วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

"จตุพร" ติงคดีระเบิดราชประสงค์ จับสังเกตทางการไทยโยง “อ๊อด”


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ผ่านยูทูป ว่า โดยสงสัยการทำหน้าที่คลี่คลายคดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ ว่า

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เหลืออายุราชการอีกเพียง 2 วัน แต่เร่งรีบปิดคดี แต่พยายามนำข้อมูลใหม่ลากโยงถึงคนไทยที่เคยเกี่ยวข้องกับคดีระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น รวมทั้งนำคดีระเบิดที่มีนบุรีเข้ามาพัวพัน เพื่อให้เลี้ยวมาถึงคนเสื้อแดงเป็นผู้ต้องสงสัยของสังคม

นายจตุพร กล่าวว่า การแถลงปิดคดีดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ได้ออกหมายจับผู้ต้องสงสัยทั้งสิ้น 17 คน แต่จับกุมชายชาวต่างชาติได้เพียง 2 คน คือ นายเมียไรลี ยูซูฟู กับนายอาเด็ม คาราดักหรือบิลาล มูฮัมเหม็ด หรือไบลาล มูฮัมมัด ส่วนที่เหลืออีก 15 คน รวมทั้งนายอ๊อด พยุงวงศ์ หรือยงยุทธ พบแก้ว คนไทยที่มีส่วนพัวพัน ยังติดตามตัวไม่ได้ โดยอ้างคดีเกิดจากปัญหาการค้ามนุษย์ชาวอุยกูร์ และอาจมีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะจ้างวานให้กระทำ

นายจตุพร กล่าวอีกว่า สำหรับพิรุธการแถลงปิดคดีระเบิดนั้น การนำคดีเก่าที่ยังจับตัวคนร้ายมาลงโทษไม่ได้ เช่น ระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่นในปี 2553 และระเบิดที่มีนบุรีเมื่อปี 2557 เข้ามาพัวพันด้วย จึงเป็นการพยายามลากโยนให้เลี้ยวไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เป็นสาเหตุของคดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหมเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนตายมากถึง 20 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบุถึงนายอ๊อด ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น เพื่อจะนำมาเชื่อมโยงถึงคนเสื้อแดงให้เข้าไปพัวพันกับคดีระเบิดนั้น นายจตุพร ได้ปฏิเสธว่า ไม่เคยรู้จักนายอ๊อด รวมทั้งสงสัยว่า เมื่อนายอ๊อดเคยถูกจับ ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี แต่รอลงอาญาไว้ ได้กลายเป็นคนไทยที่ไม่มีเลขที่บัตรประชาชนได้อย่างไรกัน และไม่น่าเป็นไปได้

นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อตำรวจพยายามเลี้ยวมาให้เป็นสาเหตุเกิดจากทางการเมืองแล้ว ตนขอให้ช่วยกันประณามกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง ที่สมคบคิดการวางระเบิดว่า เป็นพวกจิตใจผิดมนุษย์ แต่ยังสงสัยว่า การเมืองทำแล้วได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ซึ่งไม่มีเหตุผล และเป็นการโยนข้อกล่าวหากันอย่างมั่วไปหมดพร้อมกับกล่าวความสงสัยว่า การแถลงข่าวปิดคดีวางระเบิดนั้น ได้ระบุสาเหตุว่า เกิดจากการค้ามนุษย์ชาวอุยกูร์ ซึ่งไม่น่าเป็นความจริง เพราะชาวอุยกูร์ออกจากชินเจียงประเทศจีนมีเป้าหมายการเดินทางชัดเจนว่า ไปประเทศตุรกี เพื่อพักอาศัยอยู่กับชนเชื้อชาติเดียวกัน

จึงแตกต่างจากชาวโรฮิงยาที่มีปัญหาจากการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การยกสาเหตุค้ามนุษย์ชาวอุยกูร์มาอ้างยังมีความน่าสงสัยอยู่มาก เพราะถ้าค้ามนุษย์กันจริงแล้ว ทำไมไทยต้องส่งตัวผู้หญิงและเด็กไปประเทศตุรกี ส่วนชายฉกรรจ์แยกออกมาส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปให้ประเทศจีน ซึ่งความสงสัยเช่นนี้ย่อมบอกได้ชัดเจนถึงข้อพิรุธการอ้างเหตุการค้ามนุษย์ได้เป็นอย่างดี

"ขอเรียกร้องให้ตำรวจสอบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาด้วยความระมัดระวังโดยยกคดีการฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คนที่เกาะเต่า จ.สุราษฏร์ธานี ว่า คดีเกาะเต่าตำรวจจับกุมชาวพม่าเป็นผู้ต้องหา ซึ่งคนบนเกาะเต่าต่างรู้กันดีว่า ไม่เป็นความจริง และแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติเวชศาสตร์ ให้การฐานะพยานในชั้นศาลว่า ไม่พบดีเอ็นเอของผู้ต้องหาบนจอบที่เป็นอาวุธสังหาร รวมทั้งตำรวจนำตัวชาวโรฮิงญาขายโรตีบนเกาะเต่า ซึ่งกลัวตำรวจอยู่แล้วมาเป็นล่าม ไม่ใช้เจ้าหน้าที่สถานทูตพม่า จึงเป็นพิรุธในการทำหน้าที่ของตำรวจ

ดังนั้น การทำคดีวางระเบิดที่เกี่ยวข้องกับชาวอุยกูร์จึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะในเบื้องต้นข้อมูลเกี่ยวกับนายอาเดมยังขัดแย้งกัน โดยระเบิดเกิดขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคม แต่นายอาเดมเดินทางเข้าประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม เพื่อจะไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย แล้วมาถูกจับกุมได้ในวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา จากนั้นช่วงนายอาเดมถูกขังในคุก ก็กลายเป็นชายเสื้อเหลืองมือวางระเบิด ทั้งๆ ที่รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน" นายจตุพร ระบุ

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ต้องรอข้อมูลจากนายชูชาติ กันภัย ทนายความนายอาเดมอีกครั้งหนึ่งว่า ได้รับสารภาพเป็นชายเสื้อเหลืองมือวางระเบิดหรือไม่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ปฏิเสธไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนไม่ต้องการให้ตำรวจเร่งรีบจนขาดการระมัดระวัง เพราะตอนนี้เกิดการโยงข้อมูลจนมั่วไปหมด เริ่มจากเป็นสาเหตุการส่งชาวอุยกูร์กลับจีน แล้วมาเกิดปัญหาจากการค้ามนุษย์อุยกูร์ และพยายามโยงมาถึงระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น เพื่อเชื่อมโยงไปถึงนายอ๊อดที่ไม่มีเลขบัตรประชาชน ทั้งหมดนี้คงจะให้เลี้ยวมาถึงเป้าหมายคนเสื้อแดงให้เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งคนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ทันที ดังนั้น ตนขอให้รอบคอบ ยึดกระบวนการยุติธรรมไว้เป็นหลัก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ประเทศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น