แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"สุรพงษ์" ตำหนิ "สนช." หัดละอายใจ ขาดประชุม-รับเงิน 2 ทาง


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่ผมเคยติติงว่าการที่มี สนช. บางท่านรับเงินเดือน 2 ทาง ทำให้รายจ่ายแผ่นดินสูงขึ้นและเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ซึ่งจะแตกต่างไปจากรัฐบาลที่มี ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง และมีตำแหน่งได้ไปเป็นรัฐมนตรี ก็จะรับเงินเดือนได้แค่เพียงทางเดียวเท่านั้น คือจะต้องเลือกเอาว่าจะรับเงินเดือนในตำแหน่งใด แต่ก็ต้องทำหน้าที่ทั้ง 2 ตำแหน่ง คือทั้งเป็น ส.ส. และรัฐมนตรี ยิ่งไปกว่านั้นรัฐมนตรีบางคนรู้ว่าตนเองไม่มีเวลาทำหน้าที่ ส.ส. ก็ยอมลาออกจากการเป็น ส.ส. เพื่อให้ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับถัดไปได้เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส. แทนอีกด้วย

แต่ที่รู้สึกไม่สบายใจ ก็คือการกินเงินเดือน 2 ทาง หรือ 2 ตำแหน่ง แต่กลับไม่มาทำหน้าที่ของตนเองในฐานะ สนช. ขาดการประชุมสภาฯหลายครั้ง ซึ่งก็ปรากฎเป็นข่าวตามที่ ไอลอว์ ได้ตรวจสอบพบข้อมูลนั้น ซึ่งโดยหลักการแล้วก็สมควรที่จะมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และควรรู้สึกละอายแก่ใจบ้างที่กินเงินเดือนหลวงแต่ไม่มาทำหน้าที่ที่ตนเองควรรับผิดชอบ และก็เชื่อว่าทุกท่านก็คงจะตั้งใจทำหน้าที่ แต่อาจจะติดภารกิจอื่นๆก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเป็นพวกผมนักการเมืองก็คงจะถูกตำหนิจากสื่อมวลชนและสังคม และก็คงถูกกดดันให้ลาออก หรือต้องรีบเอาเงินเดือนไปคืนหลวงกันแล้ว และโดยสามัญสำนึกของพวกผมก็คงจะไม่มีใครคิดที่จะกินเงินภาษีราษฎรโดยไม่ทำงานตามหน้าที่อย่างเด็ดขาด

นี่ก็เป็นแค่เพียงความคิดเห็นของอดีตนักการเมืองคนหนึ่งเท่านั้น ที่อยากจะเห็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองควรที่จะตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่เอาไว้ด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นสิทธิ์ที่พึงจะได้ของแต่ละท่านก็ตาม ก็ไม่ว่ากัน แต่ก็อยากขอฝากให้ท่านนายกฯประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้รีบพิจารณาและสลับปรับเปลี่ยนเอาคนใหม่ที่สามารถทำหน้าที่ได้เข้ามาแทนที่ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของ คสช. เพราะท่านต้องอยู่ในตำแหน่งกันอีกปีเศษๆ กว่าจะถึงวันเลือกตั้ง และใคร่ขอให้ท่านเลือกบุคคลที่ว่างงานจริงๆเข้ามาทำหน้าที่ใน สนช. ด้วย

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"สุรพงษ์" แนะรัฐยอมรับบริหารเศรษฐกิจล้มเหลว


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ทุกคนฝากความหวังไว้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่จะทำให้ประเทศปรองดองและเดินไปข้างหน้าแล้วลืมอดีตที่ผ่านมากันให้ได้ ก็อยากให้ พล.อ.ประวิตร ทำให้เต็มที่ เพื่อจะได้ถูกจารึกไว้ในจิตใจของคนไทยว่าความขัดแย้งและแตกแยกในบ้านเมืองนั้น แก้ได้ก็เพราะมาจากฝีมือของ พล.อ.ประวิตร และที่สำคัญก็เชื่อว่าคนไทยคงอยากเห็นกฎหมายก็คือกฎหมายที่ใช้กับคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกข้างและบ้านเมืองจะได้กลับคืนสู่ความสงบและมีประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา เพราะการรักษาเยียวยาเศรษฐกิจของไทยเราในขณะนี้ เชื่อได้ว่ายาเข็มแรกที่จะฉีดเข้าไปเพื่อรักษาให้ประเทศหายป่วยได้ทันตาเห็น ก็คือความเป็นประชาธิปไตย และที่พูดเสนอมาให้นี้ก็ไม่ใช่ว่าพวกเรานักการเมืองอยากจะให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่เราอยากเห็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชนให้ได้ดีกว่านี้ เพราะตลอดเวลา 2 ปีกว่าที่รัฐบาล คสช. บริหารประเทศมานั้น รัฐบาลต้องยอมรับว่าบริหารได้ล้มเหลวทางเศรษฐกิจ มีแต่รายจ่ายแผ่นดินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เก็บรายได้เข้ารัฐไม่เข้าเป้า โครงการประชารัฐก็ลอกเลียนแบบจากอดีตมาแทบทั้งสิ้น ฯลฯ แต่การทำ IO ทุกๆวันของรัฐบาลทำได้ดีมาก จนคนส่วนใหญ่หลงเชื่อและยังคิดว่าเศรษฐกิจของไทยเรายังคงดีอยู่ ก็ต้องขอชมเชยและหวังว่าเราคงจะไม่หลอกตัวเองกันอีกต่อไป เราจะต้องหันมาช่วยกันประคับประคองเศรษฐกิจของเราให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง และไม่ควรโยนความรับผิดชอบไปให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาแก้ปัญหาอยู่ร่ำไป ไม่เชื่อรัฐบาล คสช. ก็ต้องไปสอบถามนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเอาดูก็แล้วกันว่า เครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยเราที่มีอยู่ 4 เครื่องยนต์นั้น มันดับไปแล้วกี่เครื่อง? และเศรษฐกิจของไทยเราจัดเข้าขั้นโคม่าแล้วหรือยัง? หรือกำลังถูกเข็นเข้าไปอยู่ในห้องไอซียูแล้วหรือยัง?

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"สุรพงษ์" ห่วงรัฐถังแตก-สั่ง "ประยุทธ์" รัดเข็มขัด


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ถ้าจะเอาแต่ติติงโดยไม่เสนอวิธีการแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดอาการถังแตก ท่านนายกฯประยุทธ์ ก็จะต่อว่าเอาได้ และถ้าดูในรายละเอียดการจัดทำงบประมาณก็จะพบว่ารายจ่ายประจำของรัฐในแต่ละเดือนนั้นสูงมาก และงบลงทุนพัฒนาประเทศนั้นน้อยมาก จึงขอเสนอให้รัฐบาล คสช. รีบดำเนินการพิจารณาแนวทางรัดเข็มขัดประหยัดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ และหารายได้เข้ารัฐโดยเร็ว ดังต่อไปนี้ 1) ให้แม่น้ำ 5 สายทุกท่านรับเงินเดือนทางเดียว 2) หาแนวทางการลดเบี้ยประชุมคณะกรรมาธิการฯ หรือคณะกรรมการ คณะทำงานชุดต่างๆ ลง 3) งดการเดินทางดูงานในต่างประเทศ และปรับลดงบในการจัดสัมมนา 4) ระงับโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ 5) ระงับการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ปรับลดอัตรากำลังที่เพิ่มขึ้นทุกปี เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 6 ) การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลควรให้เฉพาะการใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐ 7) พิจารณาทบทวนการให้บำนาญแก่ข้าราชการเกษียณอายุ เพราะเรากำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ 8) ทบทวนสวัสดิการต่างๆให้แก่ญาติและครอบครัว 9) โครงการรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดิน ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลควรชะลอเอาไว้ก่อนบ้าง 10) รถไฟความเร็วระดับต่างๆ ไม่ว่าจะสูงหรือปานกลาง ถ้ายังไม่มีเงินก็ชะลอเอาไว้ก่อน 11) โครงการบริหารจัดการน้ำถ้ายังคิดหาวิธีการที่เหมาะสมแก้ไขยังไม่ถูกจุดได้ ก็ไม่ต้องเร่งรีบทำก็ได้ 12) นิคมอุตสาหกรรมตามแนวชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถ้าทำแล้วต้องควักเงินในกระเป๋าของรัฐมาทำเองก็รอให้รัฐบาลที่ทำเป็นเข้ามาทำจะดีกว่าไหม?

ส่วนด้านการเพิ่มรายได้เข้ารัฐนั้น 1) จัดเก็บภาษีเงินได้ ภาษีการค้า และภาษีมูลค่าเพิ่มให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและมีประสิทธิภาพ 2) ทบทวนสัมปทานของรัฐ และการทำสัญญาให้เช่าพื้นที่ราชพัสดุและการรถไฟแห่งประเทศไทย ฯลฯ กันเสียใหม่ 3) การจัดเก็บค่าเช่าที่และสัมปทานในเขตสนามบินต่างๆ และตลอดแนวทางหลวงแผ่นดินหรือเส้นทางรถไฟฟ้า สถานีรถไฟฟ้า สถานีขนส่ง 4) ทบทวนสัมปทานต่างๆตลอดแนวทางหลวงแผ่นดินและการท่าเรือฯ 5) ควรยกเลิกการจัดเก็บภาษีร้านอาหารและร้านค้าแบบเหมาจ่าย ควรจัดเก็บตามความเป็นจริง 6) การหลบเลี่ยงการเสียภาษีสินค้านำเข้าต่างๆ ตามแนวชายแดน และท่าเรือ หรือท่าอากาศยานฯ เป็นต้น ที่เสนอมานี้เป็นแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งถ้ารัฐบาลทำกันให้จริงจังก็จะทำให้รัฐน่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็ขอให้ท่านนายกฯประยุทธ์ จัดการให้เต็มที่ เพราะเชื่อว่าท่านทำได้ และทุกคนคงจะให้การสนับสนุนท่าน

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"สุรพงษ์" เผยรัฐถังแตก เสี่ยงประเทศล้มละลาย


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า 3 ปี งบประมาณ รัฐบาล คสช. ก็จัดทำงบประมาณแบบขาดดุลทุกปีและยังทำงบประมาณกลางปีเพิ่มเติมมาอีก 3 ปี ติดต่อกันเช่นกัน ซึ่งทำให้ขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก จนเงินหมดกระเป๋า แถมยังเอาเงินในคลังที่เก็บสะสมกันไว้ออกมาใช้จ่ายอีก พูดง่ายๆว่ารายได้ไม่มี มีแต่รายจ่าย และรายจ่ายที่เกิดขึ้นก็จัดเป็นรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ นี่ก็คืออาการที่เรียกได้ใช่ไหมว่า เริ่มจะถังแตก ถึงขั้นต้องทุบกระปุกออมสินเอาเงินออกมาใช้ ดังนั้นโครงการต่างๆที่รัฐบาลจะหยิบขึ้นมาทำก็น่าที่จะต้องศึกษากันดูใหม่ว่าจุดคุ้มทุนหรือจุดคืนทุนนั้นมันอยู่ตรงไหน มันเปลี่ยนไปจากเดิมไหม เพราะถ้าเราจำกันได้ในช่วงระหว่างปี 2525-2535 รัฐวิสาหกิจหรือภาครัฐ คิดจะทำธุรกิจอะไรก็มักจะขาดทุนแทบทั้งสิ้น แต่ต่อมาเริ่มมีการให้สัมปทานแก่ภาคเอกชน รัฐก็เริ่มมีผลกำไร มีรายได้ และเก็บภาษีได้มากขึ้น และต่อมาในหลายๆรัฐบาลก็ได้เริ่มมีการหาแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายประจำซึ่งนับวันก็ยิ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล บำเหน็จบำนาญ ฯลฯ แต่วันนี้เรากลับเดินมาซ้ำรอยเดิมอีก และ สนช. ที่ควรจะทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการคณะต่างๆ ในรัฐสภา ที่ควรจะศึกษาหาข้อมูลเพื่อเสนอแนะหรือท้วงติง คัดค้านการทำงานของรัฐบาล คสช. ตลอดเวลาเกือบ 3 ปี ก็คาดว่าคงจะไม่ได้ทำหน้าที่เท่าที่ควร ที่จะกล้าเสนอแนะท้วงติงรัฐบาล คสช. เพราะ สนช. ทุกท่านก็อาจจะเกรงใจหัวหน้า คสช. เพราะท่านเป็นคนแต่งตั้งสนช. มากับมือและ สนช. ก็มาจากข้าราชการประจำผู้สูงวัยแทบทั้งนั้น ก็อยู่กันมาด้วยความเกรงอกเกรงใจ มันก็เลยต้องยอมปล่อยเลยตามเลยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น และหัวหน้า คสช. จะมาโกรธและโยนความรับผิดชอบไปที่กระทรวงการคลังที่ไม่ศึกษาดูเงินในกระเป๋าหรือวิเคราะห์ความคุ้มทุนของแต่ละโครงการและผลตอบแทนของโครงการเหล่านั้น และรัฐบาล คสช. ยังคิดที่จะจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์อีกมากมายมาใช้ในกองทัพ จึงใคร่ขอถามว่าท่านหัวหน้า คสช. ท่านมองไม่เห็นหรือ ซึ่งท่านก็ต้องเข้าใจว่าถ้าตัวท่านยังมองไม่ออกด้วยตัวท่านเองและนั่งทำหน้าที่เป็นเฒ่าแก่สั่งจ่ายและใช้เงินเป็นอยู่อย่างเดียว ก็คงจะมีแต่เจ๊งหรือขาดทุนลูกเดียวก็เท่านั้นเอง นี่ถ้าจะให้ดีต้องหาคนมีความรู้ขึ้นมาทำหน้าที่โดยเร็วหรือไม่ก็ต้องรีบปรับ ครม. ชุดใหม่อีกรอบได้แล้ว ก่อนที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สภาวะล้มละลาย หรือหนี้สินล้นพ้นตัว มันก็จะยิ่งซ้ำเติมสร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน นักธุรกิจ พ่อค้าและนักลงทุน หนักลงไปอีก จึงขอฝากถึง พล.อ.ประยุทธ์ ได้คิดเป็นการบ้านโดยด่วน และขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใจเย็นๆ ใช้ความอดทนอดกลั้น เพราะการเป็นผู้นำนั้นทำดีมักจะไม่ค่อยได้ดี และก็อยากให้ ท่านบริหารประเทศอยู่ไปนานๆ ให้มันเห็นดำเห็นแดงกันไปเลย ท่านก็เป็นคนดีที่เกิดมาเพื่อแก้ไขและขอให้ท่านได้โปรดเข้าใจด้วยว่าปัญหาของประเทศในขณะนี้ก็คือรัฐบาล คสช.

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

"สุรพงษ์" แนะรัฐมุ่งหน้าปรองดอง หวังประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า "เห็นรัฐบาล คสช. และนายกฯประยุทธ์ได้มอบหมายให้ท่านรองนายกฯประวิตร หันมาดูแลเรื่องปรองดองนั้น ถึงแม้ว่าจะล่าช้าไปบ้างแต่ก็ดีกว่าไม่คิดจะทำอะไรเลย แต่ต้องขอฝากท่านรองนายกฯประวิตร ว่าก่อนอื่นท่านต้องถามตนเองและหาคำตอบให้กับตัวท่านเองให้ได้และ ทำความเข้าใจเสียก่อนว่าต้นตอของความขัดแย้งหรือความแตกแยกวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราที่ผ่านๆมานั้น มีสาเหตุหรือมีต้นตอความเป็นมาอย่างไร ซึ่งก็เชื่อได้ว่าคนที่ฉลาดปราดเปรื่องอย่างท่านย่อมรู้ดีกว่าใครเพื่อน และแทบจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยกันเลย เพราะถ้าหากไม่มีผลประโยชน์ใดๆ หรือใครแอบแฝงชักใยอยู่เบื้องหลัง เหตุกาณ์ความวุ่นวายยุ่งเหยิงมันก็คงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ และเราก็ต้องยอมรับความจริงกันว่ามันก็เป็นเช่นนี้มาในบ้านเมืองเราอย่างยาวนานตลอดร่วมครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา และวิวัฒนาการก็เปลี่ยนไปตามห้วงเวลาและสถานการณ์ต่างๆรอบด้านที่เปลี่ยนไป ก็ขอเอาใจช่วยท่านรองนายกฯประวิตร ให้ทำการปรองดองให้สำเร็จลุล่วงไปให้ได้ก็แล้วกัน พรรคเพื่อไทยก็อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุขเดินไปข้างหน้าและเดินไปบนสะพานของท่านนายกฯประยุทธ์ ก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ภายใต้หลักนิติรัฐและนิติธรรม เราก็พร้อมให้ความร่วมมือกับท่านรองนายกฯประวิตร"

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"สุรพงษ์" ห่วงประเทศล้าหลัง-สอนรัฐบาลเปิดวิสัยทัศน์


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การพัฒนาเด็กหรือเยาวชนของชาติด้านเทคโนโลยีไอทีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องเปิดกว้างให้เยาวชนคนไทยได้มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้เพื่อให้ตามทันวิวัฒนาการด้านนี้ให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศอื่นๆ เพื่อให้รู้เท่าทันเขา เพราะทุกวันนี้อุปกรณ์โทรศัพท์ มือถือมีฟังค์ชั่นการทำงานที่เหนือกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในอดีตมากมายนัก มีเทคโนโลยีที่เปิดกว้างจนเข้าสู่ยุคแห่งการสื่อสารที่ไร้พรมแดนอย่างแท้จริง จนนับได้ว่ากลายเป็นปัจจัยที่ 5 นอกเหนือไปจากปัจจัยสี่ที่เรารู้ๆกันมาแต่ในอดีตคือ บ้าน ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และอาหาร เพราะฉะนั้นผู้บริหารประเทศจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เข้าใจถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เข้ากับชีวิตและความเป็นอยู่ประจำวันของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ประเทศจึงจะพัฒนาและก้าวตามทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้ มิฉะนั้นประเทศไทยเราก็จะกลายเป็นเสมือนเต่าล้านปีก็เป็นได้ ผู้ใหญ่ก็จะเป็นผู้เฒ่ากะโหลกกะลาในสายตาของเด็กๆไปกันแล้ว ก็ต้องขอให้ผู้บริหารประเทศชุดนี้ได้เปิดวิสัยทัศน์ของตนเองให้กว้างไกล คิดอะไรให้ถี่ถ้วน รอบคอบก็แล้วกัน เพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่มอบให้แก่เด็กและเยาวชนของไทยเราเพื่อจะได้มีโอกาสก้าวตามทันประเทศอื่นๆที่พัฒนาไปไกลกว่าเรา การปิดกั้นเสรีภาพในการใช้วิวัฒนาการไอทีโดยวิธีการกำหนดตัวบทกฎหมายโดยปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการใช้ข้อมูลข่าวสารในการเชื่อมโยง ติดต่อสี่อสารกันในสังคมข้อมูลข่าวสารก็อาจจะส่งผลเสียหายย้อนกลับมาทำให้ไทยเราอาจจะล้าหลังในด้านความคิดและการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวันก็เป็นได้ ก็รู้สึกสงสารยุคไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลคสช.

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"สุรพงษ์" แนะรัฐฟังพลังเสียงโซเชียลฯ-ห่วงปัญหาละเมิดสิทธิ์ประชาชน


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "การละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้อื่น และการไม่เคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน การล่วงละเมิดหลักการแห่งสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน นับว่าเป็นปัญหาค่อนข้างใหญ่ในบ้านเรา องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลกก็ได้ออกมาท้วงติงและแสดงความห่วงใย ข้อกังวลต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเราในสายตาประชาคมโลกไม่ดีเอาเสียเลย ยิ่งรัฐบาล คสช. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน และบางครั้งท่านนายกฯประยุทธ์ ก็คิดเอาเหมาเองว่ารัฐบาลของท่านมาโดยความเห็นชอบของประชาชน ที่มอบหมายให้ท่านมาบริหารประเทศ ก็ไม่ว่ากันหรอก แต่สังคมโลกเขารู้ว่ารัฐบาล คสช. มีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งนี่คือจุดอ่อนของรัฐบาลนี้ที่ทำให้การบริหารงานไม่เป็นที่ยอมรับในภาพกว้าง วันนี้ก็ต้องขอเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ควรรับฟังข้อทักท้วงของทั้งสื่อมวลชน และประชาชนผู้ใช้ Social Media ที่ออกมาเรียกร้องในการตรากฎหมายของ สนช. ที่จะส่งผลกระทบในการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพ และปิดกั้นเนื้อหาสาระต่างๆของผู้ใช้ข้อมูลข่าวสาร และทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน และเกิดความแตกแยกทางความคิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งหลักการในการตรากฎหมายนั้นควรต้องคำนึงถึงทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ไปพร้อมๆกันด้วย ไม่ใช่คิดว่าจะใช้พวกมากลากไป หรือการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จไม่ฟังเสียงประชาชนเลย เร่งรีบให้กฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติเพื่อหวังทำลายสถิติว่า สนช. ชุดนี้มีผลงานมากที่สุด ออกกฎหมายได้รวดเร็วเป็นจำนวนมาก ไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดเคยทำได้ทำนองนั้น แต่กฎหมายที่ดีควรมีคุณภาพและต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน ยึดมั่นในหลักความเป็นธรรม และเคารพในสิทธิเสรีภาพซึ่งกันและกันด้วย"

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"สุรพงษ์" แนะรัฐฟังเสียงประชาชน-ทบทวนพ.ร.บ.คอมฯ


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า "นี่ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน และถ้าสภาฯจะออกกฎหมายใดขึ้นมาและถัาปรากฎว่ามีประชาชนเข้าชื่อคัดค้านกฎหมายกว่า 3 แสนคน ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากๆ ยิ่งกว่าเหมือนจิ้งจกทักเสียอีก ในฐานะที่ผมเคยมีส่วนร่วมยกร่างพรบ. คอมพิวเตอร์มาในอดีตในสมัยรัฐบาลชุดก่อนๆ ก็ต้องขอบอกว่าวิวัฒนาการ ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านไอทีหรือในยุคดิจิตอลนั้นมันเป็นไปอย่างรวดเร็วมากๆและมีความหลากหลาย คนที่คิดจะยกร่างกฎหมายคอมพิวเตอร์จะต้องมีวิสัยทัศน์และควรตามทันกับพัฒนาการด้าน ซอฟท์แวร์และแอพพลิเคชั่นให้ทัน และต้องเปิดใจกว้างที่จะต้องยอมรับในหลักการแห่งสิทธิมนุษยชนและเคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน และคำนึงถึงการใช้แอพฯของผู้ใช้จากทั่วโลกด้วยเพราะทุกวันนี้เราอาศัยอยู่ในโลกที่ไร้พรมแดน เป็นโลกที่เปิดกว้างจึงอยากขอให้สนช. รับฟังข้อเรียกร้องของประชาชนที่เข้าชื่อกันให้สนช. ทบทวน พรบ. คอมพิวเตอร์ ในครั้งนี้เอาไว้ก่อนด้วย ไม่ควรรีบเร่งที่จะต้องผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปให้ได้ และการเปิดรับฟังข้อท้วงติงและชี้แจงประเด็นที่ประชาชนมีข้อกังขา ข้อสงสัยให้เกิดความกระจ่างชัดเจนก่อน ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด และสนช. ก็จัดให้มีการทำประชาพิจารณ์ก็น่าจะดี ไม่ควรใช้วิธีการเช่นเดียวกันกับการผ่านร่างพรบ. พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือพรบ. อื่นๆที่นั่งพิจารณาทำๆกันไปโดยไม่มีฝ่ายค้าน 3 วาระรวดวันเดียวจบ อะไรทำนองนั้น จนเป็นความเคยชินไปแล้ว ควรให้ประชาชนที่เข้าชื่อกันได้มีส่วนร่วม และได้มีโอกาสเสนอแนวคิดหรือมุมมองของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่เข้าใจในเนื้อหาสาระของตัวบทกฎหมายไดัดีกว่าและเป็นผู้ที่จะได้รับผลจากกฎหมายที่สนช. ยกร่างกันขึ้นมาโดยตรง และก็ควรเชิญตัวแทนกลุ่มประชาชนมาร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณายกร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ก็อยากขอให้รัฐบาลคสช. สั่งให้สนช. ชะลอพรบ. ฉบับนี้เอาไว้ก่อนก็จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้กฎหมายเป็นที่ยอมรับได้ของประชาชนในอนาคต ไม่เห็นว่าจะต้องรีบเร่งกันไปถึงไหน ต้องรู้จักฟังคนอื่นเขาเอาไว้บ้าง อย่าคิดว่าพวกตนเองมา จากรัฐฏาธิปัตย์ คิดจะทำอะไรก็ได้

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"สุรพงษ์" แนะ "ประยุทธ์" ปรับครม.-ห่วงรัฐบาลเวลาเหลือน้อย


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่พรรคเพื่อไทยว่า “ถ้าจะให้ดีก็อยากฝากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า เมื่อต้องปรับครม.ท่านอาจจะคิดที่จะนำเอาคนที่มีฝีมือด้านเศรษฐกิจมาเป็นรองนายกฯดูแลด้านเศรษฐกิจแทนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มาแทนรัฐมนตรีคลัง หรือรัฐมนตรีพานิชย์ น่าจะทำให้เศรษฐกิจของบ้านเราดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็อยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ว่าจะคิดเห็นอย่างไรบ้าง แต่ประเด็นที่ท่านคำนึงถึงคือ บางท่านที่มีความสามารถก็ไม่อยากเอาตนเองมาเสี่ยงกับระยะเวลาสั้นๆที่เหลืออยู่นี้ ตนก็คิดว่า รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นต้องทำงานหนักขึ้น หากไม่ถูกกีดกันโดยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งสิ่งนี้คือปัญหาใหญ่ที่จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่ทำงานได้อย่างยากลำบาก สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์พูดอยู่ตลอดเวลาว่า ประเทศไทยเราจะต้องเป็นประชาธิปไตย ก็อยากฝากท่านว่า วันนี้เรายังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ นานาชาติ สังคมโลกเขาเฝ้ามองอยู่ว่าเมื่อไหร่ประเทศไทยจะก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เต็มรูปแบบ คือมีรัฐธรรมนูญ และมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นก็ขอฝากไว้ในดุลยพินิจของพล.อ.ประยุทธ์ด้วยซึ่งท่านรู้เรื่องนี้ดีที่สุด ความจริงก็คือความจริง"

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"สุรพงษ์" แนะ "ประยุทธ์" เลิกหงุดหงิด สอน "มีชัย" คิดใหม่-ห่วงแผนยุทธศาสตร์พาชาติถอยหลัง


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "ต้องฝากถึง ท่านนายกฯประยุทธ์ และ รองนายกฯ ประวิตร ว่าถึงวันนี้เชื่อว่าคงไม่มีใครหรือนักการเมืองคนไหนออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งให้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน เราทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยความปรองดอง สมานฉันท์ เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน จึงใคร่ขอให้ทั้งสองท่านที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหยุดใช้อารมณ์หรือแสดงอาการหงุดหงิดใส่สื่อมวลชนหรือมากล่าวหาต่อว่าคนโน้นคนนี้ได้แล้ว ขอให้รัฐบาลสบายใจได้ ขอให้รัฐบาลเดินหน้าไปตามโรดแมป ที่พวกท่านได้กำหนดกันเอาไว้ ขอให้แม่น้ำ 5 สายทำงานให้สบายใจได้ ขอให้เราได้มีกฎหมาย และ กติกา ที่เป็นธรรมกับทุกๆฝ่ายก็แล้วกัน บ้านเมืองและประเทศชาติเราจะต้องก้าวต่อไปข้างหน้า ด้วยความสงบและเรียบร้อย การทุจริต คอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎรบังหลวงต้องหมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทยกันเสียที ประชาชนต้องมีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย สินค้าเกษตรต้องขายได้ราคา แรงงานไทยต้องมีงานทำ พูดง่ายๆว่าคนไทย ต้องมีกินมีใช้ ไม่อดอยากปากแห้ง และอยากให้พวกเราทุกสาขาอาชีพต้องหันหน้ามาช่วยกันทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองกันได้แล้ว ถึงเวลาที่คนไทยทุกคนต้องมาช่วยกันพัฒนาและปฎิรูปการทำงานในองค์กร และหน่วยงานต่างๆและปฎิรูปตนเองกันให้ได้เสียที เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยเรา แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการที่ประธานกรธ(มีชัย) ออกมาบอกว่าถ้ารัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้งไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อาจส่อผิดรัฐธรรมนูญ นั้น เพราะหากสมมุติว่าวิธีการคิดยุทธศาสตร์ของชาติ เกิดผิดพลาดหรือมันกำลังจะนำพาประเทศถอยหลังลงคลอง แล้วจะให้รัฐบาลชุดใหม่เดินตามแบบอย่างที่ผิดๆอย่างนั้นหรือ นี่ขนาดรัฐบาลชุดนี้เป็นต้นคิดวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและระดมสมองมาจากแม่น้ำ 4-5 สายรัฐบาลคสช. ก็บริหารบ้านเมืองมาเกือบ 3 ปี เศรษฐกิจประเทศยังถดถอยขนาดนี้และมีแนวโน้มที่ไม่ดีขึ้นเอาเสียเลย รายได้ประชากรก็ลดลง ประชาชนก็ทะยอยตกงาน สินค้าเกษตรราคาก็ตกต่ำแก้ไขไม่ได้ และรัฐบาลชุดนี้ก็ทำเป็นแค่การแจกเงินให้ประชาชนนำไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ และให้คนหยุดงานแล้วท่องเที่ยวช่วยกันใช้เงิน แล้วแบบนี้ถ้าจะให้เดินตามก้นกัน มันจะไม่พากันลงเหวกันหมดทั้งประเทศหรืออย่างไร แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีที่รัฐบาลชุดนี้วางไว้และใช้มาร่วม 3 ปี ยังไม่เอาไหนเลย แล้วเหลืออีก 2 ปีจะครบ 5 ปี ถามกันตรงๆว่ามันจะแก้เศรษฐกิจได้จริงหรือ? ก็ขอฝากให้พวกท่านกลับไปลองคิดไตร่ตรองกันดูเสียใหม่จะดีหรือไม่?

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

"สุรพงษ์" หนุน "ยิ่งลักษณ์" ขายข้าวช่วยชาวนา-ถามกลับ "อภิสิทธิ์" ปั่นราคาหรือไม่?


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงที่พรรคเพื่อไทยว่า การกล่าวหาว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าทุบราคาข้าว นั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ซื้อข้าวจากชาวนามาในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ชาวนาได้รับเงินตามจริงโดยที่ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง ค่าแรง ไปจนถึงค่าบรรจุหีบห่อ จึงทำให้ต้นทุนถูก ดังนั้นการกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ว่าเป็นผู้ทุบราคาข้าวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยซื้อข้าวจากชาวนาในราคากิโลกรัมละ 25 บาทนั้น หากตนเป็นคนนิสัยไม่ดีก็อาจจะมองว่านายอภิสิทธิ์กำลังปั่นราคาหรือไม่? อย่างไรก็ตาม ตนดีใจที่ทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือรับซื้อข้าวจากชาวนา เช่น บริษัทแกรมมี่ฯ ที่รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคากิโลกรัมละ 20 บาทเช่นเดียวกัน

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

"สุรพงษ์" แนะงบรัฐต้องโปร่งใสตรวจสอบได้-เตือนโฆษกคสช.อย่าสร้างข่าวโยงกลุ่มการเมือง


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า "การเดินทางของคณะท่านรองฯประวิทย์ ไปทริปฮาวาย นั้นประชาชนให้ความสนใจอย่างยิ่ง ในเรื่องค่าใช้จ่าย 20 ล้าน กับรายชื่อผู้ร่วมคณะเดินทางไปด้วยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่มีคนนำเอาข้อมูลผู้ร่วมคณะเดินทางมาเปิดเผยถึงขนาดที่นำเอาผังที่นั่งมาแสดงให้เห็นว่าใครนั่งตรงไหนบนเครื่องบิน และการที่รัฐบาลควรจะต้องเปิดเผยและชี้แจงให้ประชาชนทราบก็ถือเป็นเรื่องปกติภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่ฝ่ายบริหารจะต้องถูกตรวจสอบได้ เพื่อความโปร่งใส และการที่ท่านอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ออกมาให้คำแนะนำให้ท่านรองฯประวิทย์ ชี้แจงให้สังคมได้รับทราบก็ถูกต้องแล้ว และการที่โฆษกรัฐบาลออกมาโยนเรื่องนี้ให้เป็นการเมืองโดยพยายามกล่าวหากลุ่มการเมืองเก่าที่มีคดี ซึ่งมันก็เป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากคนของพรรคเพื่อไทย ก็อยากขอความเป็นธรรมให้กับพวกเราบ้าง การเป็นชายชาติทหารนั้น ถ้ากล้าทำก็ต้องกล้ารับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ความจริงก็คือความจริงมันปิดบังกันไม่ได้อยู่แล้ว ข้อมูลต่างๆที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้น ถ้าไม่ใช่คนในด้วยกันเองทำ ก็เชื่อได้ว่าไม่มีทางที่คนนอกจะล้วงออกมาเปิดเผยได้อย่างแน่นอน และอยากเสนอว่าเพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงความบริสุทธิ์ ก็ให้คนที่ประชาชนมีข้อกังขาอยู่ในใจว่าได้ร่วมเดินทางไปกับคณะจริงหรือไม่ เอาพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทางมาเปิดพิสูจน์กันดูเลย ว่ามีการแสตมป์ในหนังสือเดินทางช่วงเวลา 29 ก.ย - 2 ต.ค. ได้มีการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาหรือไม่? เท่านั้นเอง ก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไรและอยากให้ผู้ว่าสตง. สืบเสาะหาความจริงด้วยวิธีนี้เช่นกันเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

“สุรพงษ์” แนะ “ประยุทธ์” เร่ง “ป.ป.ช.” สอบทุจริต GT200


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า วันนี้อยากขอให้ท่านนายกฯ ประยุทธ์ กำชับให้องค์กรอิสระอย่างเช่น ป.ป.ช. ดำเนินการเรื่องการตรวจสอบเรื่องการทุจริต คอร์รัปชั่น โกงบ้านกินเมือง ฉ้อราษฎรบังหลวง ด้วยกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และอยากเห็น ป.ป.ช. ก็ต้องยึดมั่นในข้อกฎหมายของ ป.ป.ช. เองอย่างเคร่งครัด และพิจารณาทุกเรื่องด้วยความเป็นธรรม เท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฎิบัติ ก็เท่านั้นเอง และก็อยากให้ท่านนายกฯประยุทธ์ กำชับให้ ป.ป.ช. เปิดเผยสารบบ คำร้องเรียน เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าไม่ได้มีการเลือกปฎิบัติ อย่างเช่นเรื่องที่ยังค้างคาอยู่ขึ้นมาพิจารณาด้วยเช่น พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยถูกร้องเรียน เรื่อง การก่อสร้างสถานีตำรวจ เรื่องกรณีเรือเหาะของกองทัพบก เรื่องการจัดซื้อ GT200 เรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับประกันราคาข้าวของนายอภิสิทธิ์ เรื่องความเสียหายที่เกิดจากการชุมนุมประท้วงปิดสถานที่ราชการของกลุ่มผู้ชุมนุม ฯลฯ

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เผย “ประยุทธ์” ไม่ปรับครม. “สุรพงษ์” คาดอยู่ไม่นาน


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงวิสัยทัศน์ในการทำผัดไทยและตักข้าวราดแกงโชว์ ไม่ได้แตกต่างจากสมัยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่งเสริมนโยบายเรื่องครัวไทยสู่ครัวโลกในต่างประเทศ เพียงแต่ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ส่งเสริมในประเทศ ซึ่งนายกฯ ไทยก็จะโชว์การทำอาหารมาแทบทุกคนนับตั้งแต่แกงเขียวหวานใส่บรั่นดีของพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นต้นมา แต่อยากเห็นการไปจ.ร้อยเอ็ดของท่านนายกฯ ซึ่งน่าจะไปนอนค้างคืนกับชาวบ้านเหมือนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ทัวร์นกขมิ้นเหลืองอ่อนไปนอน ไปกิน ไปค้างคืนกับชาวบ้าน

ตนเชื่อว่านายทักษิณคงไม่สงวนลิขสิทธ์ถ้าพล.อ.ประยุทธ์จะลอกเลียนแบบ เพราะแทบทุกโครงการที่รัฐบาลนี้นำขึ้นมาทำใหม่ก็ล้วนแต่เป็นโครงการที่รัฐบาลทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์เริ่มต้นคิดและเริ่มต้นทำเอาไว้มาก่อนแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น 30 บาทรักษาฟรีทุกโรค หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล (OTOP) เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ การเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมไปยังภูมิภาคต่าง ๆ และการเปิดด่านชายแดนเพื่อส่งเสริมการค้าขายตามแนวชายแดน เราไม่ว่ากัน ขอเพียงให้ท่านทำความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศและพี่น้องประชาชนมีความสุข อยู่ดี กินดี ก็แล้วกัน และไม่จำเป็นที่ท่านนายกฯ จะต้องปรับครม.อีกแล้ว เพราะท่านก็พูดอยู่ตลอดเวลาว่าท่านจะอยู่อีกไม่นาน

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

“สุรพงษ์” แนะ “ประยุทธ์” วางมือทางการเมือง-ลดขัดแย้ง


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่สภา นิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีข้อเสนอให้ ส.ว.มีสิทธิ์ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้ประชาชนคงจะมึนงง กับวิธีคิดของ สนช.ว่า เหตุใดจึงวุ่นวาย ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และตีความจนถึงขั้นจะให้ ส.ว. เสนอชื่อนายกฯ ได้

จึงอยากฝากให้นายกฯ กำชับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้แก้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยคำนึงถึงเจต นารมณ์และความรู้สึกของประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต

ส่วนตัวขอเสนอแนะให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรวางมือทางการเมือง เมื่อโร้ดแมปของ คสช. สิ้นสุดลง เพื่อจะได้ดูสง่างาม เพราะตามประวัติศาสตร์ ผู้นำทหารเมื่อเข้าสู่เวทีการเมือง มักจบลงแบบไม่สง่างามแทบทั้งสิ้น

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

"สุรพงษ์" แนะรัฐฟัง EU เคารพสิทธิ-เสรีภาพประชาชน


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรับมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้เห็นสถานทูตของอียู 20 กว่าประเทศ รวมทั้งสถานทูตสหรัฐและแคนาดาในประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันแสดงความห่วงใยและเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. เปิดกว้างให้มีการแสดงความคิดความเห็นของทุกๆ ฝ่ายที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเสรีในช่วงก่อนการทำประชามตินั้น ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่รัฐบาล คสช. จะแกล้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่สนใจ และสั่งการให้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศออกมาชี้แจงแล้วคิดว่าเรื่องมันคงจะจบลงไปง่ายๆ นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐสภาเยอรมันก็ได้ออกมาเรียกร้องเช่นกัน ให้รัฐบาลไทยต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ตนขอฝากเตือนคสช.ว่า หากคสช.ไม่ให้ความสำคัญต่อการเรียกร้องของเขา เชื่อว่าในอนาคตย่อมจะมีมาตรการอื่นๆ ตามมา และอาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน แม้กระทั่งการท่องเที่ยว ประเทศกลุ่มนี้จัดได้ว่าเป็นลูกค้าชั้นดี และจัดเป็นกลุ่มผู้บริโภครายใหญ่ของไทยแทบทั้งนั้น ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลทหารในครั้งนี้ ผู้ประกอบการค้าขาย นักลงทุน นักธุรกิจ พ่อค้าแม่ขายชาวไทยทั้งหลายพึงตระหนักเอาไว้ด้วย ก่อนที่มันจะสายเกินแก้ และเตรียมตัวเตรียมใจรองรับเอาไว้ด้วย จะมากล่าวหาว่าทำไมไม่เตือนกัน ไม่บอกกล่าวกันไว้ล่วงหน้าไม่ได้

“ขอให้ท่านหัวหน้าคสช.ได้โปรดคิดให้หนัก ซึ่งท่านน่าจะรู้ดีว่าเขาคิดกับเราอย่างไรกันบ้างในเวทีการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรปที่มองโกเลียที่ท่านไปร่วมประชุมมาสดๆ ร้อนๆ ผู้นำยุโรปเขามีความรู้สึกกับไทยเราอย่างไรบ้าง ท่านน่าจะสัมผัสได้ดีด้วยตัวของท่านเอง ถ้าท่านไม่คิดที่จะหลอกตัวเอง” นายสุรพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ Facebook: European Union in Thailand หรือ คณะผู้แทนยุโรปประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติของไทย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดให้มีการอภิปรายการลงประชามติได้อย่างเปิดกว้าง

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

"สุรพงษ์" สอน "ชวน" แก้ปัญหาภาคใต้-เลิกโทษทักษิณ


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัญหาไฟใต้ที่ทุกๆ รัฐบาลมีความห่วงใยเพราะเป็นปัญหาของประเทศมาอย่างยาวนานไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนไหนก็ตามก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้แม้กระทั่งนายกฯ ที่เป็นคนใต้แบบนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ ก็ยังไม่มีปัญญาที่จะแก้ได้ จะมีศอบต. สักสิบศอบต. ก็ไม่เห็นว่าจะมีผู้ใดที่จะแก้ไฟใต้นี้ได้ เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี คนแล้วคนเล่า พยายามที่จะเชิญชวนกลุ่มต่างๆ เข้ามาพูดคุยหาความร่วมมือกันเพื่อให้พี่น้องชาวไทยได้อยู่กันด้วยความสันติสุขก็ไม่เคยสัมฤทธิผล นายชวนก็มักจะใช้วิธีการเดิมๆ กล่าวคือจะหันมาโจมตีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายชวนก็มักจะพูดให้เป็นเสมือนหนึ่งแผ่นเสียงตกร่องเพื่อโจมตีทางการเมืองนายทักษิณ โดยไม่เคยหันกลับไปมองถึงรากเหง้าแห่งปัญหาที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แท้จริง

ทั้งนี้ นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณสิริ เพื่อนส.ส. จังหวัดยะลา เคยพาลงพื้นที่ 3 จังหวัด และได้มีโอกาสรับรู้รับทราบปัญหามาก็พอสมควร จึงอยากขอร้องว่าการออกมาพูดของนายชวนในลักษณะเช่นนี้ควรจะยุติได้แล้ว ทุกวันนี้สูญเสียชีวิตของพี่น้องเราไปมากมายแล้ว ต้องพลัดพรากจากคนที่รัก ร่างกายทุพพลภาพไปกันโดยเปล่าประโยชน์ ตนว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะหันหน้าเข้าหากัน นักการเมืองก็ไม่ควรที่จะเอาเรื่องปัญหาภาคใต้มาเล่นเป็นเกมการเมือง

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

“สุรพงษ์” แนะหยุดยื้อเวลา ถามทางลง "คสช." หลังร่างฯรธน.ไม่ผ่านประชามติ


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่าแบบสอบถามที่สำนักต่างๆไปถามกลุ่มคนเพียง 1200-1350 คน แล้วมาสรุปกันเป็นตุเป็นตะ ว่าประชาชนเชื่ออย่างนั้นอย่างนี้มากกว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะการบอกว่าประชาชนเห็นด้วยกับ รธน. ว่าต้องเชื่อฟังท่านนายกประยุทธ์ และนายมีชัย มากกว่าเชื่อฝ่ายการเมือง ซึ่งในแง่วิชาการก็ดูดีแต่ความน่าเชื่อถือของการทำโพลที่เอาใจผู้มีอำนาจหรือตั้งใจที่จะชี้นำสังคมนั้นมันอันตรายอย่างยิ่งและคนที่โพลไปถามมานั้นเป็นกลุ่มคนเดิมๆที่ฝักใฝ่แนวทางการรัฐประหารมากกว่าแนวทางประชาธิปไตยหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ มันจึงทำให้เราไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง มันกลับกลายเป็นว่าพวกเรากำลังหลอกตัวเอง และมีขบวนการหลอกคนอื่นให้หลงเชื่อตามพวกตนเอง และใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างมากสำหรับสังคมไทยและอนาคตของประเทศไทย

ทั้งๆที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่า รธน. ฉบับนี้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากลจะยอมรับได้ แต่ด้วยพฤติกรรมของพวกตนเองที่ผูกโยงอยู่กับเผด็จการรัฐประหารมาโดยตลอดและก็เป็นต้นเหตุให้เกิดการปฎิวัติรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค. 2557 ที่ผ่านมา คำถามจึงเกิดขึ้นว่า แล้วแบบนี้พวกเราจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกันได้อย่างไร และร่าง รธน.ฉบับนี้ยังเป็น รธน. ที่ยากที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยรัฐสภา นอกเสียจากว่าจะต้องมีการปฎิวัติรัฐประหารและฉีก รธน. ทิ้งกันอีกรอบหนึ่งเท่านั้น จึงจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเปรียบเสมือนการสืบทอดทายาทเอาไว้ เพื่อให้เกิดการปฎิวัติรัฐประหารในอนาคตดังนั้นถ้าจะให้ดีก็อยากให้หัวหน้าคสช. ตัดสินใจให้ทุกฝ่ายออกมารณรงค์กันให้เต็มที่เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงและรับรู้ความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจได้เต็มที่ตอนทำประชามติว่าจะรับหรือไม่รับ วิธีเช่นนี้น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก่อนที่คสช จะเดินเข้าสู่สภาวะการที่ยุ่งยากลำบากและไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนคนไทยและประชาคมโลก และก็ถึงเวลาแล้วที่ คสช. ต้องตัดสินใจประกาศให้ชัดเจนได้แล้วว่าถ้าร่าง รธน. ไม่ผ่านประชามติ คสช.จะทำอย่างไรต่อไป เพราะหมดเวลาแล้วที่ คสช. จะดึงเกมเพื่อเล่นต่อหรือจะต่อเวลาออกไปได้อีกแล้ว

ผมเชื่อว่าบรรดาพ่อค้า นักธุรกิจ ผู้ประกอบการค้าขายการลงทุน ผู้ส่งออก ทั้งหลายคงจะทนรับไม่ไหวกับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นแบบนี้อีกต่อไป โดยเฉพาะชาวไร่ ชาวนาและชาวสวน ตลอดจนชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำที่ต้องทนทุกข์อยู่กับความยากลำบากอยู่จนถึงทุกวันนี้ เขาก็คงอดทนอีกต่อไปไม่ไหวแล้วเช่นกัน

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

“เพื่อไทย” เตือนประชาชน ระวังเป็นเหยื่อ “รับ” ร่างฯรัฐธรรมนูญ


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยนั้น เห็นได้ชัดว่าจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการเรียกร้องใดๆ จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้เหมือนในอดีต เช่น โครงการหรือนโยบายประชานิยมที่ประชาชนเคยได้รับการอุดหนุนหรือช่วยเหลือสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งประชาชนเคยเรียกร้องผ่านส.ส. ที่ตนเลือกตั้งเข้าไปให้ไปบอกให้พรรคการเมืองที่ส.ส. สังกัดอยู่ให้ทำเป็นนโยบายของรัฐบาลตามที่ประชาชนต้องการก็จะทำไม่ได้อีกต่อไปเพราะจะมีป.ป.ช. กกต. และสตง. สามารถท้วงติงไม่ให้รัฐบาลดำเนินการได้ หรือสั่งให้ทบทวนนโยบายนั้นๆได้  และทั้ง 3 องค์กร ก็ใช่ว่าจะมีประสบการณ์หรือความรู้ ความสามารถ เก่งฉกาจที่จะรู้ไปหมดเสียทุกเรื่องได้ ความเสียหายก็อาจย้อนกลับมากระทบและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนได้ เป็นต้น

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้ของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ประชาชนเดือดร้อนแน่นอน นักการเมืองและพรรคการเมืองก็ทำอะไรไม่ได้ ยิ่งวิธีการเลือกส.ส. แบบสัดส่วนผสม ก็จะทำให้พรรคการเมืองใหญ่เสียเปรียบ และไม่มีโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ พูดง่ายๆว่าต้องเป็นรัฐบาลผสมเท่านั้น แล้วแบบนี้ก็เชื่อได้ว่าประชาชนก็ไม่สามารถเรียกร้องหรือสั่งให้พรรคการเมืองที่ตนเองรักหรือชอบทำอะไรให้ได้ ประชาชนถูกลิดรอนอำนาจในมือที่เคยมีในอดีตทิ้งไปหมดแล้ว ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆที่พวกเขากำลังจะทำประชามติ แล้วแบบนี้ประชาชนจะต้องคิดให้รอบคอบว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยนี้

"การลงไปชี้แจงของฝ่ายที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติก็ต้องฟังหูไว้หู อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ เดี๋ยวจะตกเป็นเหยื่อพวกเขาได้ ก็อยากให้สอบถามผู้รู้จริงและคนที่มีหัวใจประชาธิปไตยที่แท้จริงเอาไว้ ส่วนเรื่องการเลือกตั้งจะต้องเลื่อนหรือยืดเวลาออกไปก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำหรับนักการเมืองอย่างพวกผมแต่ต้องให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนและเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้นสำคัญที่สุดและมันก็จะแก้ปัญหาประเทศเราได้ และอยากเตือนสติเอาไว้ว่าทุกวันนี้ไม่มีนักการเมืองอยู่ แต่การทุจริต โกงบ้านกินเมืองก็ยังมีอยู่และการปราบโกงนั้นเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ถ้าทำให้หมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทย แต่ก็ขอภาวนาว่าอย่าให้สังคมไทยต้องเจอกับการหนีเสือไปปะจระเข้ อีกต่อไปเลย" นายสุรพงษ์ กล่าว

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559

“เพื่อไทย” สอน “มีชัย” หยุดยัดเยียด รัฐธรรมนูญ


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าไปแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้รองรับว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติเราจะเดินไปต่อได้อย่างไร และจะทำให้ประชาชนไม่สนใจรับฟังเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำลังจะชี้แจงให้ประชาชนรับทราบในเร็ว ๆ นี้ว่า  ไม่รู้ว่าท่านคิดได้อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนขึ้นมาดีจริงและเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงจะกลัวอะไร วิธีคิดเช่นนี้ของท่านในแง่หลักทางวิชาการไม่น่าจะถูกต้องและเป็นการเห็นแก่ตัวเสียมากกว่า เพราะถ้าเป็นของดีจริงไม่น่าจะเกรงกลัวว่าประชาชนจะไม่เอาด้วย นี่เท่ากับเป็นการพยายามที่จะปิดกั้นความคิดเห็นต่าง การรับรู้ ให้ได้เกิดการเปรียบเทียบเชิงวิชาการได้และเหมือนกับเป็นการบีบบังคับให้ประชาชนต้องรับฟังในสิ่งที่พวกท่านอยากให้เขาได้ยินได้ฟังเท่านั้นเอง

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า พวกท่านเคยคิดย้อนกลับไปหรือไม่ การที่พวกท่านตั้งโจทย์ว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกฉีกทิ้งไปโดยคสช. เป็นตัวสร้างปัญหาให้บ้านเมือง หรือเป็นเพราะเกิดการปฎิวัติยึดอำนาจ จึงต้องมานั่งเขียนขึ้นมาใหม่ และพวกท่านเลยถือโอกาสลดทอนอำนาจฝ่ายบริหาร สิ่งที่พวกท่านคิดกันขึ้นมาเองหรือจินตนาการขึ้นมาว่า เป็นปัญหาของบ้านเมืองเพราะนักการเมืองใช้อำนาจหน้าที่หาประโยชน์เข้าพวกพ้อง เพื่อโยนความผิดทั้งหมดให้นักการเมืองนั้น  

"ท่านเองก็อาจจะตีโจทย์ผิดเองก็เป็นได้ ทุกวันนี้สังคมไทยถูกปิดหูปิดตามาโดยตลอด และก็ถูกกลุ่มคนเดิม ๆ คิดว่าคนไทยเรายังไม่ฉลาดพอที่จะได้รับรู้อะไรที่เปิดกว้างได้จึงต้องเอาอะไรมายัดเยียดให้และมาครอบงำเอาไว้ก่อน อยากขอร้องให้ท่านผู้เจริญทั้งหลายต้องคิดกันเสียใหม่ได้แล้ว บ้านเมืองจะได้ก้าวไปข้างหน้าได้ และต้องรู้จักหัดยอมรับความจริงกันบ้าง เพราะยิ่งท่านทำแบบนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงจะถูกประชาชนคว่ำทิ้งอย่างไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน" นายสุรพงษ์ กล่าว