ซึ่งหมายรวมถึงการลดการนำเข้าสินค้าทุนที่จะก่อให้เกิดการผลิตในอนาคตด้วย

ดังนั้นจึงอยากให้ประชาชนได้เข้าใจว่าเศรษฐกิจยังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่และยังคงที่จะแย่ต่อไป  เพราะการที่จะพึ่งแต่รัฐให้ใช้จ่ายมากเพื่อรักษาระดับการขยายตัวนั้น คงจะอยู่ได้ไม่นาน และส่งออกยังลดลงตลอด แนวโน้มอนาคตยังมืดมน ประกอบกับที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลได้พูดเองว่าปัญหาของการไม่ใช่ประชาธิปไตยยังเป็นปัญหาใหญ่ในการฟื้น ของเศรษฐกิจเพราะอียูก็ไม่เจรจา เอฟทีเอด้วย การลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศยังหดตัว ที่สำคัญ การไม่เข้าร่วมทีพีพี ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่หน่วยงานในสหรัฐฯเองก็เป็นห่วงไทยอยู่ว่าไทยน่าที่จะตกขบวน อีกทั้งปัญหาเรื่องอุทยานราชภักดิ์ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นหายไป ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลและประชาชนได้เข้าใจสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงจะได้ปรับตัวได้ถูกต้อง

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

“อนุตตมา” ติงเลื่อนเลือกตั้ง กระทบเศรษฐกิจ-นักลงทุนไม่มั่นใจ


วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่อัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องเป็นระยะเวลาตลอด 10 เดือน ทำให้ติดลบมีอัตราเงินเฟ้อติดลบแล้ว 0.89% ดังนั้น ที่บอกว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโต 2% กว่า นั้นที่ว่าต่ำแล้ว จริงๆ แล้ว แทบจะไม่โตเลยด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไปที่ไหนก็มีแต่คนบ่นเรื่องเศรษฐกิจย่ำแย่ ลำบากกันถ้วนหน้า อีกทั้งแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการใช้จ่ายและการลงทุนของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล แม้จะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล ซึ่งพิสูจน์ได้จากตัวเลขที่ออกมาแล้ว และที่กำลังจะออกมา โดยล่าสุด ที่รัฐบาลมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ของบีโอไอให้มากขึ้น โดยหวังจะเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจจะแก้ไม่ตรงจุด เพราะหากการลงทุนไม่เพิ่มขึ้นเพราะนักลงทุนต่างประเทศไม่ลงทุนเพราะกลัวถูกแซงชั่น เนื่องจากไทยไม่เป็นประชาธิปไตย มีความเสี่ยงสูงในการจะมาลงทุน นโยบายไม่แน่ชัด และสับสนเรื่องการปิดประเทศ ไม่ว่าจะลดแลกแจกแถมอย่างไร เขาก็ไม่เสี่ยงมาลงทุน ที่ต้องลงทุนอยู่แล้วก็เพราะจำเป็น เนื่องจากต้องขยายจากเดิมที่ได้ทำไว้แล้ว

ดังนั้น การเพิ่มสิทธิประโยชน์อาจจะทำให้รัฐได้ผลตอบแทนลดลง แต่การลงทุนไม่เพิ่มขึ้น แนวทางการแก้ไขที่ถูกน่าจะเป็นการสร้างความมั่นใจที่นักลงทุนต่างประเทศคาใจอยู่ คือ เรื่องวันเลือกตั้งที่แน่นอน ไม่ใช่เลื่อนไปเรื่อยๆ และการไม่ปิดประเทศ มากกว่าที่จะลดแลกแจกแถม ส่วนการช่วยเหลือประชาชนก็อยากให้ช่วยอย่างเท่าเทียม จะช่วยชาวสวนยางก็ให้ช่วยชาวนาในสัดส่วนเดียวกันด้วย โดยชาวนายังต้องเจอภัยแล้งเพิ่มเติมอีก และในขณะที่รัฐบาลช่วยคนรวยและคนชั้นกลาง เรื่องการออมโดยงดเก็บภาษี LTF อีก 3 ปี ก็อยากให้รัฐหาทางช่วยผู้มีรายได้น้อยด้วย ซึ่งอย่าว่าแต่จะออมเลย ขนาดแค่ประทังชีวิตตัวเองและครอบครัวก็ยังไม่เพียงพอเลย

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"เพื่อไทย" เร่ง คสช. กระตุ้นเศรษฐกิจ


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ระบุว่า คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เห็นว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะตกต่ำลงเรื่อยๆ ตามที่ได้เคยเตือนไว้แล้ว โดยหน่วยงานหลายแห่งทั้งของราชการและของเอกชนได้ออกมาบอกแล้วว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะโตไม่ถึง 3 % ซึ่งยังโชคดีที่เงินเฟ้อในปีนี้ตำ่ มิเช่นนั้นอาจจะโต 0% ก็เป็นได้ และการส่งออกก็ลดต่ำลงเรื่อยๆ โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่า การส่งออกในปีนี้อาจจะลดลง 3% และเมื่อถึงสิ้นปีอาจจะตำ่กว่าด้วยซำ้ และหากโดนสหรัฐและอียูมีมาตรการแซงชั่นเพิ่มเติมจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดต่ำลงกว่านี้ ดังนั้นหากไม่รีบกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว โดยอ้างการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปอะไร และ ไม่เห็นมีการปฏิรูปอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในปีกว่าที่ผ่านมา เศรษฐกิจจะยิ่งทรุดลงเรื่อยๆ ประชาชนจะทนความลำบากกันไม่ไหว และการที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลออกมาบอกว่าเศรษฐกิจของโลกและของไทยไม่ดี จึงไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นแนวคิดที่ผิดอย่างแน่นอน รัฐบาลควรที่จะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่เศรษฐกิจแย่เพื่อช่วยประคองไม่ให้เศรษฐกิจทรุดต่ำมากจนประชาชนเดือดร้อนเหมือนที่ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นทำกันเช่นการออก QE และไม่จำเป็นต้องกระตุ้นแล้วหากเศรษฐกิจฟื้นเพราะจะทำให้เกิดเงินเฟ้อได้เช่น สหรัฐหยุด QE หลังจากเศรษฐกิจฟื้น หากทีมเศรษฐกิจรัฐบาลไม่สามารถคิดในแนวนี้ได้ ประชาชนจะต้องลำบากกันอย่างมากต่อไปอีก

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

“เพื่อไทย” แนะรัฐคืนประชาธิปไตย ก่อนเศรษฐกิจทรุดหนัก


วันที่ 29 กรกฎาคม 2558 นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การส่งออกในเดือนมิถุนายนลดลงอย่างหนักที่ -7.87% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี 6 เดือน และเป็นการติดลบ 6 เดือนติดต่อกัน ทำให้ครึ่งปีแรกการส่งออกติดลบ -4.84% และเป็นไปตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเตือนไว้แต่แรก

อีกทั้งได้เตือนไว้อีกว่า เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะทรุดหนักมากกว่าครึ่งปีแรกและก็เป็นไปได้สูงหลังจากที่สหรัฐประกาศให้ไทยยังคงอยู่ในเทียร์3 เป็นอันดับต่ำสุดในปัญหาการค้ามนุษย์ และหากคิดว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบอะไร หรือจะรณรงค์ไม่ให้ซื้อสินค้าจากสหรัฐก็คงเป็นตรรกะวิบัติอย่างแน่นอน

เพราะเชื่อว่าสหรัฐจะต้องมีมาตรการกีดกันทางการค้าออกมาแน่ และจะยิ่งทำให้การส่งออกของไทยที่ทรุดอยู่แล้วยิ่งทรุดลงมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการส่งออกไปสหรัฐยังขยายตัวได้จากสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น ในขณะที่การส่งออกไปยังประเทศอื่นกลับทรุดตัวลงมาก

นางสาวอนุตตมา กล่าวต่อว่า หากสหรัฐมีมาตรการออกมาไทยคงแย่ลงอีกมาก ปัญหาและความกังวลดังกล่าวยังส่งผลกระทบให้หุ้นตกอย่างมาก และยังมีแนวโน้มที่จะตกลงต่ออีก จะเป็นดัชนีบ่งชี้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในอีกหลายเดือนข้างหน้าจะแย่ยิ่งกว่านี้ และแนวโน้มเศรษฐกิจอาจจะทรุดลงไปเรื่อยๆ การปรับคณะรัฐมนตรีก็อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จึงควรเร่งกลับสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้ประเทศต่างๆ ออกมาตรการกีดกันการค้ากับไทยเพิ่มขึ้นอีก เพราะเชื่อว่าจะโดนแน่หากยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

"เพื่อไทย" แนะ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล เปลี่ยนวิธีคิด


เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เห็นว่า ความน่าเชื่อถือของทีมเศรษฐกิจน่าจะมาถึงจุดต่ำสุดแล้ว หลังจากที่ออกมาโม้ว่า เศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ดีกว่า สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ก็อยากให้นำตัวเลขเฉลี่ยการเจริญเติบโตมาเทียบก็จะเห็นชัด ทั้งนี้ หลังจากที่นายกรัฐมนตรี เพิ่งตำหนิว่า การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณยังเบิกจ่ายได้แค่ 50% พอเบิกจ่ายไม่ได้ ม.ร.ว ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ก็ออกมายอมรับว่า การใช้จ่ายรัฐบาลคิดเป็นแค่ 20% ของจีดีพีเท่านั้น ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งตรงกับคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ที่เตือนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และ ม.ร.ว ปรีดิยาธร จะมาคาดหวังให้การบริโภคภายในประเทศ ที่มีสัดส่วนประมาณ 56% เพิ่มขึ้น ก็อยากถามกลับไปว่า จะให้ประชาชนหาเงินจากไหนเพื่อมาใช้จ่าย รายได้เกษตรกรลดลงกว่าครึ่ง แถมเจอสถานการณ์ภัยแล้ง แรงงานรายได้ลด เพราะขาดโอที การค้าขายใหญ่เล็ก ต่างฝืดเคือง

โดยทีมเศรษฐกิจรัฐบาลไม่มีมาตรการกระตุ้น ไม่ช่วยเหลือ และไม่ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่ประชาชนลำบากกันอย่างแสนสาหัส แล้วจะบอกว่าดีกว่าสมัยพลเอกเปรมได้อย่างไร และทีมเศรษฐกิจรัฐบาลต้องลดตัวเลขการโตทางเศรษฐกิจมาตลอดตั้งแต่ปีที่แล้วจนมาถึงปีนี้ ที่ยืนยันจะโต 4% ตอนนี้จะมายืนยัน 3% ซึ่งก็ไม่น่าจะถึงแล้ว 2% ก็อาจจะไม่ถึง หากไม่เปลี่ยนวิธีคิด อีกทั้งยังบอกว่า ปัญหาเศรษฐกิจและหุ้นตกในจีนจะไม่กระทบไทย ซึ่งไม่จริง เพราะจะกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างมากทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากประเทศจีนจะลดลงมาก การบริหารจัดการ และการคาดการณ์เศรษฐกิจของรัฐบาลทำให้ความน่าเชื่อถือของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลไม่เหลืออยู่แล้ว จึงน่าเป็นสาเหตุของข่าวลือที่จะตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งคงไม่มีใครจะกล้าเข้าไปร่วมเสี่ยงทำชาติเสียหายเพิ่มเติมแน่ และยืนยันได้ว่าถ้ายังไม่เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้ต่างประเทศยอมรับเศรษฐกิจไทยจะไม่มีทางฟื้น

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

“อนุตตมา” เตือน เศรษฐกิจตกต่ำกว่าที่คาด


วันที่ 23 มิถุนายน 2558 นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดการเจริญเติบโตของประเทศไทยในปีนี้ลง จาก 3.8% เหลือเพียง 3% ซึ่งเป็น ไปตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจได้ออกมาเตือนแต่แรกแล้ว และเชื่อได้ว่าเศรษฐกิจในสิ้นปีนี้มีโอกาสสูงที่จะโตไม่ถึง 3% ทั้งนี้เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายอย่างไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะการส่งออกในปีนี้ก็จะติดลบไม่ได้เป็นอย่างที่ ม.ร.ว ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจจะโต 4% และการส่งออกเป็นบวก อีกทั้งยังเจอปัญหาขององค์การบินระหว่างประเทศ (ICAO) และ ปัญหาโรคเมอร์ส ที่จะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวที่กำลังจะไปได้ดีให้หยุดชะงักลง โดยอยากเสนอให้รัฐบาลเร่งตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาและให้มี บุคคลากรพอเพียง เพื่อแก้ปัญหาของ ICAO อย่างเร่งด่วน อีกทั้งอยากให้รัฐบาลได้ศึกษารูปแบบในสมัยที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ป้องกันโรคซาร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันโรคเมอร์สนี้

นอกจากนี้ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยยังเป็นห่วงเรื่องภัยแล้งที่จะทำให้เกษตรกรลำบากมาก และ ยอดการส่งเสริมการลงทุนใน 5 เดือนแรก ที่มียอดโครงการลดลง 35% แต่มียอดเงินลดลงถึง 84% ซึ่ง เป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างมาก หมายถึงนักลงทุนต่างประเทศไม่ได้สนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยอีกแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบระยะยาวกับประเทศไทยอย่างมาก ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาและพยายามกลับสู่ระบอบ ประชาธิปไตยโดยเร็วเพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของต่างประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

อนุตตมา เผยเพื่อไทยกังวลเศรษฐกิจทรุดหนัก แนะ ประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย ลดปัญหาการกีดกันการค้า


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เป็นห่วงเศรษฐกิจไทยจะทรุดตัวลงต่อเนื่อง จากการส่งออกเดือนมีนาคมที่ติดลบร้อยละ 4.45 ซึ่งเป็นการติดลบ 3 เดือนติดกันโดยติดลบทั้งไตรมาสที่ลบร้อยละ 4.69 และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเป็นบวกได้   หากการส่งออกยังไม่สามารถขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้ ก็ยากที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ และอยากให้รัฐบาลได้วางแผนไปในอนาคตว่าจะทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร เพราะปัจจุบันการลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศก็ลดลงโดยตลอด

และหากประเทศไทยโดนข้อหาการค้ามนุษย์ในธุรกิจประมงจะยิ่งทำให้การส่งออกทรุดลงอีก และอาจจะมีการกีดกันทางการค้าอื่นๆตามมาอีกได้ หากโรดแมปการเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยของไทยยังไม่ชัดเจน และรัฐธรรมนูญยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทำให้เชื่อว่าโอกาสที่การส่งออกจะเพิ่มขึ้นในปีนี้จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย

ดังนั้นรัฐบาลควรหาทางแก้ไขความมั่นใจนี้อย่างเร่งด่วน และต้องคอยจับตาว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.5% จะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนแค่ไหน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยต้องช่วยดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับประเทศคู่แข่งหลังปรับลดดอกเบี้ยด้วยเพราะปัจจุบันค่าเงินบาทที่แข็งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการส่งออกที่ติดลบ –  สำนักข่าวไทย

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558

"อนุตตมา" FB "ย้ำ" คัดค้านมาตรา 44 ยืนยันเพื่อไทยไม่สนับสนุนกฏหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย


#TV24 นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยและคณะทำงานเศรษฐกิจเพื่อไทยโพสต์ข้อความผ่าน Facebook : jib.anuttama โดยมีเนื้อหาดังนี้

"ขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยสนับสนุนการเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานของภูมิภาค โดยใช้ความได้เปรียบเชิงภูมิยุทธศาสตร์ อันเป็นนโยบายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ซึ่งหากทำสำเร็จประเทศไทยจะมีรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล และเห็นว่าหากรัฐบาลนี้ทำได้ก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศ แต่พรรคเพื่อไทยคัดค้านการใช้ มาตรา 44 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เอื้อต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่สนับสนุนทุกกฏหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย พรรคยังคงยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ที่ให้เกียรติและสิทธิประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม"


วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

"อนุตตมา" หนุน โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา เหน็บรัฐ ใช้ ม.44 สานต่อ นโยบายหาเสียงเพื่อไทย


#TV24 นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยและคณะทำงานเศรษฐกิจเพื่อไทย กล่าวว่า

"โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา นี้เป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต เราต้องมองไปยังอนาคตข้างหน้าว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในอีก 20-30 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ไม่ใช่มองแค่วันนี้พรุ่งนี้ ต้องมองว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจระยะยาว การพัฒนาด้านระบบพลังงานและด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีและเศรษฐกิจเจริญ"

ซึ่งโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารานี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมต่อระหว่างสองมหาสมุทรเพื่อร่นระยะเวลาการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในแถบอาเซียน เหมือนดังที่สิงคโปร์เจริญก็เพราะสิงคโปร์เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเดินเรือส่งสินค้า มีท่าเรือน้ำลึก และมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาช้านาน ดังนั้น จึงเห็นว่า รัฐบาลควรเดินหน้าโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราต่อให้สำเร็จ"

"โดยโครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการที่พรรคเพื่อไทยเคยเสนอในช่วงการหาเสียงเมื่อปี 2554 ซึ่งหากรัฐบาลนี้ทำโครงการนี้สำเร็จจะเป็นคุณูปการใหญ่หลวงที่ทำให้ระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ของไทยพัฒนาไปมาก จึงขอให้รัฐบาลทำโครงการดีๆ เช่นนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความเด็ดขาดสามารถใช้มาตรา 44"